ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. พัฒนาการในเด็ก

พัฒนาการในเด็ก

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้ เรื่องของพัฒนาการของเด็ก มีส่วนสำคัญและพ่อแม่ให้ความสนใจกันมาก มีการวิจัยยืนยันว่า เด็กในยุคปัจจุบันนี้ สมองจะพัฒนาการได้ดีและเร็วที่สุดในช่วงประถมวัย นั่นคือหมายความว่า อายุก่อน ปี จะมีพัฒนาการทางสมองและเรียนรู้ได้เร็วกว่าช่วงวัยอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงของเด็กอายุ ปีแรก จะเป็นช่วงที่เด็กจะมีพัฒนาทางด้านสมองเร็วได้เต็มที่มากกว่าวัยอื่นๆ ของทุกช่วงอายุ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมทางด้านพัฒนาการเด็กในวัยนี้จึงจำเป็นและสำคัญ เช่น เด็กที่อายุ ขวบครึ่ง เด็กจะต้องฝึกทักษะทางด้านการขับถ่าย ขวบเด็กจะต้องฝึกเรื่องการทานอาหารเอง ขวบเด็กจะต้องใส่กางเกงได้เอง ถ้าสมมติเราไม่ได้ฝึกทักษะลูกเราตรงนี้ พอพ้นวัย ปีเป็นต้นไป จะกลับมาแก้ไขเป็นเรื่องที่ยาก

 

พยาบาลมีบทบาทสำคัญ ต่อการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในการที่จะให้ความรู้ คำแนะนำกับครอบครัว จะเริ่มดูแลเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ มีการส่งเสริมให้ลูกได้ฟังเสียงหัวใจแม่ ฝึกให้คุณพ่อพูดคุยกับลูกผ่านทางท้องคุณแม่ เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน บางทีเราอาจจะให้คุณแม่โยกตัวเบาๆ เพื่อเป็นการฝึกทักษะและฝึกพัฒนาการของลูกในด้านการเคลื่อนไหว ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 7-8 เดือนขึ้นไป เราอาจจะส่องไฟฉายไปที่หน้าท้อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทางด้านการอยากรู้อยากเห็นของเด็ก

 

พอเด็กคลอดออกมาแล้ว พยาบาลจะมีหน้าที่ในการที่จะฝึกและสอนให้คุณแม่สังเกตและประเมินพัฒนาการของลูก ถ้าหากพยาบาลเจอเด็กมีแนวโน้มว่าพัฒนาการจะล่าช้า จะแนะนำให้แม่กลับไปฝึกทักษะ ถ้าฝึกทักษะกลับมาแล้ว เดือนไม่ดีขึ้น พยาบาลก็จะส่งพบแพทย์ เพื่อตรวจและวินิจฉัยเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วก็จะเริ่มต้นที่อายุ เดือน 18 เดือน 30 เดือน และ 42 เดือน

 

การสังเกตข้อบกพร่องพัฒนาการของเด็ก โดยพัฒนาการของเด็ก จะดูอยู่ที่ ด้าน คือ

1.พัฒนาการทางด้านการเคลื่อนไหว หรือกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการทรงตัว การเคลื่อนไหว และการเคลื่อนที่ เช่น การชันคอ การนั่ง การยืน และการคว่ำ เป็นต้น

2.พัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสติปัญญา เป็นการใช้สัมผัสต่างๆ การใช้มือเพื่อทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น การควบคุมกล้ามเนื้อมือ ตา ปาก การหยิบจับ การขีดเขียน เป็นต้น

3.พัฒนาการทางด้านการเข้าใจภาษา เกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งเด็กๆ จะมีพัฒนาการที่ช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอายุและวัยของเขาด้วย

4.พัฒนาการทางด้านการใช้ภาษา เด็กบางคน จะมีพัฒนาการต่างๆ ที่ช้ากว่าปกติ ถ้าลูกใช้เวลาในการเรียนรู้การคลาน การเดิน การกินอาหารเหลวช้า ก็อาจเป็นไปได้ว่าพัฒนาการทางการพูดจะช้าไปด้วย แต่ถ้าลูกเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่บอก และสามารถทำตามคำแนะนำคือลูกสามารถชี้บอกได้ว่าต้องการอะไร แสดงว่าลูกอาจจะมีพัฒนาการทางการพูดช้าและมีความเป็นไปได้ที่จะมีพัฒนาการอย่างสมบูรณ์เมื่อโตขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเด็กไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่พ่อแม่ขอให้ทำ และไม่สามารถเลียนแบบหรือจดจำเสียงต่างๆ ได้เลย และเวลาได้ยินเสียงดังๆ ลูกก็ไม่รู้สึกตกใจ คุณแม่ควรพาลูกไปรับการตรวจเช็คหูและประสาทรับฟัง ปัญหาการได้ยิน ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการการพูด เด็กหลายคนควรจะสามารถเข้าใจบทสนทนาจากคนแปลกหน้าได้เมื่อพวกเขาอายุ 3-4 ปีขึ้นไป หากลูกของคนมีปัญหาในเรื่องนี้ พยายามปรึกษาคุณหมอหรือที่ปรึกษาเกี่ยวกับการพูดและฟังสำหรับเด็กแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยพัฒนาต่อไป

5.พัฒนาการทางด้านการช่วยเหลือตัวเองและสังคม เป็นความสามารถในด้านการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น รวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ในการแสดงออก เพื่อการรักษาสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่วัยทารก หากทารกได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม จะมีความไว้วางใจผู้เลี้ยงดู ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านสังคมที่สำคัญ เมื่ออายุมากขึ้นเด็กจะมีการพัฒนาที่ซับซ้อนมากขึ้น จะเริ่มอยากเล่นกับเพื่อน มีกลุ่มเพื่อนสนิท ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก ได้เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ

 

สาเหตุที่ทำให้พัฒนาการล่าช้า ส่วนใหญ่จะมีเรื่องของการคลอดก่อนกำหนด ความผิดปกติของพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม ความเจ็บปวด หรือว่าอุบัติเหตุ และก็ความพิการทางหู คอ จมูก และสิ่งที่เจอได้บ่อยๆ ในปัจจุบันก็คือจากการเลี้ยงดู  ในยุคนี้ สื่อและเทคโนโลยีทันสมัยเข้าถึงง่าย เราจะสังเกตเห็นว่าพ่อแม่จะให้ลูกเล่นเมือถือกันตั้งแต่เล็ก เด็กก็จะมีอาการสมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย รอคอยไม่เป็น บางคนก็จะดื้อ ต่อต้าน และรบกวนการนอนของเด็กด้วย  อีกกรณีที่เจอก็คือ ให้ลูกเล่นคนเดียว หลายๆ ท่านมักจะคิดว่า เราก็ใช้เวลากับลูกอยู่นะ ลูกก็นั่งเล่นของลูกไป ส่วนเราก็ทำงานหรือทำกิจกรรมของเราไป เพราะฉะนั้น เวลาคุณภาพหมายถึง พ่อแม่ต้องลงไปเล่นกับลูก เล่นอะไรก็ได้ที่สนุก เล่นอะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกหัวเราะ

 

            การเล่นเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เป็นสิ่งที่นำไปสู่การเรียนรู้ รู้จักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สำหรับพ่อแม่แล้วลูกคือทุกสิ่งของชีวิต พ่อแม่ก็คือทุกสิ่งทุกอย่างของลูกเช่นเดียวกัน แม้แต่การเล่น คงไม่มีของเล่นชิ้นไหนที่จะมีความสุข อบอุ่นไว้ใจ เท่ากับพ่อแม่อีกแล้ว
 

โดยคุณวิลาวัณย์ บุญจูง

 

หัวหน้าแผนกคลิกนิกบริการกุมารเวชและพยาบาลเฉพาะทาง สาขาพยาบาลเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการและพฤติกรรม

<