รู้ทันภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กรนเสียงดัง สาเหตุและรักษา

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) คือภาวะที่เกิดจากการตีบแคบหรืออุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นขณะหลับ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอและสมองต้องคอยสะดุ้งตื่นตลอดคืน โดยมี 3 ประเภท คือ OSA, CSA และแบบผสม
  • สาเหตุของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน มีโครงสร้างเฉพาะตัวที่หายใจไม่สะดวก พฤติกรรมการใช้ชีวิต ท่านอนที่ไม่เหมาะสม และโรคประจำตัว
  • วิธีป้องกันเมื่อมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ ทำได้ด้วยเปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 30 องศา ลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงยานอนหลับ แอลกอฮอล์ และบุหรี่ รักษาอาการภูมิแพ้หรือคัดจมูก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) คือความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนต้นเกิดตีบแคบหรือถูกปิดกั้นขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้น เมื่อสมองรับรู้ถึงภาวะอันตรายนี้จะสั่งการให้ร่างกายตื่นตัวเพื่อกลับมาหายใจใหม่ ทำให้มีอาการนอนกระสับกระส่าย หายใจเฮือก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกซ้ำๆ หลายครั้งต่อคืน ส่งผลให้คุณภาพการนอนแย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่ออีกด้วย บทความนี้จะพาไปเช็กอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลตัวเอง เพื่อให้การนอนหลับแต่ละคืนสบาย เต็มอิ่มมากขึ้น

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) คืออะไร

 

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) คืออะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) คือภาวะที่เกิดจากการตีบแคบหรืออุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นขณะหลับ ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอและสมองต้องคอยสะดุ้งตื่นตลอดคืน ส่งผลให้มีอาการกรนดังสะดุด คอแห้ง และเพลียจัดในตอนเช้า หากปล่อยไว้เรื้อรังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจร้ายแรงได้

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีกี่ประเภท

  • อุดกั้นทางเดินหายใจ (OSA) เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นหย่อนตัวลงจนปิดกั้นช่องลม ทำให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ปอดไม่ได้ชั่วคราวขณะหลับ
  • ความผิดปกติของสมองส่วนกลาง (CSA) เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท โดยสมองไม่ส่งสัญญาณไปสั่งการให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำงาน ส่งผลให้จังหวะการหายใจหยุดชะงักไปดื้อๆ โดยที่ไม่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจ
  • แบบผสม ภาวะที่มีอาการของทั้ง OSA และ CSA ร่วมกัน มักเริ่มจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจ แต่ในระหว่างการรักษาหรือการนอนหลับ จะพบความผิดปกติของการสั่งการจากสมองร่วมด้วย

นอนกรนจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กับนอนกรนปกติ ต่างกันอย่างไร

  • นอนกรนปกติ (Primary Snoring)

เป็นการส่งเสียงดังรบกวนในขณะหลับเท่านั้น ไม่มีภาวะหยุดหายใจร่วมด้วย แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทางสังคม เช่น สร้างความรำคาญให้คนรอบข้าง เสียความมั่นใจในการนอนร่วมกับผู้อื่น และอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในการใช้ชีวิตคู่ได้

  • นอนกรนจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)

เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เกิดจากทางเดินหายใจที่แคบลงจนปิดกั้นสนิทเมื่อหลับสนิท สังเกตได้จากเสียงกรนที่ขาดตอนเป็นช่วงๆ คล้ายกับการกลั้นหายใจหรือสำลักน้ำลาย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนและหยุดหายใจชั่วขณะ (Obstructive Sleep Apnea)

 

หยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

 

หยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง

  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เนื่องจากไขมันที่สะสมรอบคอและหน้าอกจะเข้าไปเบียดทางเดินหายใจให้ตีบแคบลงกว่าปกติ
  • โครงสร้างสรีระเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่มีช่องคอหรือช่องจมูกแคบ คางสั้น ลิ้นไก่มีขนาดใหญ่ หรือมีภาวะต่อมทอนซิลโต ซึ่งขัดขวางการไหลเวียนของอากาศ
  • ปัจจัยด้านอายุและเพศ มักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นเนื่องจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อลดลง
  • พฤติกรรมกระตุ้นการตีบตัน การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยานอนหลับ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอหย่อนตัวลงจนปิดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น
  • ท่านอน การนอนหงายเป็นท่าที่เสี่ยงที่สุด เพราะโคนลิ้นและเนื้อเยื่ออ่อนจะตกตามแรงโน้มถ่วงลงไปอุดกั้นช่องทางเดินหายใจ
  • โรคประจำตัว ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่มีอาการคัดจมูกเรื้อรัง รวมถึงโรคความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน มีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไป

ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • ผู้ที่มีช่องคอ ช่องจมูกแคบ หรือคางสั้น กะโหลกศีรษะผิดรูป
  • ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ภูมิแพ้ หรือเบาหวาน
  • ผู้ที่ทานยาบางชนิด ซึ่งส่งผลต่อการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อในระบบหายใจ
  • ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่จัด

เช็กอาการไหนเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • นอนกรนเสียงดัง หรือบ่อย
  • เหงื่อออกมากขณะหลับ
  • ตื่นกลางดึกบ่อยๆ
  • ปวดศีรษะหลังตื่นนอน
  • ง่วงนอนตอนกลางวัน
  • ปากแห้ง เจ็บคอหลังตื่นนอน
  • นอนมีเสียงเงียบเหมือนหยุดหายใจ จากนั้นมีเสียงดังเฮือก
  • หายใจแรงกว่าปกติ
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • อารมณ์แปรปรวนง่าย สมาธิลดลง

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับกี่ครั้งถือว่ารุนแรง

AHI (Apnea-Hypopnea Index) คือค่าที่ใช้ประเมินระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยคำนวณจากจำนวนครั้งเฉลี่ยของการหยุดหายใจ (Apnea) ร่วมกับการหายใจแผ่ว (Hypopnea) ที่เกิดขึ้นในทุกๆ 1 ชั่วโมงของการนอนหลับ

  • ค่า AHI น้อยกว่า 5 / ชั่วโมง ปกติ
  • ค่า AHI 5-15 / ชั่วโมง รุนแรงเล็กน้อย
  • ค่า AHI 15-30 / ชั่วโมง รุนแรงปานกลาง
  • ค่า AHI ตั้งแต่ 30 / ชั่วโมงขึ้นไป รุนแรงมาก

 

โรคหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายไหม

 

โรคหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายไหม

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) เป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงเนื่องจากทางเดินหายใจที่อุดกั้นทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ บีบให้หัวใจต้องทำงานหนักจนเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์อัมพาต นอกจากนี้ยังส่งผลให้ง่วงนอนผิดปกติจนเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรง และหากมีอาการรุนแรงสะสมอาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้

 

หยุดหายใจขณะหลับแบบไหนที่ต้องพบแพทย์

  • ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น แม้ว่านอนหลับอย่างเพียงพอ
  • หลับไม่อิ่ม
  • ความดันโลหิตสูง
  • หยุดหายใจขณะหลับ
  • สะดุ้งตื่นบ่อยครั้ง
  • มีอาการคล้ายสำลักน้ำ
  • กรนเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น
  • ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น

การตรวจวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • ตรวจกะโหลกศีรษะ และลำคอ 
  • ตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Test)
  • วิเคราะห์สุขภาพการนอนหลับ

 

แนวทางการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

 

แนวทางการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • ปรับพฤติกรรมการนอน เปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง เลี่ยงการอดนอน
  • ลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร
  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ รวมถึงยานอนหลับ
  • ใส่ฟันยาง ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง
  • ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก เพื่อรักษาภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นวิธีรักษาที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบัน
  • ผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและอวัยวะที่ทำให้เกิดการอุดตันขณะหลับ โดยต้องพิจารณาร่วมกับแพทย์

 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหยุดหายใจขณะหลับ

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมอง เสี่ยงต่อสภาวะเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก
  • ความเครียด วิตกกังวล
  • โรคอ้วน
  • เบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า
  • ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะกรดไหลย้อน 
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน 
  • สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง
  • ง่วงนอนรุนแรงระหว่างวัน เสี่ยงต่อการหลับในขณะขับรถหรือทำงาน
  • สมาธิสั้นลง ความจำแย่ลง และเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
  • เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า

 

วิธีป้องกันและดูแลตัวเองเมื่อมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ

  • เปลี่ยนท่านอนเป็นนอนตะแคง หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 30 องศา เพื่อป้องกันโคนลิ้นและเนื้อเยื่ออ่อนตกลงไปอุดกั้นช่องลม
  • ลดน้ำหนัก ลดไขมันสะสมบริเวณลำคอด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อลดการกดทับทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงยานอนหลับ แอลกอฮอล์ และบุหรี่ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อคอหย่อนตัวมากเกินไป
  • รักษาอาการภูมิแพ้หรือคัดจมูก เช่น การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อให้หายใจทางจมูกได้สะดวกตลอดคืน

 

รักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากสังเกตตัวเองหรือรู้สึกง่วงๆ ในตอนเช้า หรือหลับไม่เต็มอิ่ม กรนเสียงดัง มีเสียงเงียบเหมือนหยุดหายใจ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเช็กสุขภาพการนอนเป็นสิ่งสำคัญ โดยตรวจสุขภาพได้ที่ศูนย์ระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลวิภาวดี ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์ทันสมัย แพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อสุขภาพการนอนที่ดี หลับสบาย เต็มอิ่มทุกคืน

สรุป

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) เป็นความผิดปกติที่ทางเดินหายใจถูกปิดกั้นขณะหลับ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนและต้องสะดุ้งตื่นบ่อยครั้ง โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักจากโรคอ้วน สรีระทางเดินหายใจแคบ และพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ หากค่า AHI สูงเกินเกณฑ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์อัมพาต แนวทางการรักษาที่ได้ผลคือการใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (PAP) ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น ลดน้ำหนักและนอนตะแคง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเฉียบพลันได้

การตรวจสุขภาพการนอนหลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปัจจุบัน เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิต และสุขภาพโดยรวมได้ ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้คำแนะนำ ตรวจวินิจฉัย พร้อมให้การรักษาอย่างตรงจุด และให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เพื่อให้การนอนหลับดีขึ้น


FAQ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก (OSA) เป็นภัยเงียบที่อันตราย เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมอง สติปัญญา และอารมณ์ของลูกอย่างถาวร หากปล่อยไว้ไม่รักษาจะขัดขวางการเจริญเติบโต ทำให้เด็กเติบโตช้า มีปัญหาด้านการเรียน พฤติกรรมก้าวร้าวหรือซนผิดปกติ นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว โดยเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

ควรปรับท่านอนโดยการนอนตะแคงซ้าย เพื่อลดการปิดกั้นของทางเดินหายใจ พร้อมกับใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นประมาณ 30-45 องศา ช่วยลดแรงกดทับบริเวณหน้าอกและช่วยให้ระบบหายใจทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นตลอดคืน

อาการหายใจไม่ออกหรือหายใจไม่อิ่มในช่วงกลางคืนมีสาเหตุหลักมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจอุดกั้นจากโรคอ้วนหรือกล้ามเนื้อคอหย่อนตัว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ (หอบหืด ภูมิแพ้) โรคหัวใจ (ภาวะน้ำท่วมปอด) โรคกรดไหลย้อน รวมถึงภาวะทางจิตใจอย่างความวิตกกังวล

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คือการนอนกรนเสียงดังต่อเนื่องสลับกับจังหวะหายใจติดขัดหรือหยุดหายใจ จนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาหายใจเฮือกคล้ายการสำลักน้ำลาย ซึ่งมักมาพร้อมกับอาการผิดปกติหลังตื่นนอน เช่น คอแห้ง ปวดศีรษะ และรู้สึก อ่อนเพลียสะสม จนง่วงนอนรุนแรงในระหว่างวัน

คนที่ควรเข้ารับการตรวจ Sleep Test คือกลุ่มที่มีอาการนอนกรนเสียงดังผิดปกติ หรือมีสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เช่น การหายใจสะดุดหรือสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ง่วงนอนมากในเวลากลางวันแม้จะนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ตื่นมาแล้วปวดศีรษะหรือไม่สดชื่น

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจะเริ่มเข้าขั้นอันตรายเมื่อมีอาการหยุดหายใจตั้งแต่ 5 ครั้งขึ้นไปต่อชั่วโมง (ค่า AHI ≥ 5) ซึ่งส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงกว่า 90% โดยหากมีความถี่เกิน 30 ครั้งต่อชั่วโมงจะถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจ ภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้

การเลือกรับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมและกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) จะช่วยกระตุ้นการสร้างเซโรโทนินและเมลาโทนิน ซึ่งมีส่วนช่วยให้สมองและร่างกายผ่อนคลายจนหลับสบายยิ่งขึ้น โดยอาหารกลุ่มนี้ได้แก่ กล้วย นมอุ่น อามอนด์ ปลาแซลมอน ไข่ต้ม โยเกิร์ต ถั่วแระ ข้าวโอ๊ต เมล็ดฟักทอง และชาแคโมไมล์

โรคหยุดหายใจขณะหลับแม้จะรักษาให้หายขาดได้ยาก แต่สามารถควบคุมและบรรเทาอาการให้ดีขึ้นจนเกือบปกติได้ ผ่านวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ร่วมกับการใช้เครื่อง CPAP ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรมในช่องปากสำหรับผู้ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ตลอดจนการผ่าตัดตามคำแนะนำของแพทย์โดยพิจารณาจากสาเหตุและความรุนแรงเฉพาะบุคคล

บทความที่เกี่ยวข้อง