ผ่าตัดไส้ติ่งด้วยการส่องกล้อง

ผ่าตัดไส้ติ่งด้วยการส่องกล้อง        พูดถึงไส้ติ่ง คงไม่มีใครไม่รู้จัก ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย มันก็คือ ส่วนของลำไส้ใหญ่ ที่ยื่นออกมาเป็นติ่งเหมือนนิ้วก้อยอยู่ทางด้านขวา ว่าไปแล้วประโยชน์ของมันไม่ได้ชัดเจน ไม่รู้เอาไว้ทำอะไรเหมือนกัน พระเจ้าอาจให้เกินมา แต่ที่แน่ๆ มันก็สร้างปัญหาให้กับคนเราอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดเชื้อ อักเสบ หรือ เป็นเนื้องอก         ในส่วนของโรคของไส้ติ่ง ที่เรารู้จักกันดี คือ การอักเสบเฉียบพลัน ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคปวดท้องแบบเฉียบพลันที่พบมากที่สุด ซึ่งมักจะพบมากในช่วงอายุ 15-45 ปี ทั้งชายและหญิง สาเหตุเกิดจากการอุดตันของไส้ติ่ง ซึ่งอาจเกิดได้จาก อาหารอะไรก็ได้ที่ตกลงไป ไม่จำเป็นต้องเป็น เม็ดฝรั่งแบบที่คนโบราณบอก ( แต่เม็ดฝรั่งก็มีส่วนถูกนะ) หรือจะเกิดจากมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้น หรืออาจเกิดจากพยาธิหล่นลงไปอุด มีเนื้องอกแถวนั้นโตไปอุด จะอะไรไปอุดก็ตาม เมื่อเกิดการอุดรูของไส้ติ่ง ของเหลว สารคัดหลั่งจะไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ทำให้เกิดอักเสบ มีการติดเชื้อเกิดขึ้น        อาการของไส้ติ่งอักเสบก็คือมีการปวดท้อง ส่วนใหญ่ก็จะปวดทั่วๆไป อาจปวดรอบสะดือก่อน จากนั้นอีก 6-12 ชม.ต่อมา อาการปวดจะเริ่มย้ายไปที่ด้านขวาล่าง อาจมีไข้ต่ำ แต่ไข้มักไม่เกิน 38.5 องศาเซลเซียส อาการแบบนี้ คือ อาการที่มาตรฐาน Super Classic ซึ่งอาการแบบนี้ จริงๆแล้วพบได้เพียง 25% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออาจไม่เป็นไปตามนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับตำแหน่งของไส้ติ่ง อาจมีปวดด้านขวาบนได้ หรือ ตรงกลางได้ ถ้าปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น หรือ อาการนำอาจไม่ได้ชัดเจนแบบที่บอก แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง บางรายอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน อาจมีถ่ายเหลว ถ้ายังไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเพิ่มมากขึ้น ไข้อาจสูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส อาการปวดอาจปวดทั้งซ้ายและขวา ซึ่งนั่นหมายถึงไส้ติ่งเริ่มติดเชื้อ รุนแรง เน่า และ แตกหรือกลายเป็นฝี ซึ่งระยะเวลาทั้งหมดขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คนไข้ อายุ ขนาดของไส้ติ่ง การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไปบางส่วน แต่โดยทั่วไประยะตั้งแต่เริ่มปวดจนแตก มักไม่เกิน 3 วัน        การรักษาไส้ติ่ง แน่นอนที่สุด อย่างที่เราทราบๆกันดี คือ การผ่าตัด ซึ่ง การผ่าตัดอาจทำได้ทั้งการดมยาสลบ หรือ การฉีดยาชาเข้าที่ไขสันหลัง ที่เรามักคุ้นกับคำว่า บล๊อกหลัง ซึ่งหลังจากนั้น ศัลยแพทย์ ก็จะทำการผ่าตัด โดยเปิดแผลขนาด 3-4 cm ที่ หน้าท้องด้านขวาล่าง ตัดไส้ติ่งออก เย็บปิดแผล นั่น คือสิ่งที่ศัลยแพทย์ทำกันมาช้านาน ตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้        ปัจจุบันแนวโน้มของการผ่าตัดพยายามลดความเจ็บปวด หรือ ความรุนแรงของการผ่าตัดลง เหมือนที่เราเคยได้ยินคำว่า Minimal Invasive Surgery ซึ่งสิ่งหนึ่งนิยมใช้กันในความหมายของ Minimal Invasive Surgery อย่างหนึ่งก็คือ การผ่าตัดด้วยกล้อง สำหรับในช่องท้องการผ่าตัดด้วยกล้อง ที่เรียกว่า Laparoscopic Surgery หรือ Keyhole Surgery ในภาษาชาวบ้าน ก็คือการผ่าตัดอย่างหนึ่ง ที่เราจะสอดกล้องเข้าไปในท้อง เพื่อสำรวจช่องท้อง และ ใช้เครื่องมือพิเศษทำการผ่าตัดแทนมือ ซึ่งปัจจุบัน เราก็ได้นำมาผ่าตัดหลายโรค