อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนCOVID-19

อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนCOVID-19   อาการข้างเคียงชนิดไม่รุนแรง - มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ - คลื่นไส้ อาเจียน - อ่อนเพลีย - ปวดบริเวณที่ฉีด   อาการข้างเคียงรุนแรง - ไข้สูง - มีจุดเลือดออกจำนวนมาก - ผื่นขึ้นทั้งตัว - อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง - ชัก/หมดสติ - ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง - ปวดศีรษะรุนแรง - แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก   หากมีอาการดังนี้ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีหรือติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้าน  อ้างอิง : กระทรวงสาธารณสุข

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคเส้นเลือดสมองตีบ

  อัมพฤกษ์อัมพาต เป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย หรือหายแต่ไม่หายสนิท ใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้หลายอย่าง แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น เส้นเลือดสมองตีบหมายถึงอะไร เส้นเลือดสมองตีบเป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือดสมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%) เส้นเลือดที่ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ ภาพเคลื่อนไหวของ หลอดเลือดแดง และ ดำ   มีอาการอย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสมองมีหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ ·แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) ·ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก ·พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา) ·เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ·มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมีโอกาสเป็นบ้าง อายุที่มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ ·ความดันโลหิตสูง ·เบาหวาน ·ไขมันในเลือดสูง ·การสูบบุหรี่ ·โรคหัวใจบางชนิด วินิจฉัยอย่างไร   อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) แทนการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป รักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการฟื้นตัวว่าจะดีขึ้นได้ถึงระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆหลังเกิดอาการ2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก   ยาที่ใช้รักษามีอะไรบ้าง ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรซื้อทานเองเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบก็จะน้อยลงไปมาก ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ การทำกายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร ยาบำรุงสมองช่วยได้หรือไม่ มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่างอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทานก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยาที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด ทำไมบางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้ อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเองโดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อหรือรักษาแบบอื่นๆใดๆก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อแล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลงเป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง ทำไมแพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษาหรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับผู้ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิดทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว สามารถป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35?ีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวมีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว หลักสำคัญๆ ได้แก่ 1.  ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด 2.  ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาล 3.   ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วยมีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้ 4.  ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใส่) ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน   โดย   นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี   อายุรแพทย์ประสาทวิทยา Key : brain infarct ,CVA ,Stroke ,Neurology ,Medicine ,Cerebral  แหล่งที่มา http://www.thaiclinic.com/

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคตาแดง

โรคตาแดง                  โรคตาแดงจากเชื้อไวรัส เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก และเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา ตั้งแต่เริ่มเป็น ก็อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้ตาพิการได้   โรคตาแดงติดต่อกันได้อย่างไร                 โรคมักระบาดในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันอย่างแออัด โดยอาจแพร่ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา ของผู้ป่วย ส่วนมากมักติดทางอ้อมโดย ·       ใช้มือสกปรกที่มีเชื้อโรคขยี้ตา ·       ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา ขันน้ำ และของใช้อื่น ๆ ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค ·       แมลงวันหรือแมลงหวี่ตอมตา   อาการของโรคตาแดงเป็นอย่างไร                 หลังจากได้รับเชื้อโรคเข้าตา ประมาณ 24-48 ชั่วโมง จะมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา มีน้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวจะอักเสบ แดง ซึ่งอาจเริ่มที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน หรือเป็นทั้ง 2 ข้างพร้อมกันก็ได้ อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือครั่นเนื้อครั่นตัว หรืออาการปวดเสียวที่แขนขาด้วย ผู้ป่วยมักจะหายได้เอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้าไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน   เมื่อเป็นโรคตาแดง ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ·       เมื่อมีอาการตามที่กล่าวมา ควรรีบไปพบแพทย์ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอด หรือป้ายตา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ป้ายตาติดต่อกันประมาณ 7 วัน สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีไข้ ปวดศรีษะ ก็จะใช้ยาลดไข้แก้ปวดตามอาการ ถ้ามีอาการรุนแรงขึ้นต้องรีบไปพบแพทย์อีกครั้ง ·       ควรพักสายตา ไม่ใช้สายตามากนัก ·       ควรหยุดเรียนหรือหยุดงานประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือจนกว่าอาการตาแดงจะหายเป็นปกติ และไม่ควรไปในที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เพราะอาจนำโรคไปแพร่ติดต่อให้ผู้อื่นได้ ·       แยกของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย อย่าให้ผู้อื่นใช้ร่วมด้วย ·       ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากถูกต้องตา และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ   มีวิธีการป้องกันไม่ให้ติดโรคตาแดงไหม                 โรคนี้ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ ·       หมั่นล้างมือล้างน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช้มือที่ไม่ได้ล้างให้สะอาดขยี้ตา ·       เมื่อฝุ่นละอองหรือผงเข้าตา ไม่ขยี้ตา ให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ·       ไม่ใช้สิ่งของ เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ หรือถ้วยล้างตา ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อมีโรคตาแดงระบาด ต้องระวังให้มากยิ่งขึ้น ·       ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ฯลฯ ผึ่งแดดให้สะอาดอยู่เสมอ ·       ในสถานที่ที่คนอยู่รวมกันอย่างแออัด ควรจัดหาน้ำสะอาดให้เพียงพอสำหรับการล้างมือ ล้างหน้า และใช้อาบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ผู้พิชิตโรคมะเร็ง

ผู้พิชิตโรคมะเร็ง บทความพิเศษ "ผู้พิชิตโรคมะเร็ง"            ผลการศึกษาวิจัยจากประเทศต่าง ๆ จากการสนับสนุนกองทุนวิจัยมะเร็งโลก [ WCRF ] กับสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา [ AICR ] พบว่า มะเร็งที่พบบ่อย 6 ชนิด จะมีปัจจัยที่คล้ายกัน ทั้งปัจจัยจากสิ่งเแวดล้อม พฤติกรรม วัฒนธรรมการบริโภคและกรรมพันธ์ มีดังต่อไปนี้ คือ             1. มะเร็งในปอด มีปัจจัยเสี่ยงจากการสูบบุหรี่              2. มะเร็งกระเพาะอาหาร มีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารเค็ม              3. มะเร็งเต้านม มีปัจจัยเสี่ยงจากการรับไขมันอิ่มตัว หรืออาหารที่มีไขมันสูง กรรมพันธุ์ และแอลกอฮอล์              4. มะเร็งในลำไส้ใหญ่และลำไส้ส่วนปลาย มีปัจจัยเสียง คือแอลกอฮอล์ และกรรมพันธุ์              5. มะเร็งตับ มีปัจจัยเสี่ยงคือ โรคตับอักเสบ จากไวรัสบี อาหารที่ปนเปื้อนด้วยอะฟลาท๊อกซินและแอลกอฮอล์              6. มะเร็งปากและช่องคอ มีปัจจัยเสี่ยงจากการสูบบุหรี่และเคี้ยวใบยาสูบ เคี้ยวหมาก อาหารและแอลกอฮอล์              ศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี พบผู้ป่วยโรคมะเร็งมารับการรักษาบำบัดมากมาย อย่างกรณี คุณบัวรอง อายุ 61 ปี มีอาการไอโดยไม่ปรากฎสาเหตุ ได้รับการตรวจที่โรงพยาบาล พบว่า น้ำท่วมปอด หมอได้เจาะปอดเพื่อระบายน้ำและทำการวินิจฉัย เช่น อัลตราซาว์และคอมพิวเตอร์เอกซเรย์ ยืนยันว่า เป็นมะเร็งปอดระยะลุกลาม หมอทำนายโรคว่า " จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน "              คุณบัวรองได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่อาการกลับรุนแรงมากขึ้น พร้อมผลข้างเคียงจากยาเคมี ลูก ๆ ได้อ่านหนังสือ " มะเร็ง รักษาได้ด้วยตนเอง " ที่พญ.ลลิตา ธีระสิริเขียนเล่าประสบการณ์การรักษามะเร็งด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดมะเร็ง จึงมารับการรักษาที่ธรรมชาติบำบัด และพบว่า มะเร็งปอดที่คุณบัวรองเป็นนั้น เกิดจากภาวะความเครียดที่ได้รับจากครอบครัว เป็นปัจจัยหลัก เมื่อคุณบัวรองได้รับการแนะนำอย่างเคร่งครัดให้ งดกินเนื้อสัตว์ กินผักผลไม้ รวมทั้งฝึกสมาธิ คลายเครียด ออกกำลังกายตามแนวตะวันออก ฝึกชี่กง และพอช่วงสาย ๆ ฝึกท่าไหว้พระจันทร์ เป็นปฐมบทของวิชาโยคะ จบครบหลักสูตรธรรมชาติบำบัด พบว่า น้ำในปอดลดลง              เมื่อถึงเวลาคุณบัวรองไปรับเคมีบำบัด จะมีการฝึกจิตใต้สำนึก ให้มีสมาธิ ไม่วิตกกังวล ภาวะทางอารมณ์ จิตใจมีความมั่นคง ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้คุณบัวรองไม่มีอาการแพ้เคมีบำบัด              เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี เธอยังมีชีวิตอยู่ ลบคำทำนายของหมอที่ว่า จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน " ต้องขอบใจหมอและลูก ๆ ที่บอกความจริงให้ฉัน มันสำคัญมากจริง ๆ มันช่วยให้ฉันออกจากความมืด หันมาเอาชนะมะเร็งในที่สุด "              คุณวิสัย ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบี ตั้งแต่ปี 2527 ต่อมาอีกหลายปี เขามีอาการไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลด คลำก้อนได้ที่ชายโครงด้านขวา ภายใน 1 อาทิตย์ หลังจากวินิจฉัยก็แน่ชัดว่าเป็นมะเร็งตับ หมอชี้อนาคตว่า เหลือเวลาไม่เกิน 6 เดือน              ด้วยกำลังใจของคุณวิสัย ที่จะต่อสู้กับมะเร็ง จึงมาที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัด บัลวี เพื่อหาวิธีต้านมะเร็งด้วยหลักการธรรมชาติบำบัด โดย              บริโภคข้าวกล้อง ผัก ผลไม้สด ปริมาณมากทุกมื้อ ดื่มน้ำคั้นผัก ผลไม้ ทำเป็นซุปผักด้วย งดกินเนื้อ นม ไข่ มะเร็งเป็นก้อนเนื้อที่โตเร็วมาก จะแบ่งเซลล์ไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยวัตถุดิบ คือ โปรตีนจากอาหารที่เรากินเข้าไป มะเร็งเปรียบเหมือนเด็ก มันต้องการอาหารประเภทโปรตีนและไขมันมาก จะได้เจริญเติบโตเร็ว สามารถทดแทนได้จากธัญพืชบางอย่าง เกลือประเภทโซเดียม จะอยู่ในน้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือทะเล จึงไม่ควรกินเค็มมาก ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของมะเร็ง มีลักษณะผิดปกติ พร้อมรับโซเดียมเข้าเซลล์มะเร็ง ทำให้ตัวบวมออกและหลุดกระจายแพร่ไปส่วนอื่นของร่างกาย              การคลายเครียด ฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ ทั้งชี่กง โยคะ การออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเช่น การเดิน หรือปั่นจักรยานอย่างน้อย วันละ 15 - 30 นาที กระตุ้นภูมิต้านทางให้ต่อสู้มะเร็ง              การอาบแสงตะวัน มีอนุภาคคัดกรองนำพลังแสงสีเขียวในแสงแดดที่มากกระทบผิวกาย ไปเสริมพลังแห่งชีวิต และการล้างพิษโดยการสวนลำไส้ด้วยกาแฟ กระตุ้นเซลล์ตับที่ดี ๆ ภายหลังจากที่สารคาเฟอีนถูกดูดซึมทางเลือดดำพิเศษจากลำไส้ใหญ่เข้าสู่ตับ ขจัดสารพิษ สารก่อมะเร็งเซลล์ที่ตายไป ถูกขับออกจากร่างกาย ผ่านลำไส้              นอกจากนั้น คุณวิสัย ได้รับวิตามินชนิดต่าง ๆ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี เซเลเนียม และเห็ดหลินจือเข้มข้น              เวลาผ่านไปนับปี คุณวิสัยมีชีวิตอยู่ ก้อนมะเร็งยังไม่เล็กลง ทำท่านิ่มลง การตรวจเลือดอยู่ระดับ AFP เป็นตัวบ่งชี้ความรุนแรงของมะเร็งในตับในเชื้อไวรัสบี เริ่มลดลงจากที่เคยสูง 117 ก็ลดเหลือ 65 ต่อหน่วย / มล ทุกวันนี้คุณวิสัยสุขภาพดีขึ้น พร้อมที่จะต่อสู้กับมะเร็งต่อไปอย่างเข้มแข็ง              ทั้ง 2 กรณีนี้ แสดงถึง การรักษามะเร็งนั้น ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนกระบวนทรรศน์เรื่องสุขภาพใหม่ มาบำบัดรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติ ทั้งเปลี่ยนเรื่อง อาหารการกิน พฤติกรรมต่าง ๆ การออกกำลังกาย ลดความเครียด ฝึกสมาธิ มองโลกในแง่ดี ดังนั้นศูนย์ธรรมชาติบำบัด บัลวี จึงเน้น ให้ผู้ป่วยพึ่งตนเอง ในการดูแลสุขภาพ กระตุ้นให้เกิดกำลังใจในการรักษามะเร็ง ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาร่างกาย ดังที่คุณบัวรองและคุณวิสัยประสบความสำเร็จในการพิชิตมะเร็งมาแล้ว  ขอขอบคุณแหล่งที่มา http://www.arokaya.org 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ปวดศีรษะ

ปวดศีรษะ         อากาศร้อนๆ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้หลายๆท่าน เกิดอาการ ปวดศีรษะ ซึ่งอาจเป็นการปวดศีรษะธรรมดา หรือ จากอากาศร้อนที่ทุกคนได้ยินกันว่าเป็น Heat Stroke ปวดศีรษะจากอากาศร้อนเชื่อว่าเกี่ยวกับทั้งระบบหลอดเลือด และเส้นประสาทในศีรษะ ทำให้มีอาการปวดจากหลอดเลือดขยายตัว             สำหรับโรคปวดศีรษะที่เป็นโรคของมันเองจริงๆ นั้น มีหลายโรค แต่ที่ยอดฮิต ในกลุ่มผู้ปวดบ่อยๆ ได้แก่ ไมเกรน ซึ่งมักชอบสงสัยกันมาก ว่าจะเป็นหรือไม่  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป            สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องให้ผู้อ่านเข้าใจคือ การวินิจฉัยสาเหตุของการปวดศีรษะนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องอาศัยการซักอาการโดยละเอียด (ไม่ต่ำกว่า 10 ข้อ) นอกจากในบางรายที่ค่อนข้างชัดเจนมากๆ อาจใช้คำถาม 3-4 ข้อก็พอบอกได้ ดังนั้นการเล่าอาการของคนไข้ทางจดหมาย หรือทางอินเตอร์เน็ตนั้น บ่อยครั้งที่ผู้ถามจะได้คำตอบที่ชวนให้หงุดหงิดว่า ' ควรพบแพทย์' หรือ ' บอกไม่ได้ ข้อมูลไม่พอ' ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ            การตอบโดยอาศัยผ่านสื่อนี้ สิ่งที่น่าจะมีประโยชน์ที่สุดคือ บอกให้ผู้ถามพอเป็นแนวทางว่า อาจเป็นอะไรได้บ้าง จำเป็นต้องพบแพทย์หรือไม่ แต่สำหรับการวินิจฉัยนั้น คงหวังผล 100% คงไม่ได้ก่อนจะเข้าเรื่อง สิ่งสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับปวดศีรษะคือ ปวดแบบใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญ และต้องรีบไปพบแพทย์ ซึ่งได้แก่ลักษณะต่อไปนี้  - ปวดกระทันหัน ทันทีทันใด - ปวดรุนแรงมาก - ปวดในลักษณะที่ไม่เหมือนที่เคยปวดมาก่อน (ปวดแบบใหม่) - อาการค่อยๆเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป อาจเป็นวัน เป็นเดือน จนถึงเป็นปีก็ได้ - มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้สูง ชัก เห็นภาพซ้อน อาเจียนรุนแรง แขนขาอ่อนแรงเป็นซีก    เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ขอแบ่งชนิดการปวดศีรษะเป็น 3 กลุ่มกว้างๆ ได้แก่ ปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัว  ปวดจากการขยายตัวของหลอดเลือด และ  ปวดจากมีสิ่งผิดปกติในสมอง  สำหรับการปวดจากเส้นประสาทที่ศีรษะและใบหน้า ขอไม่กล่าวถึงในที่นี้   ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว           เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น อดนอน เครียด ใช้สมองหรือสายตาติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ฯลฯ การปวดมีลักษณะตึงๆตื้อๆ บางคนอาจปวดจี๊ดๆร่วมด้วย ร้าวจากขมับไปกลางศีรษะ จนถึงท้ายทอย (ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้)           อาการปวดมักจะเริ่มตอนสายๆ หรือบ่าย (คือเมื่อเริ่มเคร่งเครียดกับงาน)  แล้วมักจะปวดต่อไปทั้งวัน อาจไม่รุนแรงแต่พอรำคาญ (ถ้าเป็นมากๆก็รุนแรง ได้เหมือนกัน)            ลักษณะสำคัญ คือ เวลาหายก็มักหายไม่สนิทเป็นปลิดทิ้ง คือจะยังตื้อๆอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งต่างจากไมเกรนที่ปวดรุนแรง แต่เวลาไม่ปวดก็จะปกติ100% (เป็นปลิดทิ้ง) การป้องกัน  ทำได้โดย  1.เลี่ยงสาเหตุทั้งหลายที่กล่าวไว้ข้างต้น ช่วงที่ปวดสามารถทานยาแก้ปวดทั่วๆไป (เช่น  พาราเซตามอล)  2. ถ้ายังไม่ค่อยดี อาจต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาคลายเครียด 3. ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา   ปวดจากการขยายตัวของหลอดเลือดที่ศีรษะ           มีหลายแบบ แต่ที่พูดถึงบ่อยๆคือ ไมเกรน ซึ่งยังไม่ทราบกลไกการเกิดโรคอย่างแท้จริง แต่เชื่อว่าเกี่ยวกับทั้งระบบหลอดเลือด และเส้นประสาทในศีรษะ สำหรับต้นเหตุอื่นที่ทำให้ปวดจากหลอดเลือดขยายตัว นอกจากโรคไมเกรนได้แก่ ไข้สูง ยาบางชนิด อากาศร้อน เป็นต้น           ลักษณะสำคัญ คือ ปวดตุ้บๆที่บริเวณขมับ ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ บางคนอาจเริ่มจากตื้อๆจี๊ดๆก่อน แล้วค่อยๆรุนแรงขึ้นจนตุ้บๆในที่สุด เวลาปวดจะรุนแรงมาก มักคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย แต่ช่วงที่ไม่ปวดจะหายเป็นปลิดทิ้ง บางคน(10-20%) อาจมีอาการเตือนก่อนปวด โดยจะตาพร่า เห็นแสงแว้บๆ สีเหลืองหรือเป็นเส้นหยักๆลอยไปมา แล้วต่อมาค่อยปวดศีรษะ สิ่งที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ            มีหลายอย่าง เช่น อากาศร้อน ยาบางชนิด(เช่น ยาลดความดันบางชนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด) แอลกอฮอล์ อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแล็ต เนย เบคอน ไส้กรอก แฮม ผงชูรส เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารบางอย่างที่กระตุ้นอาการได้            เมื่อเริ่มมีอาการ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ คือ พยายามอยู่ในที่เงียบๆ สงบๆ ถ้าหลับได้เลยยิ่งดี ยาที่ทานแก้ปวด มีตั้งแต่พาราเซตามอลธรรมดา  จนถึงยาที่ใช้เฉพาะโรค (ซึ่งหลายตัวจะมีผลข้างเคียง จึงควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา) ซึ่งแล้วแต่ แต่ละรายว่าจำเป็นแค่ไหน ในรายที่เป็นบ่อยๆ อาจต้องใช้ยา ในกลุ่มที่ป้องกันไมเกรน ซึ่งต้องให้แพทย์สั่งให้ เนื่องจากยาแต่ละตัวมีความเหมาะสม ต่อคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน            ไมเกรน มักเริ่มเป็นตั้งแต่วัยรุ่น หรืออาจเริ่มช่วงอายุ15-30 ปี พบในหญิงมากกว่าชาย โดยบางคนมีอาการมากช่วงก่อน ระหว่าง หรือหลังมีประจำเดือน ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน อาการมักห่างลงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการปวดแบบไมเกรน             คนที่คิดว่าตัวเองเป็นไมเกรน มักนิยมซื้อยา cafergot มาทานเอง ซึ่งต้องระวัง ให้มากๆ โดยเฉพาะในคนอายุ40ปีขึ้นไป เนื่องจากยาอาจมีโอกาส ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบได้ และที่สำคัญคือ ไม่แน่ว่า จะเป็นไมเกรนจริงหรือไม่ โดยเฉพาะรายที่เพิ่งจะเริ่มเป็นตอนอายุมากๆ เนื่องจากโอกาสเป็นไมเกรน มีน้อย(ถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน)           ข้อแนะนำ  คือ ถ้าเป็นไม่มากนัก และยังไม่อยากพบแพทย์ ช่วงที่ปวด อาจลองทานพาราเซตามอลดูก่อน ถ้าหาย อาจเป็นปวดหัวธรรมดา หรืออาจเป็นไมเกรน แบบไม่รุนแรงก็ได้  ถ้าไม่ดีขึ้น หรือเป็นบ่อยๆ ก็ควรพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยที่ชัดเจน และการรักษาที่เหมาะสม   ปวดศีรษะจากสิ่งผิดปกติในสมอง           ได้แก่ เนื้องอก ฝี พยาธิ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เส้นเลือดสมองแตก ฯลฯ มีลักษณะการปวดที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรค ขนาดของรอยโรค ตำแหน่ง(ในสมอง)ที่เกิดโรค           อาการโดยรวมๆคือ  มักปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผ่านไปเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน (ขึ้นกับโรค) ช่วงที่เป็นมักมีอาการอาเจียนมาก หรืออาจมีอาการอื่นๆทางสมองร่วมด้วยเช่น ชัก เห็นภาพซ้อน สับสน  อ่อนแรงครึ่งซีก ซึมลง จนถึงเสียชีวิตได้   บทความโดย   นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี   อายุรแพทย์ประสาท ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยคลินิค ดอท คอม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคไต ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ อย่างไร รวมถึงการป้องกันและการรักษา

โรคไต ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่างๆ อย่างไร รวมถึงการป้องกันและการรักษา โรคไต การป้องกันและการรักษา ไต ไตมี 2 ข้าง อยู่บริเวณด้านหลัง ใต้ชายโครง บริเวณบั้นเอว มีรูปร่างคล้ายถั่วเหลือง ยาวประมาณ 12เซนติเมตร ไต ประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยมากมาย เรียกว่า “หน่วยไต” (nephron) หน่วยไตจะลดจำนวน และเสื่อมสภาพตามอายุไข   ไตทำหน้าที่อะไร ? กำจัดของเสีย ดูดซึม และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต สร้างฮอร์โมน 1.กำจัดของเสีย ได้แก่ ยูเรีย ครีเอดินิน เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร จะย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ และปล่อยของเสียออกสู่กระแสเลือด ผ่านมายังไต และถูกขับออกมากับปัสสาวะ ขับยา และสารแปลกปลอมอื่น ๆ 2.ดูดซึม และเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไว้ สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จะถูกดูดกลับโดยเซลล์ของหน่วยไตเช่น น้ำ ฟอสเฟด โปรตีน 3.รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย ถ้าน้ำมีมากเกินความต้องการของร่างกาย ไตจะทำหน้าที่ขับน้ำออกมาทางปัสสาวะ ถ้าอยู่ในภาวะขาดน้ำ ไตจะพยายามสงวนน้ำไว้ให้ร่างกาย ปัสสาวะจะมีปริมาณน้อยและเข้มข้น 4.รักษาสมดุลเกลือแร่ของร่างกาย ไตที่ปกติจะขับเกลือส่วนเกินได้เสมอ แม้จะรับประทานรสเค็มจัด แต่ถ้าเสื่อมสมรรถภาพ ผู้ป่วยจะมีอาการบวมถ้ารับประทานเกลือมากเกินไป 5.รักษาสมดุลกรดด่างของร่างกาย ร่างกายจะผลิตกรดทุกวัน จากการเผาผลาญอาหารโปรตีน ถ้าไตทำหน้าที่ปกติ จะไม่มีกรดคั่ง ถ้าไตเสื่อมสมรรถภาพ ร่างกายจะมีปัสสาวะเป็นกรด 6.ควบคุมความดันโลหิต ความดันโลหิตสูง เกิดจากความผิดปกติในการควบคุมสมดุลน้ำ และเกลือ รวมถึงสารบางชนิด ผู้ป่วยโรคไต จึงมักมีความดันโลหิตสูง เพราะไตถูกกระตุ้นให้สร้างสารที่ทำให้ความดันสูง ถ้าความดันโลหิตสูงมาก ทำให้หัวใจทำงานหนัก หรืออาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ แตก เป็นอัมพฤกษ์ และอัมพาตได้ 7.สร้างฮอร์โมน ไต ปกติสามารถสร้างฮอร์โมนได้หลายชนิด ถ้าเป็นโรคไต การสร้างฮอร์โมนจะบกพร่องไป ตัวอย่างฮอร์โมนที่สร้างจากไต ฮอร์โมนเออริโธรพอยอิติน ( erythropoietin) ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้นผู้ป่วยจะมี อาการซีด อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หัวใจทำงานหนัก วิงเวียน หน้ามืด เหนื่อย ใจสั่น เป็นลมบ่อย วิตามินดีชนิด calcitriol ทำหน้าที่ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซี่ยม ซึ่งการที่วิตามีนดี และแคลเซี่ยมในเลือดต่ำ ทำให้ต่อมพาราธัยรอยด์หลั่งฮอร์โมนมากกว่าปกติ เป็นผลเสียต่ออวัยวะหลายอย่างในร่างกาย โดยเฉพาะกระดูก ทำให้ไม่แข็งแรง   ไตเสื่อมทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะต่าง ๆ ใครมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไต อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ไต จะเริ่มเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคไตอักเสบชนิดต่าง ๆเช่น โรคไตอักเสบตั้งแต่วัยเด็ก ไตอักเสบ เอส-แอล –อี โรคไตเป็นถุงน้ำ นิ่ว เนื้องอก หลอดเลือดฝอยอักเสบ มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไต โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ ใช้ยาแก้ปวด หรือสัมผัสสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต อาการแสดง การสืบค้น   อาการแสดงเมื่อเป็นโรคไต หนังตา ใบหน้า เท้า ขา และลำตัวบวม ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ขุ่น เป็นฟอง เป็นเลือด สีชาแก่ / น้ำล้างเนื้อ การถ่ายปัสสาวะผิดปกติเช่น บ่อย แสบ ขัด ปริมาณน้อย ปวดหลัง คลำได้ก้อน บริเวณไต ความดันโลหิตสูง ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ไม่กระฉับกระเฉง ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร การรับรสอาหารเปลี่ยนไป ปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท   อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม   ไตเริ่มเสื่อม อาการบวม ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง ไตวายเรื้อรัง ซีดมากขึ้น เบื่ออาหาร คันตามตัว   อาการสังเกตเมื่อไตเสื่อม อาการบวมที่หน้า และหนังตา อาการบวมที่ขา อาการบวมที่เท้า ปัสสาวะเป็นเลือด   โรคไตวาย   ไตวายเฉียบพลัน ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเป็นวัน หรือสับดาห์ มักมีอาการมากกว่าแบบเรื้อรัง อัตราการเสียชีวิตสูง ถ้าพ้นอันตราย ไตมักจะเป็นปกติได้   โรคไตวายเรื้อรัง เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้ไตค่อย ๆ ฝ่อเล็กลง แม้อาการจะสงบ แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อม และเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด   สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไต เข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีสาเหตุจาก อันดับหนึ่ง โรคเบาหวาน อันดับสอง ความดันโลหิตสูง และ โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ เช่น โรค เอส- แอล – อี สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ โรคนิ่วในไต โรคไตอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อ โรคเก๊าส์ โรคไตจากการกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ โรคถุงน้ำในไตที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์   สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้ มักทำให้เกิดโรคกับไตทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน   โรคไตจากเบาหวาน ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหลายปี จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดทั่วร่างกายจะแข็ง และหนา ทำให้เลือดไป เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จะเกิดเร็วกว่าปกติ โดยเฉลี่ยโรคไตมักจะเกิดตามหลังโรคเบาหวานมากกว่า 10 ปี ขึ้นไป ถ้าเริ่มมีอาการบวมตามแขน ขา ใบหน้า และลำตัว เป็นการบ่งชี้ว่าเริ่มมีความผิดปกติทางไต การตรวจพบโรคไตระยะเริ่มแรกในผู้ป่วยเบาหวาน คือความดันโลหิตสูง ไข่ขาวหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เมื่อไตเริ่มเสื่อมลง จะต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ไต โดยค่ายูเรียไนโตรเจน ( BUN ) และคริเอตินิน ( Creatinine ) จะสูงกว่าคนปกติ ภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน กระเพาะปัสสาวะอักเสบ อาการบวม ไตอักเสบจากการติดเชื้อ ไตวายฉับพลัน ไตวายเรื้อรัง   ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตในผู้ป่วยเบาหวาน   โรคไตพบประมาณ 30 – 35 % ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไต ได้แก่ เพศชาย พันธุกรรม ระดับน้ำตาลสูง ความดันโลหิตสูง โปรตีนรั่วในปัสสาวะ การสูบบุหรี่ ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตจากเบาหวาน มีอาการซีด บวม ความดันโลหิตสูง อาการคันตามตัว เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ระยะสุดท้ายจะอ่อนเพลีย คลื่นใส้ อาเจียน อย่างไรก็ดี การเกิดโรคไตจากเบาหวาน มักมีสิ่งตรวจพบเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจากสาเหตุอื่นซึ่งก็คือ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากเบาหวาน ได้แก่ อาการชาตามปลายมือ – เท้า เจ็บหน้าอก ตามัว แขนขาอ่อนแรง แผลเรื้อรังตามผิวหนังและปลายเท้า การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคไต ตรวดปัสสาวะ เพื่อหาโปรตีนทุกปี ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เท่ากับ หรือใกล้เคียงปกติ เท่าที่สามารถทำได้ รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณท์ปกติ หลีกเลี่ยงการใช้ยา หรือ สารที่เป็นอันตรายต่อไต เช่น ยาต้านการอักเสบระงับปวด สารทึบรังสี สำรวจ และให้การรักษาโรค หรือ ภาวะอื่นที่ทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพ เช่น การติดเชื้อทางปัสสาวะ   การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และเป็นโรคไต ตรวดปัสสาวะและเลือด เพื่อดูหน้าที่ไตเป็นระยะๆ กินยาตามแพทย์สั่งติดต่อกันและพบแพทย์ตามนัด งดบุหรี่ และแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลต่อหลอดเลือด ถ้าต้องรับประทานยาแก้ปวด หรือ ยาอื่น ๆ ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร เมื่อมีอาการบวม ควรงดอาหารเค็ม รสจัด หมักดอง และอาหารกระป๋อง ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ หรือ ใกล้เคียงมากที่สุด กินยาสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเองเพราะคิดว่าสบายดีแล้ว ระวังอาหารที่มี โคเลสเตอรอลสูง รับประทานผักและปลามากขึ้น ควรตรวจอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ตา หัวใจ ปอด สำรวจผิวหนัง และเท้าให้สะอาด ไม่มีแผลเรื้อรัง ระหว่างการรักษาด้วยเครื่องไตเทียม ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารเค็มให้น้อยที่สุด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด   ตัวอย่างอาหารไขมันสูงที่ควรระวัง 1. อาหารโคเลสเตอรอลสูง อาหารทะเล เนื้อ – หมู ติดมัน กุ้ง หอย ทุเรียน เนย 2. อาหารไตรกลีเซอร์ไรด์สูง อาหารจำพวกแป้ง ของหวาน ผลไม้รสหวาน เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์   ข้อเขียนโดย ศจ.พญ.ลีนา องอาจยุทธ สาขาวิชาวักกะวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นายกสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคไตวาย

โรคไตวาย         ไตวายมีกี่แบบ แต่ละแบบเกิดขึ้นได้อย่างไร อ่านได้ที่นี่ค่ะ โรคไตวาย มี 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลัน                ไตเสื่อมอย่างรวดเร็ว   ภายในเวลาเป็นวัน  หรือสับดาห์     มักมีอาการมากกว่าแบบเรื้อรัง    อัตราการเสียชีวิตสูง   ถ้าพ้นอันตราย ไตมักจะเป็นปกติได้ โรคไตวายเรื้อรัง             เนื้อไตถูกทำลายอย่างถาวร   ทำให้ไตค่อย ๆ ฝ่อเล็กลง     แม้อาการจะสงบ  แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อม     และเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในที่สุด สาเหตุของโรคไตวายเรื้อรัง                  ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคไต เข้าสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย  มีสาเหตุจาก                  1.   อันดับหนึ่ง   โรคเบาหวาน                  2.   อันดับสอง   ความดันโลหิตสูง  และ โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ  เช่น  โรค เอส- แอล – อี                 3.   สาเหตุอื่น ๆ  ได้แก่                                -   โรคนิ่วในไต                                -  โรคไตอักเสบเรื้อรังจากการติดเชื้อ                                -   โรคเก๊าส์                                -   โรคไตจากการกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ                                 -   โรคถุงน้ำในไตที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์              สาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้   มักทำให้เกิดโรคกับไตทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน ข้อเขียนโดย ศจ.พญ.ลีนา    องอาจยุทธ    สาขาวิชาวักกะวิทยา    ภาควิชาอายุรศาสตร์   คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  นายกสมาคมโรคไต แห่งประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม