มะเร็งรังไข่

มะเร็งรังไข่

          มะเร็งรังไข่ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับห้าของมะเร็งที่พบในสุภาพสตรีและอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับ 4

เนื้องอกของรังไข่ เนื้องอกของรังไข่แบ่งออกเป็นชนิดใหญ่ 2 ชนิดคือ

- เนื้องอกที่ธรรมดา หรือที่เรียกว่า Benign Tumor เนื้องอกชนิดนี้จะไม่แพร่กระจาย การรักษาทำได้ง่าย ผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกก็หาย

- เนื้อมะเร็ง Malignant เนื้องอกชนิดนี้อาจจะเรียกเนื้อร้ายหรือมะเร็ง หากวินิจฉัยได้ช้าเนื้อร้ายจะ แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น

ชนิดของมะเร็งรังไข่

          มะเร็งรังไข่จะเกิดเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของรังไข่

-  Epithelial Tumor เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์ผิวของรังไข่ เนื้องอกส่วนใหญ่เกิดจากเซลล์ชนิดนี้

- Germ Cell Tumor เป็นมะเร็งที่เกิดเซลล์ที่ผลิตไข่

- Stroma Tumor เป็นเนื้องอกที่เกิดเซลล์เนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ซึ่งสร้างฮอร์โมนเพศ Estrogen และ Progesteron

สาเหตุของมะเร็งรังไข่

           ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งรังไข่ แต่พบว่ามีความถี่ของการเกิดมะเร็งในคนที่โสดมากกว่าคนที่เคยมีบุตร และมักพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จะเกิดตอนวัยทองคนที่มีปัจจัยเสี่ยงมาก มิได้หมายความเขาจะเป็นมะเร็ง แต่เขามีโอกาสเกิดมะเร็งมากกว่าคนอื่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือ

1.      พันธุกรรม  ท่านที่มีญาติเป็นมะเร็ง ก็กังวลว่าท่านจะมีพันธุกรรมของมะเร็งด้วยหรือไม่ ให้ท่านไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพันธุกรรมเพื่อซักประวัติเกี่ยวกับโรคมะเร็งในครอบครัว หากพบว่าท่านมีความเสี่ยง แพทย์จะแนะนำท่านตรวจคัดกรองหาโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก ความเสี่ยงทางพันธุกรรม ได้แก่

-           ญาติสายตรงของท่าน (แม่หรือพี่สาว หรือน้องสาว) เป็นมะเร็งรังไข่ 2 คน

-           ญาติสายตรงคนหนึ่งเป็นมะเร็งรังไข่ อีกคนเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งเกิดก่อนอายุ 50 ปี

-           ญาติสายตรงเป็นมะเร็งรังไข่ และประวัติในครอบครัว 2 คน เป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 60 ปี

-           คนในครอบครัว 3 คน เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (หนึ่งคนเป็นก่อนอายุ 50 ปี) และมีคนในครอบครัวคนหนึ่งเป็นมะเร็งรังไข่

2.      อายุ  อายุมากจะเสี่ยงต่อการเกิดมาก โดยเฉพาะอายุมากกว่า 40 ปี

3.      ผู้หญิงที่มีประจำเดือนอายุน้อยกว่า 12 ปี และไม่ได้ตั้งครรภ์ และเกิดประจำเดือนหมด หลังอายุ 50 ปี จะเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

4.      การตั้งครรภ์ พบว่าผู้ที่ไม่เคยมีบุตรจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งสูงกว่าคนที่เคยมีบุตร

5.      ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง

6.      ยากระตุ้นให้ไข่ตก ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แต่ต้องกินต่อเนื่องนานเกิน 12 เดือน

7.      หลายการศึกษาพบว่า การใช้แป้งบริเวณอวัยวะเพศเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งรังไข่ แต่แป้งสมัยก่อนอาจจะมีสารปนเปื้อน

           หากท่านมีประวัติเหมือนตัวอย่างข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อคัดกรองโรค หลายท่านที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดมะเร็งรังไข่อยากจะตัดรังไข่ทิ้ง ท่านต้องปรึกษาแพทย์พิจารณาถึงผลดีและผลเสียของการผ่าตัด

การค้นหามะเร็งแรกเริ่ม

           โรคมะเร็งทุกชนิด จะเหมือนกันยิ่งพบเร็วการรักษาก็จะได้ผลดี มะเร็งรังไข่ก็เช่นกัน แต่มะเร็งรังไข่มักจะวินิจฉัยได้ช้าเนื่องจากอยู่ภายในช่องท้อง และมักจะไม่มีอาการในระยะแรกของโรค ผู้ป่วยร้อยละ 25 จะวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ได้ก่อนที่มะเร็งจะแพร่กระจาย การค้นพบแรกเริ่มจะเพิ่ม โอกาสในการรักษาให้หายขาด วิธีการค้นหามะเร็งแรกเริ่มได้แก่

-           การตรวจภายในประจำปี การตรวจภายในจะค้นหามะเร็งปากมดลูก แต่ไม่สามารถ ตรวจมะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรกได้ มักจะพบมะเร็งรังไข่ในระยะท้ายของโรค แต่การ ตรวจภายในก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ มีคำแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ มากกว่า 18 ปี

-           พบแพทย์เมื่อมีอาการ อาการที่ควรจะพบแพทย์โดยเร็วได้แก่ ท้องบวม แน่นท้อง เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ แน่นท้องน้อย ปวดหลัง ปวดขา ปวดท้อง แน่นท้องโดยที่หาสาเหตุไม่ได้

-           การเจาะเลือดหรือการตรวจพิเศษ การตรวจ Ultrasound ผ่านทางช่องคลอดจะช่วย พบก้อนในช่องเชิงกรานได้เร็วขึ้น การเจาะเลือดหา CA-125 ก็ยังไม่สามารถบอก มะเร็งในระยะแรกเริ่มได้ จึงไม่แนะนำการตรวจพิเศษทั้งสองแก่คนทั่วไป

-           เจาะเลือดตรวจหา CA-125 ซึ่งหากเป็นมะเร็งค่านี้จะสูง แต่ก็พบว่าผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งค่านี้สูงไม่มาก

-           การทำ Ultrasound ผ่านทางช่องคลอด ซึ่งจะใช้เครื่อง Ultrasound สอดเข้าไปใน ช่องคลอดซึ่งจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับวัตถุ คลื่นเสียงจะสะท้อนกลับเครื่องจะแปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณภาพระหว่างการตรวจไม่มีความเจ็บปวด

อาการของมะเร็งรังไข่

           มะเร็งรังไข่ในระยะแรกเริ่มมักจะไม่มีอาการ แต่จะมีอาการในระยะท้ายของโรคอาการที่พบได้

-           แน่นท้อง อึดอัดท้อง (บางรายสงสัยว่ามีก๊าซในท้อง)

-           คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย

-           เบื่ออาหาร

-           รู้สึกแน่นท้องหลังจากรับประทานอาหาร

-           น้ำหนักขึ้นโดยไม่มีหตุผล

-           เลือดออกช่องคลอด

การรักษา

           โรคมะเร็งรังไข่มีหลายวิธีขึ้นกับระยะของโรค สภาพโดยรวมของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะประกอบไปด้วยแพทย์หลายแผนก เช่น สูตินรีแพทย์ แพทย์ทางรังสีรักษา แพทย์ทางเคมีบำบัด

การรักษาโดยการผ่าตัดและเหตุผลของการผ่าตัด

          การผ่าตัดผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งรังไข่มีเหตุผล คือ

1.      ผ่าตัดเพื่อการวินิจฉัยโรค โดยแพทย์จะผ่าเข้าไปดูเนื้องอกและตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ

2.      ผ่าตัดเพื่อบอกระยะของโรคโดยแพทย์จะผ่าเข้าดูว่าเนื้องอกลุกลามแค่ไหน และตัดต่อมน้ำเหลือง

3.      ผ่าตัดเพื่อการรักษา

           แพทย์จะผ่าเอามดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ออๆก เรียกการผ่าตัดว่า Hysterectomy With Bilateral Salpingo-Oophorectomy และตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ ระหว่างการผ่าแพทย์จะส่งชิ้นเนื้อของ ต่อมน้ำเหลืองและน้ำในช่องท้องไปตรวจเพื่อจะได้ทราบระยะของโรค หากพบว่ามะเร็งเริ่มแพร่ กระจายในท้อง แพทย์จะผ่าเอาส่วนที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งออกให้มากที่สุด เพื่อที่จะให้การรักษา ด้วยรังสีหรือเคมีได้ผลดีขึ้น

ผลเสียของการรักษา

          โดยการผ่าตัดในระยะแรก ก็อาจจะปวดแผลบ้างแต่ก็บรรเทาโดยยาแก้ปวด ในระยะต่อมาเมื่อรังไข่ถูกตัดก็ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเพศ (Estrogen, Progesterone) ก็ทำให้ช่องคลอดแห้ง ร้อนตามตัวเกิดอาการของคนวัยทอง

เคมีบำบัด

         คือการให้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งยานี้ก็มีผลต่อเซลล์ปกติของร่างกาย มีด้วยกัน 2 วิธีคือ

1.      การให้เคมีหลังการผ่าตัดเราเรียกว่า Adjuvant Chemotherapy จะให้ยา 4-6 ครั้งใช้เวลา 3-6 เดือน แพทย์จะพิจารณาให้ในกรณีที่แพทย์คิดว่าผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกไม่หมด หรือการผ่าตัดนั้นยาก

2.      ให้เคมีก่อนผ่าตัดเรียก Neo-Adjuvant Chemotherapy แพทย์คิดว่าเนื้อร้ายก้อนใหญ่ผ่าตัดยากหรือผ่าตัดออกไม่หมด แพทย์จะให้เคมีเพื่อก้อนจะได้มีขนาดเล็กลง

         ยาเคมีมีทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีดซึ่งส่วนใหญ่ใช้ชนิดฉีด แต่ก็มีการให้ยาเคมีเข้าช่องท้องซึ่งอยู่ในช่วงการทดลอง หลังจากให้เคมีบำบัดแพทย์อาจจะผ่าเข้าช่องท้อง เพื่อดูว่ามะเร็งถูกทำลายมากน้อยแค่ไหน หากมีมะเร็งหลงเหลือแพทย์จะผ่าตัดเอามะเร็งส่วนที่เหลือออก

          ผลเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้ขึ้นกับชนิดของยา และปริมาณยา ผลข้างเคียงที่พบได้คือ คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง เบื่ออาหาร ผมร่วง

การฉายแสง

          แพทย์จะใช้รังสีฉายไปยังส่วนที่เป็นมะเร็งเพื่อทำลายมะเร็ง ผลเสียคือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ปัสสาวะลำบาก การให้รังสีรักษามีสองวิธีคือ

1.      การให้รังสีจากเครื่องที่อยู่ภายนอกร่างกาย External Beam Radiation Therapy โดยจะให้รังสีสัปดาห์ละ 5 วัน

2.      Brachytherapy คือการฝังสารที่ให้รังสีใกล้กับมะเร็งเพื่อให้รังสีทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้รังสีในการรักษามะเร็งรังไข่