ทั้ง นิ่วในถุงน้ำดี , ฝีในตับ , ผ่าตัดลำไส้ ,เลาะพังผืด , ฯลฯ รวมทั้งโรคทางนรีเวช ไส้ติ่งอักเสบ ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดด้วยกล้องได้ ในมือของศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรม และ มีประสบการณ์ โดยการผ่าตัด หลังจากดมยาสลบ ศัลยแพทย์จะใช้กล้องเข้าทางแผลเล็กๆ ใต้สะดือ และ แผลเล็กๆ ประมาณ 5mm อีก 2 แผล ในบริเวณใต้ร่มผ้า เพื่อปกปิดรอยแผลผ่าตัด การผ่าตัดภายใน จริงๆแล้วก็ไม่ได้ต่างจากการผ่าตัดแบบปกติ คือมีการตัดเส้นเลือดที่เลี้ยงไส้ติ่ง รวมทั้งตัดไส้ติ่งออก ใส่ถุงปราศจากเชื้อเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่ผิวหนัง ก่อนนำไส้ติ่งออกมานอกร่างกาย ข้อดีของการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยกล้อง คือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว ถึงแม้ระยะเวลาในการนอน รพ. อาจไม่ต่างกับการผ่าปกติมากนัก แต่การฟื้นตัวจะเร็วกว่า ปวดแผลน้อยกว่า สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่า        อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดด้วยกล้องก็มีข้อจำกัดบ้าง คือ ในกรณีถ้าไส้ติ่งมีการอักเสบที่รุนแรง หรือ มีการติดกันของเนื้อเยื่อข้างเคียง การส่องกล้องผ่าตัด อาจไม่สามารถทำได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบธรรมดา        ในต่างประเทศ การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยกล้อง ถือเป็นการผ่าตัดที่ทำกันเป็นมาตรฐาน แต่ในประเทศไทยนั้น จะสามารถทำการผ่าตัดแบบนี้ได้ เฉพาะในโรงพยาบาลชั้นนำบางแห่งเท่านั้น เพราะต้องมีเครื่องมือพิเศษ อีกทั้งศัลยแพทย์ผู้ที่จะทำการผ่าตัดให้ จะต้องมีความชำนาญ และได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำผ่าตัดแบบนี้ จึงสูงกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องบ้าง แต่นั่นก็นำมาซึ่งผลที่น่าพอใจ ทั้งในเรื่องของความสวยงามของแผลผ่าตัด การลดความเจ็บปวดและลดระยะพักฟื้นหลังการผ่าตัด          ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลวิภาวดี เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่มีบริการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบด้วยการส่องกล้อง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกศัลยกรรม โทร. 02-941-2800 ต่อ 2137, 2138 (แผนกศัลยกรรม) นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ พบ., วว.ศัลยศาสตร์ , บธ.ม.  -Certificate Fellowship of Endoscopic and Laparoscopic Surgery , Imperial College ,London ,UK. - แพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล - วุฒิบัตรสาขา ศัลยศาสตร์ทั่วไป - อนุมัติบัตร สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง นพ. ธัญธรรศ  โสเจยยะ  อายุแพทย์โรคผิวหนัง รพ.วิภาวดี โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic  Dermatitis) และอาการของโรค         ท่านทราบหรือไม่ว่า  มีเด็กไทยที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี จำนวน 9-16 คนในทุก ๆ  100 คน  เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่เรียกว่า  Atopic  Dermatitis ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 50% ของผู้ป่วยจะมีอาการเห่อครั้งแรกภายในปีแรก และประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยจะมีอาการเห่อครั้งแรกภายใน  5 ขวบปีแรก  โชคดีที่ความรุนแรงของอาการต่าง ๆ จะดีขึ้นเมื่อเด็กเติบโตขึ้น  อย่างไรก็ตาม  ประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยจะมีอาการของโรคต่อเนื่องจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่  สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่เชื่อว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังประมาณ 50 % มีโอกาสที่จะเป็นโรคหอบหืดต่อไป (โดยเฉพาะเด็กที่มีอาการของโรครุนแรง ) และประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะเป็นโรคแพ้อากาศร่วมด้วยเมื่อเด็กโตขึ้น         ผื่นของโรคนี้มักจะขึ้นอย่างสมดุลซ้าย - ขวา ในเด็กทารกจะพบผื่นอักเสบบริเวณแก้ม  ลำคอ  บริเวณด้านนอกของแขนและขาทั้ง 2 ข้าง  ในเด็กอายุหลัง 2-3 ขวบขึ้นไป จะพบผื่นอักเสบกระจายบริเวณลำตัวข้อพับแขน  ข้อพับขาทั้ง 2 ข้าง  ส่วนในผู้ใหญ่จะพบผื่นอักเสบบริเวณมือและเท้า  และผื่นมักไม่รุนแรงเท่าในเด็ก การรักษาและการบรรเทาอาการ         เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค  รวมทั้งโรคนี้เป็นโรคผิวหนังอักเสบแบบเรื้อรัง  ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  แนวทางการรักษาจึงเป็นการรักษาผิวหนังที่อักเสบให้กลับมาเป็นผิวหนังที่ปกติ  และป้องกันการเห่อช้ำของผื่น  ด้วยการรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน  เพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งและยิ่งคันใช้สบู่อ่อนๆ  หรือเลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของไขมันมากหน่อย  หลังอาบน้ำควรใช้โลชั่นบำรุงผิวทาภายใน 3 นาที  และต้องใช้เป็นประจำ  ส่วนเสื้อผ้าควรเลือกที่ทำจากใยฝ้าย  ไม่ควรใช้ใยสังเคราะห์หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นการเห่อของผื่น  เช่น  ความเครียด  ความร้อนหรือความเย็นมากเกินไป  ไรฝุ่น  อาหารบางชนิด  เช่น นม  ไข่  ถั่วลิสง  หากสังเกตว่าปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผื่นเป็นมากขึ้น         หากมีอาการของผื่นอย่างรุนแรงอาจใช้ยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนาน ๆ  เพราะอาจมีผลข้างเคียง  เช่น  ผิวบาง  ผิวแตกลายงา  หรือมีผลต่อระบบต่างๆ  ในร่างกายได้เมื่อยาถูกดูดซึมเข้าไปมากๆ  เช่นกดการเจริญเติบโตของเด็ก  เมื่ออาการของผื่นทุเลาลง  ควรเปลี่ยนมาใช้ยากลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  เช่น Calcineurin  Inhibitors แทน  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการผื่นระดับน้อยถึงปานกลางแต่ถ้ามีการติดเชื้อมีตุ่มหนองคราบน้ำเหลือง  ควรรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ  ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจ  อาจใช้ยาแก้ชนิดรับประทานเพื่อบรรเทาอาการคันร่วมด้วย การป้องกันการกำเริบของผื่นอักเสบ (เห่อ)          ในรายที่เป็นเรื้อรังและมีการเห่อซ้ำบ่อย ๆ อาจทายากลุ่ม Calcineurin  Inhibitors   เมื่อเริ่มมีอาการและอาการแสดงของผื่นภูมิแพ้ผิวหนังปรากฏขึ้น  เช่น  ผิวหนังแห้งตึงคันยุบ ๆ ยิบๆ มีอาการแสบ ๆ คันๆ ซึ่งจะช่วยหยุดหรือทำให้ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังลามช้าลง  และลดหรือป้องกันการกำเริบของผื่น (อาการเห่อ)  ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระยะยาวดีขึ้น        ปัจจุบัน  ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ไม่ใช่ยาทาสเตียรอยด์ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม  โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคภูมิแพ้  โรคผิวหนัง  หรือกุมารแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ฮีทสโตรก โรคที่เกิดช่วงหน้าร้อน

ฮีทสโตรก โรคที่เกิดช่วงหน้าร้อน           โรคฮีทสโตรก เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกาย (core temperature) สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการที่เบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศรีษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย   ฮีทสโตรก โรคที่เกิดช่วงหน้าร้อน           ปัจจุบันภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะนับวันอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทย ขณะนี้สภาพอากาศร้อนจัดกว่าทุกปี ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหลายโรค เช่น โรคในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปซึ่งเกิดบ่อยที่สุด แต่โรคที่มีการพูดถึงกันน้อย คนเป็นบ่อยช่วงหน้าร้อนคือ "โรคฮีทสโตรก" หรือ "โรคลมแดด" (Heat Stroke) แต่บางที่ก็เรียกว่า "โรคอุณหพาต" หรือ "โรคลมเหตุร้อน" นั้นเอง   อาการของโรค ฮีทสโตรก           โรคฮีทสโตรก เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกาย (core temperature) สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการที่เบื้องต้น ได้แก่ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศรีษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน ซึ่งอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก ได้แก่ ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อค และเกิดการสะสมของ fibrin จนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กทำให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุการเกิดโรคออกเป็น 2 ประเภท คือ   Classical Heat Stroke เกิดจากความร้อนในสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่มีมากเกินไปส่วนใหญ่เกิดในช่วงที่มีอากาศร้อน พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากและมีโรคเรื้อรัง มักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่สำคัญ คือ อุณหภุมิร่างกายสูง ไม่มีเหงื่อ  Exertional Heat Stroke เกิดจากการออกกำลังที่หักโหมเกินไป มักจะเกิดในหน้าร้อนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและนักกรีฑา อาการคล้ายกับ Classical แต่ต่างตรงที่กลุ่มผู้ป่วยประเภทนี้จะมีเหงื่อออก นอกจากนี้ยังพบการเกิดการสลายเซลล์กล้ามเนื้อลาย โดยจะมีอาการแทรกซ้อน ได้แก่ ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ และพบไมโอโกลบินในปัสสาวะด้วย บุคคลที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดโรคฮีทสโตรก             บุคคลที่มีความเสี่ยงว่าจะเกิดโรคฮีทสโตรก ได้แก่ ทหารที่เข้ารับการฝึกโดยปราศจากการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมในการเผชิญสภาพอากาศร้อน รวมถึงบรรดานักกีฬาสมัครเล่นและผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น รวมทั้งผู้สูงอายุ เด็ก คนอดนอน คนดื่มเหล้าจัด และผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย   สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก             สัญญาณสำคัญของโรคฮีทสโตรก ก็คือ ไม่มีเหงื่อออก ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไป ที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าวจะต้องหยุดพักทันที   หากพบเจอผู้เป็นโรคลมแดดสามารถช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดย   นำผู้มีอาการเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก  ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศรีษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน  เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล      วิธีการป้องกันโรคลมแดด คือ   หากรู้ว่าจะต้องไปทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน ก็ควรเตรียมตัวโดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน  ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และแม้ว่าจะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว  สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี  ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป  หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด  หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ แก้น้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน  หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพย์ติดทุกชนิด  ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และอย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง พญ.อุษณา ลุวีระ อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ลมพิษ

ลมพิษ นพ.ธัญธรรศ โสเจยยะ  อายุรแพทย์โรคผิวหนัง รพ.วิภาวดี           ถ้าพูดถึงโรค ลมพิษ ทุกคนมักรู้จักกันดี เพราะเป็นโรคที่พบได้เสมอและผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นลมพิษบ้างแล้ว มีคนเคยกล่าวว่า คนทุกคนที่เกิดมามักจะต้องเคยเป็นลมพิษในช่วงชีวิตหนึ่ง ลมพิษเป็นปฏิกิริยาของเส้นเลือดในผิวหนังนั่นเอง ที่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุทำให้มีลักษณะเฉพาะคือ มีผื่นแดงนูนขอบเขตชัดเจน ขอบอาจจะหยักนูนและมีอาการคันมาก บางคนขึ้นแค่เพียงบางแห่งของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักขึ้นทั้งตัว บางคนเป็นช่วงระยะเวลาเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือเป็นวันๆ แต่บางคนก็อาจจะขึ้นทุกวันเป็นเวลานานปีๆ ก็ได้ซึ่งเรียกว่า”ลมพิษเรื้อรัง” ลมพิษมิได้แต่แม้จะเกิดในผู้ใหญ่เท่านั้น แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็อาจจะเกิดลมพิษได้เช่นเดียวกัน สาเหตุของโรคลมพิษมีมากมายอาจเกิดการแพ้สารบางชนิด เช่น จากการรับประทาน จากการสัมผัส จากการสูดดม หรือจากการถูกฉีดเข้าไปก็ได้ ลมพิษบางชนิดไม่ได้เกิดจากการแพ้ แต่อาจเกิดร่วมกับโรคบางชนิดได้เป็นต้น สาเหตุที่สำคัญของลมพิษแบ่งได้ คือ            อาหาร การแพ้อาหารเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยที่สุด อาหารที่เป็นสาเหตุมักเป็นพวกโปรตีน โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา นอกจากนั้น ไข่, ถั่ว หรือแม้ผลไม้ก็อาจก่อให้เกิดลมพิษได้ ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตพบสาเหตุได้ง่าย เช่น การรับประทานกุ้งแล้วเกิดลมพิษ แต่ในบางครั้งผู้ป่วยไม่ได้สังเกตรายละเอียดของอาหาร เป็นต้น ทราบแน่ว่าแพ้กุ้ง แต่วันนั้นไม่ได้รับประทานกุ้ง แต่ลมพิษยังขึ้น ซึ่งตนเองได้รับประทานน้ำพริกหรือแกงที่มีกะปิ หรือใช้กุ้งแห้งเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นจึงควรสังเกตโดยละเอียด หรือในเด็กที่แพ้นมแล้วเกิดลมพิษ อาจเกิดอาการเมื่อเด็กรับประทาน ไอศกรีม หรือ ขนม เป็นต้น           นอกจากอาหารต่างๆ ดังได้กล่าวแล้ว สารปรุงแต่งอาหารหรือขนม เช่น สีต่างๆโดยเฉพาะสีเหลืองหรือสีเขียวมักใช้สีประเภท Tartrazine ซึ่งพบในพวก สลิ่ม ขนมด้วง ข้าวพอง อมยิ้ม ฟักเชื่อมขาจีน ขนมชั้น วุ้นหวานกรอบ ครองแครง ฝอยทองกรอบ สารที่เป็นสีตัวนี้คนแพ้ได้ง่าย และอาจเป็นสาเหตุของลมพิษได้ จึงควรให้ความสนใจ และสังเกตให้ละเอียด ยาเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของลมพิษ ลมพิษอาจเกิดทันทีทันใด ภายหลังที่รับประทานยาชนิดนั้น เช่น การฉีดหรือรับประทาน ซึ่งสังเกตได้ง่าย แต่บางรายอาจกินเวลานานเป็นเวลา 7-10 วัน ซึ่งอาจทำให้สังเกตได้ยาก ยาที่สำคัญได้แก่ยาประเภท ปฏิชีวนะ โดยเฉพาะเพนนิซิลิน ซัลฟา นอกจากนั้นยาแก้ปวด ยานอนหลับ สารทึบแสงที่ใช้ในการตรวจทางเอกซเรย์หรือแม้กระทั่งวิตามิน ก็อาจก่อให้เกิดลมพิษได้            โรคติดเชื้อสามารถก่อให้เกิดลมพิษได้เช่นกันโดยเฉพาะในวัยเด็ก พบพยาธิในลำไส้เป็นสาเหตุได้บ่อยเช่น พยาธิตัวแบน เชื้อบิด นอกจากนั้นจากการติดเชื้อในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น เชื้อราในช่องคลอดสตรี พยาธิไส้เดือน พบเป็นสาเหตุลมพิษวัยผู้ใหญ่ได้เสมอ ฟันผุก็เป็นสาเหตุลมพิษได้ การรักษาหรือการถอนฟันผุ ออกก็ทำให้เกิดลมพิษหายไปในผู้ป่วยบางราย แมลงอาจก่อให้เกิดลมพิษได้ทั้งการสัมผัส การกัด เช่น ไรแมว ไรสุนัข ไรนกริ้น ตัวผึ้ง บุ้งจากการต่อย เช่น แตน ต่อ หมารา มดแดงไฟ มดตะนอย ผึ้ง ซึ่งบางครั้งอาการรุนแรงมาก มีการบวมทั้งตัว หรือผู้ป่วยช็อค บางรายอาจเสียชีวิตในเวลาอันสั้นภายหลังถูกต่อย  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เส้นเลือดขอด(Varicose Vein)

เส้นเลือดขอด(Varicose Vein) โรคเส้นเลือดขอด เป็น โรคของหลอดเลือดที่พบบ่อยที่สุด           คำว่า เส้นเลือดขอด หรือ Varicose vein นั้น หมายถึง การที่หลอดเลือดดำในบริเวณใต้ผิวหนังชั้นตื้น (Superficial veins) มีการโต ขยายขนาด คดเคี้ยว ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าในขณะที่เรายืน อุบัติการณ์ของโรค           โรคนี้ มักพบใน สตรี อุบัติการณ์ เพิ่มขึ้นตาม อายุ น้ำหนักตัว จำนวนบุตร ความสัมพันธ์ กับ อาชีพที่ต้องยืนนั้น พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ ที่แน่นอน เช่น ยืนน้อย           อาจเป็นได้ ยืนมากๆ อาจเป็นน้อยกว่า อย่างไรก็ตามพบว่า การยืน หรือนั่งนานๆ ก็ มีส่วนที่ทำเกิด  สาเหตุ           ปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุ แน่ชัดว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากอะไร มีสมมุติฐานมากมาย          สมมุติฐานที่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ เกิดจากความผิดปกติ (Weakness) ของ ลิ้น(Valve) และผนังหลอดเลือด ซึ่งลิ้นในหลอดเลือดดำนั้น เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ โดยปกติ ในหลอดเลือดดำจะมีลิ้นภายในเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ นั่นคือเมื่อเรายืน ลิ้นก็จะเป็นตัวป้องกันเลือดไหลย้อนลงมา ดังภาพซ้ายมือ เมื่อมีความผิดปกติ ของ ลิ้นและ ผนังหลอดเลือด เลือดไม่สามารถผ่านไปได้หมดทำให้เลือด ไหลย้อนกลับทำให้ เกิด การขยายตัวของเส้นเลือด เกิดการเสื่อมของความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด จนกลายเป็นเส้นเลือดขอดตามมา  อาการ      • อาจจะมีอาการปวดแบบไม่มีแบบแผนที่แน่ชัด(Non-specific),รู้สึกว่าขาหนักๆเป็นผล มาจากการที่มีเลือดมา pool ที่ขา ทำให้เส้นเลือดที่ขาโป่งออก      • อาการจะแย่ลง เมื่อยืน หรือ นั่งนานๆ จะดีขึ้นเมื่อยกขาสูงกว่าหัวใจ      • ปกติ จะไม่มีบวม อาการบวมอาจเกิดจากมีความผิดปกติ ของหลอดเลือดชั้นลึกด้วย      • อาการปวดกล้ามเนื้อเวลานอนมักไม่ค่อยมีถ้ามีอาจต้องสืบค้นเพิ่มเติมอาจมีเรื่อง ของหลอดเลือดแดงร่วมด้วยได้  การรักษา          การรักษา แบ่งเป็น 2 อย่าง      1.การรักษาแบบ ประคับประคอง(Conservative treatment) โดยทั่วไป จะใช้วิธีนี้ ซึ่งจะเน้นหนักไปทางการป้องกัน และรักษาตามอาการมากกว่า ซึ่งสามารถทำได้โดย สวมถุงน่อง ชนิดพิเศษ ซึ่งจะมีความหนา และแน่น กว่าถุงน่องทั่วไป โดยทั่วไป จะมี ความดัน อยู่ในช่วง 20-30 mmHg การสวมจะต้องสวมตั้งแต่ โคนขา ถึง ข้อเท้า สวมน้อยกว่านี้ เช่น เฉพาะตรงเส้นเลือด ไม่ได้ผล      2.การรักษาแบบเฉพาะ (Specific treatment) ซึ่ง จะทำการรักษา แบบนี้ เมื่อ มีอาการมากขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น รวมทั้ง ในแง่ความสวยงาม ภาวะแทรกซ้อนของโรคเส้นเลือดขอด มีดังนี้       -เลือดออก      -มีแผลเรื้อรัง ไม่หาย      -มีผิวหนังอักเสบ      -มีภาวะเส้นเลือดอุดตัน  การรักษา แบบนี้ มี 2 อย่างคือ      1. การฉีดสาร Sclerosing เข้าไปในหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้ เส้นเลือดนั้น ฝ่อ แล้วยุบตัวไป นิยมทำกันในเส้นเลือด ขนาดเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก หรือ ใช้กับ เส้นเลือดที่หลงเหลือ หรือเป็นซ้ำ หลังจากการผ่าตัด  ข้อดี คือ      - ไม่ต้องผ่า ไม่ต้องนอน รพ. ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีด       - แพ้สารที่ฉีดได้      - อาจเกิด เส้นเลือดอุดตันได้      - มีผิวหนังอักเสบ ถ้ายาที่ฉีด มีการซึมออกนอกเส้นเลือด      2. การผ่าตัด               เหมาะกับ หลอดเลือด เป็นยาวเกือบทั้งขา ขนาดใหญ่ ไม่สามารถฉีด Scerosing Agent ได้ ไม่ว่าจะรักษา ด้วยวิธีใด หลังจากนั้น ควรสวมถุงน่อง เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ สวมเวลาที่ต้องทำงาน ที่ยืน หรือเดิน  โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ออกกำลังกาย-กินผักผลไม้ ป้องกันหวัด!

ออกกำลังกาย-กินผักผลไม้ ป้องกันหวัด! นพ.ชิดเวทย์ วรเพียรกุล อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี           ในช่วงฤดูฝนแบบนี้ ทำให้หลายท่านสุขภาพแย่ ทุกท่านควรออกกำลังกายควบคู่กับกินผักผลไม้ วิตามินซีสูง และรับประทานอาหารร้อนๆ ช่วยสร้างความอบอุ่นร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัด           ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้ คงทำให้เราควรที่จะหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอ่อน เด็กเล็ก และกลุ่มผู้สูงอายุ นับเป็นกลุ่มที่มักได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้สูงอายุจึงต้องมีความเข้าใจ และรู้จักการดูแลสุขภาพตนเองและลูกหลานอย่างปลอดภัยในช่วงหน้าฝน เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากป่วยเป็นไข้หวัดและไม่มีการดูแลสุขภาพที่ดี อาจส่งผลให้กลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม ได้ในที่สุด โดยเฉพาะผู้สูงอายุจึงต้องสร้างความอบอุ่นร่างกายให้กับตนเอง และควรมีการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี           การออกกำลังกาย สามารถช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้ และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดได้ด้วย ซึ่งการออกกำลังกาย ควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็วๆ การวิ่งเหยาะ การขี่จักรยาน การเล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องการรำมวยจีน เป็นต้น การออกกำลังกายดังกล่าว จะช่วยทำให้รู้สึกหายใจเร็วขึ้น ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที เป็นเวลาอย่างน้อยก็เพียงพอที่จะเกิดภูมิคุ้มกันในบริเวณทางเดินหายใจ เพราะการออกกำลังกายหนักมากเกินไป กลับไม่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ในการเริ่มต้นของการออกกำลังกาย ควรเริ่มจากเบาๆ ระยะเวลาน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรง หรือความหนัก แต่ขอย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนัก หรือเหนื่อยมากๆ           สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการออกกำลังกายเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย คือ การกินอาหาร เน้นกินผักหลากหลาย ทั้งผักสดหรือลวก ต้ม ผัด และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง มะกอก องุ่น สับปะรด เป็นต้น เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้กับร่างกาย ดังนั้น หากคุณดูแลสุขภาพตนเองได้ตามข้อปฏิบัติดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวอีก  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไข้หวัด โรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด

ไข้หวัด โรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด            โรคไข้หวัด เป็นการติดเชื้อของจมูก และคอ ส่วนใหญ่ 75-80 % เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งรวมเรียกว่า Coryza viruses ประกอบด้วย Rhino-viruses เป็นสำคัญ เชื้อชนิดอื่นๆมี Adenoviruses, Respiratory syncytial virus เมื่อเชื้อเข้าสู่จมูก และคอจะทำให้เยื่อจมูกบวม และแดง มีการหลังของเมือกออกมาแม้ว่าจะเป็นโรคที่หายเองใน 1 สัปดาห์ แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6-12 ครั้งต่อปี ผู้ใหญ่จะเป็น 2-4 ครั้ง ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็ก คนสูงอายุอาจจะเป็นปีละครั้ง อาการ           ผู้ใหญ่ มีอาการจาม และน้ำมูกไหลจะนำมาก่อน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักไม่ค่อยมีไข้ เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย 2-3 ชั่วโมงและหมดใน 2 สัปดาห์ บางรายอาจมีอาการปวดหู เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง บางรายเยื่อบุตาอักเสบ เจ็บคอกลืนลำบาก โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน แต่อาจมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์ ในเด็กอาจจะรุนแรง และมักมีการแพร่ไปเป็นหลอดลมอักเสบ ปอดบวม เป็นต้น    การติดต่อ            โรคนี้มักจะระบาดฤดูหนาวเนื่องจากความชื้นต่ำและอากาศเย็น เราสามารถติดต่อจากน้ำลาย และเสมหะผู้ป่วย นอกจากนั้นมือที่เปื้อนเชื้อโรคก็สามารถทำให้เกิดโรคได้โดยผ่านทางจมูกและตา ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเกิดอาการและ 1-2 วันหลังเกิดอาการ ผู้ที่มีโอกาสเป็นไข้หวัดง่ายคือ เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีเด็กที่ขาดอาหาร เด็กที่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็ก   วิธีการติดต่อ มือของเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเสมหะของผู้ป่วย หรือสิ่งแวดล้อม แล้วขยี้ตา หรือเอาเข้าปากหรือจมูก  หายใจเอาเชื้อ ที่ผู้ป่วยที่ไอออกมา  หายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ    การรักษา ไม่มียารักษาเฉพาะ ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้ Paracetamol ห้ามให้ Aspirin  ให้ยาช่วยรักษาตามอาการ เช่น ยาลดคัดจมูก ลดน้ำมูก ยาแก้ไออ่อนๆ ให้พัก และดื่มน้ำมากๆ โดยทั่วไปจะเป็นมาก 2-4 วัน หลังจากนั้นจะดีขึ้น ในเด็กโรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือหูชั้นกลางอักเสบ ต้องได้รับยาปฏิชีวนะรักษา การป้องกัน หลีกเลี่ยงที่ชุมชน เช่น โรงภาพยนต์ ภัตราคาร ในช่วงที่ไข้หวัดกำลังระบาด  ไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือ ทิสชูปิดปาก  ให้ล้างมือบ่อยๆ  ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตาเพราะอาจนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้  อย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัดเป็นเวลานาน               เป็นการยาก ที่จะป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด และยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันไข้หวัด ดังนั้นการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด   นพ.ชิดเวทย์ วรเพียรกุล อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม