สารทึบรังสี (Contrast Media) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

สารทึบรังสี (Contrast Media) คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร สารทึบรังสี (Contrast Media)         หมายถึง สารที่ใช้ในการตรวจทางรังสีวิทยา เพื่อให้เกิดความแตกต่างในการดูดกลืนรังสีระหว่างอวัยวะที่ต้องการตรวจกับอวัยวะหรือโครงสร้างอื่นที่อยู่ใกล้เคียง เป็นผลให้เห็นอวัยวะที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งสามารถนำเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การรับประทาน , การสวนเข้าทางทวารหนัก และฉีดเข้าหลอดเลือด หรือเข้าช่องโพรงของร่างกาย (จามรี, 2538 : ชรินทร์, 2542 : สมเกียรติ, 2538)            สารทึบรังสีชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด เป็นสารที่มีความจำเป็นในการแยกความแตกต่างของอวัยวะที่ต้องการตรวจกับอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ภาพจากการตรวจทางรังสีมีความชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นสารทึบรังสีจึงเข้ามามีบทบาทในการตรวจทางรังสีหลายชนิด ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( CT ), การตรวจดูการทำงานของไต (Intravenous pyelography ), การถ่ายภาพรังสีหลอดเลือด ( Angiography / Venography ), การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI ) แต่เนื่องจากสารทึบรังสีอาจทำให้เกิดการแพ้หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อร่างกายจนถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งนับว่าเป็นการตรวจที่มีความเสี่ยงสูง และจากการศึกษาของ Katayama และคณะซึ่งได้รายงานไว้ใน Radiology 1990 พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีชนิดแตกตัว ทั้งหมด 169,284 ราย มีปฏิกิริยาแพ้ 12.66 % และผู้ป่วยที่ได้รับสารทึบรังสีชนิดไม่แตกตัว ทั้งหมด 168,363 ราย มีปฏิกิริยาแพ้ 3.13 % สำหรับการป้องกันความเสี่ยงจากการใช้สารทึบรังสีนั้นสามารถทำได้ทุกระยะ คือ ตั้งแต่ก่อน ขณะ และหลังการฉีดสารทึบรังสี หากพยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสารทึบรังสีเป็นอย่างดีแล้วผู้ป่วยก็จะได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และปลอดภัย  ประเภทของสารทึบรังสี          แบ่งได้หลายแบบตามสมบัติของสาร ได้แก่    แบ่งตามความทึบรังสี ( จามรี, 2538 : ชรินทร์, 2542)  1.1 สารทึบรังสีที่ทึบรังสีน้อยกว่าเนื้อเยื่อ ( Negative contrast media ) เป็นสารที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ จึงมีความทึบรังสีหรือทึบแสงน้อยกว่าเนื้อเยื่อของร่างกาย สารเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นเงาทึบในภาพรังสี ได้แก่ อากาศ , ออกซิเจน , คาร์บอนไดออกไซด์ , ไนตรัสออกไซด์ ซึ่งปัจจุบันอากาศ ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ยังมีใช้กันอยู่ เนื่องจากหาได้ง่าย การดูด ซึมไม่เร็วจนเกินไป หากทำให้บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซนต์ได้ และมีอันตรายน้อย ส่วนไนตรัสออกไซด์นั้น ราคาแพง ดูดซึมเร็วมาก จึงยังใช้กันไม่มาก    1.2 .สารทึบรังสีที่ทึบรังสีมากกว่าเนื้อเยื่อ ( Positive contrast media ) สารเหล่านี้เป็นสารที่มีน้ำหนักโมเลกุลมากกว่าเนื้อเยื่อของร่างกายทำให้เกิดเป็นเงาจางหรือขาวบนภาพรังสี ซึ่งในปัจจุบันสารทึบรังสีแทบทั้งหมดเป็นชนิดนี้    แบ่งตามสมบัติการละลาย (สมเกียรติ, 2538)  2.1 สารทึบรังสีที่ละลายน้ำ ได้แก่ สารทึบรังสีแทบทุกชนิดในปัจจุบัน  2.2 สารทึบรังสีที่ละลายในไขมัน ได้แก่ ริพิโอดอล (Lipiodol ®) 2.3 สารทึบรังสีที่แขวนลอยในน้ำ ได้แก่ แบเรี่ยมซัลเฟต (Barium sulphate)    แบ่งตามการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย  3.1 สารทึบรังสีที่ดูดซึมได้ ได้แก่ สารทึบรังสีแทบทุกชนิดในปัจจุบัน  3.2 สารทึบรังสีที่ไม่ดูดซึม ได้แก่ แบเรี่ยมซัลเฟต (Barium sulphate)    แบ่งตามลักษณะการขับถ่าย เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว  4.1 ขับถ่ายออกทางไต สารทึบรังสีแทบทุกชนิดที่ดูดซึมได้ จะขับถ่ายออกทางไต มากกว่าร้อยละ 90  4.2 ขับถ่ายออกทางตับ ออกมาในรูปของอุจจาระ ซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เอกซเรย์เต้านม (Mammogram)

เอกซเรย์เต้านม (Mammogram)        ปัจจุบันโรคมะเร็งในสตรีสำหรับประเทศไทย พบว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นทุกปี  สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านม      ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แน่นอน ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม(ที่ป้องกันไม่ได้)    -ผู้หญิง อายุมากกว่า 35 ปี    -เคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน    -มีประจำเดือนเร็ว , หมดประจำเดือนช้า    -มีมารดา พี่สาว น้องสาว ลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านม    -ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากว่า 30 ปี ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม(ที่ป้องกันได้)    -ถูกฉายรังสีที่หน้าอกบ่อยๆ    -ดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่อายุน้อยกว่า 30 ปี    -ใช้ยาคุมกำเนิดนานกว่า 4 ปี ก่อนการตั้งครรภ์ครั้งแรก     -ออกกำลังกายน้อยทำให้ประจำเดือนมาเร็ว    -กินจุ ทำให้ประจำเดือนมาเร็ว    -รวมเวลาให้นมบุตรน้อยกว่า 3 เดือน วิธีการป้องกันมะเร็งเต้านม     -ไม่มีวิธีการป้องกันโดยตรง    -การตรวจให้พบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาให้หายได้ เรียกว่าการคัดกรอง(Screening)  การตรวจคัดกรองสำหรับประชาชนทั่วไป    -อายุ 20-40 ปี ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุก 3 ปี    -อายุ 40 ปี ขึ้นไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุกปี การตรวจคัดกรองสำหรับสตรีกลุ่มเสี่ยง -ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และตรวจเต้านมโดยแพทย์ทุกปี -ถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านมทุก 2 ปี การเตรียมตัวก่อนถ่ายภาพเอกซเรย์เต้านม -งดเครื่องดื่มหรือยาที่มีสารคาเฟอีน เพราะจะไปกระตุ้นให้มีการขับน้ำออกมามาก -ห้ามใช้ยาระงับกลิ่นตัว แป้งทาตัว เพราะมีสารที่ทำให้เกิดการคั่งค้างของน้ำ เวลากดเต้านม จะรู้สึกเจ็บมาก และแป้งมีสารทึบรังสีเป็นฝุ่นเล็กๆ ทำให้ปรากฏเห็นบนภาพได้ อาจทำให้นึกว่าเป็น microcalcification ได้ การตรวจเต้านมด้วยอัลตร้าซาวด์ -ใช้ในการตรวจที่เอกซเรย์เต้านมแล้วเห็นก้อนไม่ชัดเจน -จะช่วยแยก solid กับ cystic mass โดยอัลตร้าซาวด์จะวินิจฉัย cystic mass ได้ชัดเจน -ข้อเสีย ไม่สามารถใช้เป็นการตรวจคัดกรอง เพราะไม่เห็น microcalcification (ตัวก่อมะเร็งซึ่งมีขนาดเล็กมากเป็นไมครอน)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เอกซเรย์ทั่วไป (General X-ray)

เอกซเรย์ทั่วไป (General X-ray)           เป็นการตรวจเอกซเรย์ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดี เช่น เอกซเรย์ปอด เอกซเรย์กระดูกแขน,ขา เอกซเรย์กระดูกสันหลัง เอกซเรย์ศีรษะ  เป็นต้น ซึ่งจะใช้ในการวินิจฉัยเบื้องต้นว่าบริเวณที่ต้องการถ่ายเอกซเรย์มีความผิดปกติหรือไม่          ปัจจุบันแผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี มีเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป ให้บริการจำนวน 3 เครื่อง สามารถให้บริการแก่ผู้รับบริการจำนวนมาก และรวดเร็วมากขึ้น เพราะใช้ตัวรับภาพแบบดิจิตอล(Image plate) รวมทั้งยังใช้ระบบ PACS ทำให้สามารถส่งภาพและเรียกดูภาพเอกซเรย์ได้ด้วยความรวดเร็ว  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ระบบ PACS

ระบบ PACS PACS        PACS ย่อมาจากคำว่า Picture Archiving and Communication System คือ ระบบที่ใช้ในการจัดเก็บรูปภาพ ทางการแพทย์( Medical Images) และรับ-ส่งข้อมูลภาพ ในรูปแบบ Digital โดย PACS ใช้การจัดการรับส่งข้อมูล ผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยการส่งภาพข้อมูลตามมาตรฐาน DICOM แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี ได้นำระบบ PACS มาใช้ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2549 ซึ่งการนำระบบ PACS มาใช้แทนระบบการถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มแบบเดิม ทำให้ลดขั้นตอนการทำงานลงเป็นอย่างมาก จึงทำให้สามารถให้บริการแก่ผู้มารับบริการได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น    ภาพแสดงการเปรียบเทียบการใช้ระบบฟิล์มเดิมและระบบ PACS       ระบบเดิมเริ่มจากเมื่อนักรังสีเทคนิคถ่ายภาพเอกซเรย์เสร็จ จะต้องผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม จัดทำซองฟิล์ม แล้วนำฟิล์มไปให้รังสีแพทย์รายงานผล แล้วจัดเก็บซองฟิล์มไว้ในห้องเก็บฟิล์ม เมื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจขอดูฟิล์มและผลจะต้องทำการยืมฟิล์มจากแผนกรังสีวินิจฉัย ไปดูบนหอผู้ป่วยหรือที่แผนกผู้ป่วยนอก ซึ่งจะต้องใช้บุคลากรและเวลาในการจัดหาและจัดเก็บ ซึ่งในบางครั้งก็มีปัญหาในเรื่องการหาฟิล์มไม่พบ ทำให้ต้องใช้เวลาและแรงงานในกระบวนการ/ขั้นตอนที่ยุ่งยาก เมื่อแผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี ได้นำระบบ PACS มาใช้ ทำให้สามารถลดขั้นตอนจากระบบเดิมได้อย่างมาก กล่าวคือ เมื่อนักรังสีถ่ายภาพเอกซเรย์โดยใช้ตัวรับภาพ(Imaging plate) แล้วนำตัวรับภาพมาสร้างภาพด้วยเครื่อง CR ก็จะได้เป็นภาพดิจิตอล แล้วส่งภาพไปที่ PACS server จากนั้นรังสีแพทย์ก็สามารถดูภาพและรายงานผลได้ทันทีที่ส่งภาพ รวมทั้งแพทย์ผู้ส่งตรวจก็สามารถเรียกดูภาพได้ทันที ซึ่งจะเห็นว่ามีความสะดวกและรวดเร็วอย่างมาก     ข้อดีของการนำระบบ PACS มาใช้ในโรงพยาบาล    1. ผลดีต่อกระบวนการรักษาพยาบาล       - ลดเวลาในการตรวจ และรอคอยผลการเอ็กซเรย์ เนื่องจากการล้างฟิล์ม และการค้นหาฟิล์มเก่า       - ได้รับการวินิจฉัยโรค และได้รับการรักษาพยาบาลเร็วขึ้น       - เนื่องจากสามารถเรียกข้อมูลเก่าที่เก็บไว้ในระบบได้ตลอด เวลาทำให้แพทย์ สามารถเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลง ของโรคได้ตลอดเวลาซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ ยิ่งขึ้น และช่วยในการวางแผนการรักษาอย่างต่อเนื่อง       - ลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ จะได้รับเนื่องจากการถ่ายฟิล์มซ้ำ ที่เกิดจากการตั้งค่าเทคนิค ไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย     2. ประหยัดทรัพยากรและ รักษาสิ่งแวดล้อม       - ลดอัตราการสูญเสียฟิล์มในการเอ็กซเรย์ซ้ำ เพราะระบบการถ่ายเอ็กซเรย์ที่เก็บภาพแบบ Digital ทำให้รังสีแพทย์ สามารถที่จะทำการปรับค่า ความสว่างของภาพได้       - ลดการสูญหายของฟิล์มเอ็กซเรย์ที่จะเกิดขึ้นในระบบเก่า        - ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการล้างฟิล์ม ( น้ำยาล้างฟิล์ม และ น้ำเสียจากเครื่องล้างฟิล์ม)       - ลดพื้นที่ในการจัดเก็บฟิล์มเอ็กซเรย์        - จะไม่มีการเสื่อมสภาพของภาพรังสี เพราะว่าข้อมูลภาพถ่ายทางรังสีจะถูกเก็บในรูปแบบ Digital

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

IC NEW คุณสมบัติในการทำลายเชื้อของแอลกอฮอล์

IC NEW คุณสมบัติในการทำลายเชื้อของแอลกอฮอล์           แอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิดเป็นของเหลว ไม่มีสี ระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง ไม่มีฤทธิ์ตกค้างแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อวัณโรค เชื้อรา และเชื้อไวรัส แต่ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเชื้อแบคทีเรียได้ แอลกอฮอล์จัดเป็นเพียงน้ำยาทำลายเชื้อระดับกลางประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อของแอลกอฮอล์จะลดลงมาก หากมีความเข้มข้นต่ำลงแอลกอฮอล์จะมีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อได้ดีเมื่อมีความเข้มข้นประมาณ 70-90% โดยปริมาตร ความเข้มข้นที่เหมาะสมของ ethyl alcohol ซึ่งสามารถทำลายเชื้อของแอลกอฮอล์ ทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน ถ้าเป็น Ethyl Alcohol จะทำลายเชื้อไวรัสได้ดีกว่า ส่วน Isopropyl alcohol ไม่สามารถทำลาย Hydrophilic virus ซึ่งได้แก่ echovirus และ coxsackie virus ได้            ทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบบี CDC แนะนำให้แช่เครื่องมือใน 70% ethyl alcohol นาน 15 นาทีสำหรับเชื้อเอชไอวี ใช้เวลาประมาณ 1 นาที สำหรับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาทีกำทำลายเชื้อวัณโรคและเชื้อไวรัสอื่นๆ ใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที(แต่เราไม่ทราบว่าผู้ป่วยรายใด เชื้อโรคอะไรบ้าง ไม่สามารถตรวจได้หมด) แอลกอฮอล์เป็นน้ำยาทำลายเชื้อที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ทำลายเชื้อได้เร็ว ราคาถูก ใช้ในการทำลายเชื้อบนปรอทวัดไข้ทางปากและทางทวารหนัก            แอลกอฮอล์ทำให้ผิวแห้งแตก แอลกอฮอล์ระเหยได้ง่ายฤทธิ์ในการทำลายเชื้อจะลดน้อยลงหากความเข้มข้นต่ำลงในการใช้และเก็บรักษาแอลกอฮอล์จึงจะต้องระมัดระวัง แอลกอฮอล์จะเสื่อมประสิทธิภาพเมื่อผสมกับอินทรีย์ ดังนั้นต้องล้างทำความสะอาดเครื่องให้หมดจดก่อนเช็ดให้แห้งก่อนทำลายเชื้อด้วยแอลกอฮอล์           เมื่อต้องแช่เครื่องมือให้เครื่องมือสัมผัสแอลกอฮอล์ให้นาน ขึ้นจะต้องแช่เครื่องมือลงแอลกอฮอล์จะทำให้สารที่ยึดเลนส์กับอุปกรณ์ละลายแอลกอฮอล์ทำให้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ได้เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้สารที่ยึดเลนส์กับอุปกรณ์ละลาย แอลกอฮอล์ทำให้อุปกรณ์ที่ทำด้วยยางหรือพลาสติกบวมและแข็ง           แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะ หากต้องใช้กับโลหะควรเติม 0.2% โซเดียมไนโตรลงในแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ติดไฟง่าย จึงควรเก็บในภาชนะปิดมิดชิดและเก็บภาชนะนั้นไว้ในที่เย็น อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง

10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง        กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ 1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 2. มะเขือเทศราชินี 3. มะละกอสุก 4. กล้วยไข่ 5. มะม่วงยายกล่ำ 6. มะปรางหวาน 7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง 8. มะยงชิด 9. มะม่วงเขียวเสวยสุก 10. สับปะรดภูเก็ต ผลไม้ทั้งหมดนี้มีสีเหลืองและสีเหลืองเข้ม • ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย คือ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่ • ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง คือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เม็ด มะขามป้อม มะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาว แตงกวา และพุทราแอปเปิล • การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรก คือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำ        แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตอเบอร์รี่ และกล้วยไข่ ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของอาหารสารที่ช่วยกำจัด อนุมูลอิสระ ที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายของผู้หญิง

มะเร็งเต้านม ภัยร้ายของผู้หญิง    คุณทราบหรือไม่ว่า “ มะเร็งเต้านม “ เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากเป็นอันดับที่สองรองจากมะเร็งปากมดลูก โรคร้ายนี้อาจเกิดขึ้นกับคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นการตรวจเต้านมเป็นประจำสามารถช่วยชีวิตคุณได้  การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรทำในทุกวัยเพื่อค้นพบสิ่งผิดปกติได้ง่าย    - อายุ 20 ปี ขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเอง ในช่วงอายุนี้ไม่จำเป็นต้องทำแมมโมแกรม    - อายุ 35 ปี ควรตรวจแมมโมแกรมเป็นพื้นฐานและควรตรวจทุกๆ 2 ปี    - อายุ 40 ปี ควรตรวจแมมโมแกรม ทุกปี    - อายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี    - สำหรับผู้ที่มีประวัติในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจต้องตรวจแมมโมแกรมเร็วกว่าปกติ อาการของมะเร็งเต้านม    - มีก้อนที่เต้านม ( แค่ 15-20 % ของก้อนที่คลำได้เท่านั้นที่เป็นมะเร็ง )    - มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของเต้านม    - ผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัวหนาผิดปกติ บางส่วนเป็นสะเก็ด    - หัวนมมีการหดตัวนม คัน หรือแดงผิดปกติ    - มีเลือดหรือน้ำออกจากหัวนม ( 20 %ของการมีเลือดออกเป็นมะเร็ง )    - เจ็บเต้านม ( มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บ นอกจากก้อนโตมากแล้ว )    - การบวมของรักแร้ เพราะต่อมน้ำเหลืองโต    - ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ผู้หญิงกับการดูแลเต้านม ( Breast Care )    การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ( Breast Self – Examination ) 1. ยืนหน้ากระจก    - ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบายเปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้าง มีการบิดเบี้ยวของหัวนม หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่    - ประสานมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ แล้วกลับมาอยู่ในท่าเท้าสะเอวพร้อมสำรวจหาสิ่ง ปกติ    - ให้โค้งตัวมาข้างหน้าโดยใช้มือทั้งสองข้างวางบนเข่า หรือเก้าอี้ในท่านี้ เต้านมจะห้อยลง ไปตรงๆ หากมีสิ่งผิดปกติก็จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น 2. นอนราบ     - นอนในท่าสบายแล้วสอดหมอนหรือม้วนผ้าใต้ไหล่ซ้าย    - ยกแขนซ้ายเหนือศีรษะเพื่อให้เต้านมด้านนั้นแผ่ราบ ซึ่งจะทำให้คลำพบก้อนเนื้อได้ ง่ายขึ้น โดยเฉพาะส่วนบนด้านนอก ซึ่งมีเนื้อมากที่สุด และมีการเกิดมะเร็งมากที่สุด    - ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางคลำทั่วทั้งเต้านมและรักแร้ที่สำคัญคือ ห้ามบีบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อนเนื้อ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ วิธีคลำ 1. ใช้มือซ้ายคลำเต้านมขวา มือขวาคลำเต้านมซ้าย 2. ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง รวม 3 นิ้ว ในการคลำ กดเบาๆ และหนักพอประมาณเพื่อที่จะรับรู้ ว่ามีก้อนหรือไม่ 3. การคลำในแนวก้นหอย โดยเริมคลำจากส่วนบนของเต้านมไปตามแนวก้นหอย จนกระทั่ง ถึงฐานเต้านมบริเวณรอบรักแร้ หรือเริ่มต้นที่บริเวณหัวนม วนเป็นวงกลมไปรอบๆ จนรอบ เต้านม 4. การคลำในแนวขึ้นลง เริ่มคลำจากใต้เต้านมถึงรักแร้ แล้วขยับนิ้วทั้งสามคลำขึ้นและลง สลับกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทั่วทั้งเต้านม 5. การคลำในแนวรูปลิ่ม เริ่มคลำจากส่วนบนของเต้านมจนถึงฐานแล้วกลับเข้าขึ้นสู่ยอดอย่างนี้ ไปเรื่อยๆ ให้ทั่วทั้งเต้านม ให้ทำวิธีเดียวกันกับเต้านมด้านขวา การป้องกัน สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่นอน การป้องกันที่ดีที่สุดคือ ค้นพบให้เร็วที่สุด ดังนั้นจึงควร    - ตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ เดือนละครั้ง ( Breast Self-Examination )    - พบแพทย์ ( Physical Examination )    - ตรวจเอกซเรย์เต้านม ( Mammography ) การรักษา - ผ่าตัด ( Surgery )    - ฉายรังสี ( Radiation Therapy )    - ใช้ยาเคมีบำบัด (Chemothherapy)  พญ.ชวนพิศ บุญยะรัตเวช ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมและแพทย์ที่ปรึกษา รพ.วิภาวดี 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม