การรักษารากฟันคืออะไร? สาเหตุ อาการ วิธีเตรียมตัวและดูแล

  • รักษารากฟันเพื่อกำจัดเชื้อและเนื้อเยื่อที่อักเสบในโพรงประสาทฟัน ช่วยหยุดอาการปวดและการลุกลามของการติดเชื้อ ที่สำคัญคือช่วยเก็บฟันซี่เดิมไว้ ไม่ต้องถอนฟันออกก่อนเวลาอันควร
  • สาเหตุที่ต้องรักษารากฟันมักเกิดจากฟันผุลึก ฟันแตก ฟันร้าว หรือฟันได้รับการกระแทกจนเส้นประสาทฟันอักเสบหรือตาย รวมถึงฟันที่เคยรักษามาแล้วแต่เกิดการติดเชื้อซ้ำ
  • อาการที่บอกว่าควรรักษารากฟัน สังเกตจากอาการปวดฟันลึกๆ เสียวฟันนาน บวม มีตุ่มหนอง หรือฟันเปลี่ยนสีคล้ำ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและรักษาโดยเร็ว

การรักษารากฟันคือขั้นตอนสำคัญในการดูแลฟันที่ได้รับการอักเสบหรือติดเชื้อภายในโพรงประสาทฟัน บทความนี้พาไปเจาะลึกการรักษารากฟัน พร้อมสาเหตุของอาการปวดรากฟัน อาการเตือนที่ควรรักษา วิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา และแนวทางดูแลหลังทำอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยให้ฟันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต


รากฟันคืออะไร?

รากฟันคืออะไร?

รากฟันคือส่วนของฟันที่ฝังอยู่ภายในกระดูกขากรรไกร ทำหน้าที่ยึดฟันให้ติดแน่นอยู่กับที่ และเป็นทางผ่านของเส้นประสาทและหลอดเลือดเข้าสู่ตัวฟัน รูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม จำนวนรากแตกต่างกันไปตามชนิดของฟัน เช่น ฟันหน้า 1 ราก ฟันกรามอาจมี 2–3 ราก รากฟันไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก แต่มีบทบาทสำคัญต่อความแข็งแรงและการทำงานของฟัน

 

องค์ประกอบของรากฟัน ได้แก่

  1. เนื้อฟัน (Dentin) เป็นโครงสร้างหลักของรากฟัน อยู่ถัดจากโพรงประสาท ทำหน้าที่รองรับความแข็งแรงของฟัน
  2. ซีเมนต์เคลือบรากฟัน (Cementum) เป็นชั้นบางๆ เคลือบผิวรากฟัน ทำหน้าที่ยึดเอ็นปริทันต์ให้เกาะกับรากฟัน
  3. เอ็นปริทันต์ (Periodontal Ligament) เป็นเส้นใยที่เชื่อมระหว่างรากฟันกับกระดูกขากรรไกร ช่วยพยุงฟันและรับแรงเคี้ยว
  4. คลองรากฟัน (Root Canal) เป็นช่องทางภายในรากฟัน บรรจุเส้นประสาทและหลอดเลือดของฟัน
  5. ปลายรากฟัน (Apex) เป็นส่วนปลายสุดของรากฟัน เป็นทางเข้า-ออกของเส้นประสาทและหลอดเลือด
  6. กระดูกขากรรไกร (Alveolar Bone) เป็นกระดูกที่รองรับรากฟัน ช่วยพยุงฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

 

การรักษารากฟันคืออะไร?

การรักษารากฟันคืออะไร?

การรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) คือการรักษาทางทันตกรรมเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันที่ติดเชื้อหรืออักเสบออก แล้วทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และอุดปิดคลองรากฟันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

 

โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาฟันซี่เดิมไว้ไม่ให้ต้องถอนออก ซึ่งจำเป็นต้องทำเมื่อฟันผุลึก ฟันแตก ฟันร้าว หรือมีการอักเสบของเส้นประสาทฟันที่ทำให้ปวดมาก เสียวฟัน หรือบวม หากไม่รักษาจะทำให้เชื้อลุกลามไปกระดูกขากรรไกร เกิดฝี หรือสูญเสียฟันในที่สุด

ดังนั้น การรักษารากฟันจึงช่วยหยุดการติดเชื้อ บรรเทาอาการปวด และยืดอายุการใช้งานของฟันให้อยู่กับเราได้นานขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ต้องรักษารากฟันมีอะไรบ้าง?

สาเหตุที่ทำให้ต้องรักษารากฟันมีอะไรบ้าง?

สาเหตุที่ทำให้ต้องรักษารากฟัน มักเกิดจากการที่เนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันถูกทำลาย อักเสบ หรือมีการติดเชื้อ หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ปวด บวม ติดเชื้อลุกลาม และอาจต้องถอนฟันในที่สุด โดยสาเหตุหลักๆ มีดังนี้

 

  • ฟันผุลึกจนถึงโพรงประสาท ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำลายเส้นประสาทฟัน เกิดอาการปวดและอักเสบ
  • ฟันแตกหรือร้าว ทำให้เชื้อโรคซึมเข้าสู่โพรงประสาทฟันได้ง่าย แม้จะไม่ผุลึกก็ตาม
  • การอักเสบหรือการติดเชื้อในโพรงประสาทฟัน อาจเกิดจากฟันผุ การรั่วของวัสดุอุดฟัน หรือการสะสมของเชื้อแบคทีเรียเป็นเวลานาน
  • ฟันได้รับการกระแทกหรือบาดเจ็บ แม้ไม่มีการแตกหักชัดเจน แต่เส้นประสาทฟันอาจตายและติดเชื้อในภายหลัง
  • ฟันที่เคยรักษารากแล้วเกิดการติดเชื้อซ้ำ อาจเกิดจากการทำความสะอาดไม่สมบูรณ์ หรือมีรอยรั่วของวัสดุอุดคลองรากฟัน
  • ฟันมีโพรงประสาทขยายจากการละลายของเนื้อฟันภายใน ทำให้เส้นประสาทฟันเปราะบางและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • ฟันที่ผ่านการทำหัตถการหลายครั้ง เช่น อุดฟันซ้ำหลายรอบ ทำให้โพรงประสาทระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง
  • ฟันที่มีหนองหรือฝีที่ปลายรากฟัน เป็นสัญญาณว่ามีการติดเชื้อเรื้อรังที่ต้องรักษาด้วยการรักษารากฟันเพื่อกำจัดต้นเหตุของเชื้อ

หากไม่รักษารากฟันจะเกิดอะไรขึ้น?

หากไม่รักษารากฟันเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าควรทำ อาจทำให้การติดเชื้อและการอักเสบรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพช่องปากและสุขภาพโดยรวม โดยผลเสียที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้

 

  • อาการปวดมากขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน ปวดตุบๆ ปวดต่อเนื่อง ทำให้กินอาหาร นอนหลับ หรือทำงานได้ไม่ปกติ
  • ฟันเป็นหนองหรือเกิดฝีปลายรากฟัน ทำให้เหงือกบวม เจ็บ และอาจมีหนองไหลออกมา มีกลิ่นปากรุนแรง
  • การติดเชื้อลามไปสู่กระดูกขากรรไกร ทำให้กระดูกอักเสบ ถูกทำลาย และรักษายากขึ้น
  • มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องถอนฟัน เพราะฟันถูกทำลายมากเกินกว่าจะเก็บไว้ได้
  • ฟันล้มและการสบฟันผิดปกติ เมื่อฟันข้างเคียงล้มเข้าหาช่องว่าง ทำให้การเคี้ยวผิดตำแหน่งและปวดขากรรไกรตามมา
  • เชื้อโรคอาจลามเข้าสู่กระแสเลือด (ในกรณีรุนแรงมาก) ส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยรวม
  • คุณภาพชีวิตลดลง จากอาการปวดเรื้อรัง เคี้ยวอาหารลำบาก นอนไม่หลับ และความกังวลเรื่องสุขภาพช่องปาก
อาการบ่งชี้ว่าควรรักษารากฟัน

อาการบ่งชี้ว่าควรรักษารากฟัน

อาการบ่งชี้ว่าควรเข้ารับการรักษารากฟัน มักเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทฟันกำลังอักเสบหรือติดเชื้อ หากปล่อยไว้จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้

 

  • ปวดฟันมากโดยเฉพาะเวลากดเคี้ยว รู้สึกเจ็บลึกๆ ในตัวฟัน บ่งบอกว่าเนื้อเยื่อปลายรากฟันอาจอักเสบ
  • เสียวฟันแบบแปล๊บลึกหรือเสียวค้างนาน โดยเฉพาะเมื่อโดนร้อนหรือเย็น แล้วอาการไม่หายทันที
  • ปวดฟันกลางคืนจนรบกวนการนอน เป็นลักษณะของการอักเสบของเส้นประสาทฟันที่ค่อนข้างรุนแรง
  • บวมบริเวณเหงือกหรือมีตุ่มหนอง แสดงว่ามีการติดเชื้อและร่างกายพยายามระบายหนองออกมา
  • ฟันเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ มักเกิดจากเส้นประสาทฟันตาย ทำให้ฟันดูหม่นหรือเทาเข้มกว่าซี่อื่น
  • เคยรักษาฟันซ้ำหลายครั้งแต่ยังปวด อาจหมายถึงการรักษาเดิมไม่ถึงต้นเหตุ และต้องรักษาที่คลองรากฟันแทน

อาการที่ควรพบทันตแพทย์ทันที

สัญญาณเตือนว่าการอักเสบหรือติดเชื้ออาจกำลังรุนแรง หากปล่อยไว้เสี่ยงต่อการลุกลามและเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาการสำคัญที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ได้แก่

 

  • ปวดฟันจนกินหรือเคี้ยวไม่ได้ แสดงว่าเส้นประสาทฟันหรือปลายรากฟันอักเสบรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต
  • เหงือกบวมแดง มีหนองขึ้น เป็นสัญญาณของการติดเชื้อในช่องปากที่ควรได้รับการระบายหนองและรักษาโดยเร็ว
  • ปวดร้าวขึ้นหัวหรือใบหน้า อาจหมายถึงการอักเสบลามไปยังเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อรอบๆ
  • ไข้ร่วมกับอาการปวดฟัน บ่งบอกว่าร่างกายมีการติดเชื้อ และมีความเสี่ยงที่เชื้อจะลุกลามเข้าสู่ระบบอื่นๆ

ข้อดีของการรักษารากฟัน

  • ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกจากโพรงประสาทฟัน
  • บรรเทาอาการปวดและการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หยุดการลุกลามของการติดเชื้อไปยังกระดูกขากรรไกรและฟันซี่ข้างเคียง
  • ช่วยเก็บฟันซี่เดิมไว้ ไม่จำเป็นต้องถอนฟัน
  • ทำให้สามารถเคี้ยวอาหาร พูด และยิ้มได้ตามปกติ
  • ช่วยรักษาการสบฟันให้สมดุล ลดความเสี่ยงที่ฟันข้างเคียงจะล้ม
  • ช่วยคงรูปร่างรอยยิ้มและโครงหน้าไว้ได้ในระยะยาว

ความเสี่ยงและข้อจำกัดการรักษารากฟัน

  • ต้องใช้เวลาในการรักษาหลายครั้ง โดยเฉพาะในฟันที่มีคลองรากซับซ้อนหรือมีการติดเชื้อรุนแรง
  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่าการอุดฟันทั่วไป และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการครอบฟันหลังรักษา
  • มีโอกาสเกิดการติดเชื้อซ้ำ หากทำความสะอาดคลองรากฟันไม่สมบูรณ์หรือมีรอยรั่วของวัสดุอุด
  • ฟันที่ผ่านการรักษารากแล้วมักจะเปราะและแตกหักได้ง่าย จึงควรใส่ครอบฟันเพื่อป้องกัน
  • อาจมีอาการปวดหรือระบมหลังทำในช่วงแรก ซึ่งมักหายไปเองภายในไม่กี่วัน
  • ไม่สามารถรักษาได้ในบางกรณี เช่น ฟันแตกยาวถึงราก หรือกระดูกและโครงสร้างรองรับฟันเสียหายมากเกินไป
การรักษารากฟันมีกี่ประเภท?

การรักษารากฟันมีกี่ประเภท?

การรักษารากฟันสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะของปัญหา สภาพฟัน และช่วงอายุ เพื่อให้ทันตแพทย์เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมและได้ผลดีที่สุดในแต่ละกรณี

1. การรักษารากฟันครั้งแรก

การรักษารากฟันครั้งแรก คือการรักษารากฟันในฟันที่ยังไม่เคยผ่านการรักษามาก่อน ทันตแพทย์จะเปิดช่องทางเข้าถึงโพรงประสาทฟัน จากนั้นนำเนื้อเยื่อประสาทที่อักเสบหรือติดเชื้อออก ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในคลองรากฟันอย่างละเอียด แล้วอุดปิดคลองรากฟันด้วยวัสดุเฉพาะเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ ขั้นตอนนี้ช่วยกำจัดต้นเหตุของอาการปวดและการอักเสบ พร้อมรักษาฟันซี่เดิมไว้ให้ใช้งานต่อได้

2. การรักษารากฟันซ้ำ

การรักษารากฟันซ้ำ คือการรักษาฟันที่เคยรักษารากมาแล้วแต่เกิดการติดเชื้อซ้ำ อาจเกิดจากการอุดคลองรากฟันเดิมไม่แน่น มีรอยรั่ว หรือมีคลองรากฟันซ่อนอยู่ที่ไม่ถูกทำความสะอาด ทันตแพทย์จะเอาวัสดุเดิมออก ทำความสะอาดคลองรากฟันใหม่อย่างละเอียด อาจใช้เครื่องมือพิเศษหรือกล้องจุลทรรศน์ช่วย แล้วจึงอุดปิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อในอนาคต

3. การผ่าตัดปลายรากฟัน

การผ่าตัดปลายรากฟัน คือการผ่าตัดเล็กบริเวณเหงือกเพื่อเข้าถึงปลายรากฟันโดยตรง ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถกำจัดการติดเชื้อผ่านทางคลองรากฟันตามปกติได้ เช่น มีถุงหนองเรื้อรัง หรือปลายรากมีรอยร้าว ทันตแพทย์จะตัดปลายรากฟันส่วนที่ติดเชื้อออก พร้อมกำจัดเนื้อเยื่ออักเสบ แล้วปิดปลายรากเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

4. การรักษารากฟันแบบฉุกเฉิน

การรักษารากฟันแบบฉุกเฉิน คือการรักษาเบื้องต้นในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง บวม หรือมีหนอง ทันตแพทย์จะเปิดโพรงฟันเพื่อระบายแรงดันและหนองออกก่อน เพื่อลดอาการปวดและควบคุมการติดเชื้อ จากนั้นจะนัดมาทำการรักษารากฟันอย่างสมบูรณ์ในครั้งถัดไป

5. การรักษารากฟันในเด็ก

การรักษารากฟันในเด็ก คือการรักษาฟันน้ำนมหรือฟันแท้ในเด็กที่โพรงประสาทฟันติดเชื้อ โดยจะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับระยะการเจริญของรากฟัน เช่น การรักษาบางส่วนเพื่อให้รากฟันยังสามารถพัฒนาได้ต่อไป หรือการรักษาเต็มรูปแบบในฟันแท้ที่รากพัฒนาแล้ว เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อและรักษาพื้นที่สำหรับฟันแท้ในอนาคต

6. การใส่เดือยฟันหลังรักษาราก

การใส่เดือยฟันหลังรักษาราก คือขั้นตอนเสริมหลังจากรักษารากฟันแล้วในฟันที่เหลือเนื้อฟันน้อย ทันตแพทย์จะใส่เดือยลงไปในคลองรากฟันเพื่อเสริมความแข็งแรง และใช้เป็นฐานสำหรับการทำครอบฟัน ช่วยให้ฟันมีความทนทานต่อแรงเคี้ยวและลดความเสี่ยงการแตกหักในระยะยาว

วิธีเตรียมตัวก่อนเข้ารักษารากฟัน

การเตรียมตัวที่เหมาะสมก่อนเข้ารับการรักษารากฟันจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความกังวล ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยมีแนวทางในการเตรียมตัวดังนี้

 

  • ควรรับประทานอาหารมาก่อนเข้ารับการรักษา เพราะหลังทำอาจมีอาการชาหรือระบม ทำให้รับประทานอาหารลำบาก
  • แปรงฟันและทำความสะอาดช่องปากให้เรียบร้อยก่อนมาพบทันตแพทย์ เพื่อช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
  • แจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทานเป็นประจำ และโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน หรือการแพ้ยา ให้ทันตแพทย์ทราบ
  • หากมีอาการหวัด ไอ ไข้ หรือป่วย ควรแจ้งล่วงหน้าเพื่อพิจารณาเลื่อนนัดหากจำเป็น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และมาถึงก่อนเวลานัดเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวและทำใจให้ผ่อนคลาย
  • หากกังวลหรือกลัวการทำฟัน สามารถแจ้งทันตแพทย์ได้ เพื่อปรับวิธีการรักษาและการดูแลให้เหมาะสม

การรักษารากฟันมีขั้นตอนอย่างไร?

การรักษารากฟันคือกระบวนการที่ทำเป็นลำดับขั้นเพื่อกำจัดเชื้อและรักษาฟันซี่เดิมไว้ให้ใช้งานได้ต่อ โดยขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้

 

  • ตรวจฟันและถ่าย X-ray เพื่อประเมินปัญหา ทันตแพทย์จะตรวจสภาพฟัน เหงือก และกระดูก พร้อมถ่ายเอกซเรย์เพื่อดูจำนวนราก ความยาวคลองราก และตำแหน่งของการติดเชื้อ
  • ฉีดยาชาเฉพาะจุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา และช่วยให้สามารถทำหัตถการได้อย่างสบาย
  • เปิดโพรงประสาทฟัน โดยเจาะเปิดตัวฟันเพื่อเข้าถึงคลองรากฟันที่มีเส้นประสาทและเชื้ออยู่ภายใน
  • ทำความสะอาดคลองรากฟัน ใช้เครื่องมือพิเศษขูดเอาเนื้อเยื่อประสาทและเชื้อแบคทีเรียออกจากคลองรากฟัน
  • ล้างคลองรากฟันด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อกำจัดเชื้อที่เหลืออยู่และลดความเสี่ยงการติดเชื้อซ้ำ
  • อุดคลองรากฟัน ด้วยวัสดุเฉพาะเพื่อปิดผนึกคลองรากฟันไม่ให้เชื้อเข้าไปใหม่
  • ปิดโพรงฟันด้านบนด้วยวัสดุอุดฟันชั่วคราวหรือถาวร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากน้ำลายและแบคทีเรีย
  • ทำครอบฟัน (หากจำเป็น) ในกรณีที่ฟันเปราะหรือสูญเสียเนื้อฟันมาก เพื่อเสริมความแข็งแรงและป้องกันฟันแตก
  • นัดติดตามผลหลังการรักษา เพื่อตรวจดูการหายของเนื้อเยื่อและประเมินว่ามีการติดเชื้อซ้ำหรือไม่

 

วิธีดูแลหลังรักษารากฟัน

วิธีดูแลหลังรักษารากฟัน

การดูแลตัวเองหลังรักษารากฟันอย่างถูกวิธีจะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดอาการปวด และป้องกันการติดเชื้อซ้ำ โดยมีแนวทางดังนี้

 

  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็งหรือเหนียวด้านที่รักษาในช่วง 1-2 วันแรก เพื่อลดแรงกระแทกต่อฟันและปลายราก
  • หากมีอาการระบมหรือปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวดตามที่ทันตแพทย์แนะนำได้
  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันตามปกติ แต่ควรทำอย่างเบามือบริเวณฟันที่รักษา
  • หลีกเลี่ยงการกัดของแข็ง เช่น น้ำแข็ง เมล็ดถั่ว หรือการใช้ฟันเปิดของ
  • มาพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลและพิจารณาทำครอบฟันหากจำเป็น
  • หากมีอาการปวด บวม มีหนอง หรือไข้หลังการรักษา ควรรีบกลับไปพบทันตแพทย์ทันที

การรักษารากฟันเจ็บไหม?

โดยทั่วไปการรักษารากฟันเจ็บน้อยมาก เพราะทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะจุดก่อนเริ่มทำ ทำให้ระหว่างรักษาแทบไม่รู้สึกเจ็บ อาจรู้สึกตึงหรือกดเล็กน้อย หลังการรักษาอาจมีอาการระบมหรือปวดเล็กน้อย 1-2 วัน ซึ่งสามารถทุเลาได้ด้วยยาแก้ปวดและจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง

การรักษารากฟัน ใช้เวลาในการรักษากี่ครั้ง?

จำนวนครั้งในการรักษาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของฟัน จำนวนราก และระดับการติดเชื้อ โดยทั่วไปจะใช้ประมาณ 1-3 ครั้ง ฟันที่ติดเชื้อไม่รุนแรงอาจทำเสร็จในครั้งเดียว ส่วนฟันที่มีหนองหรือคลองรากซับซ้อนอาจต้องแบ่งทำหลายครั้ง

การรักษารากฟัน ใช้เวลานานแค่ไหน?

ในแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 45-90 นาที ขึ้นอยู่กับชนิดของฟัน (ฟันหน้า ฟันกราม) และความยากง่ายของคลองรากฟัน ฟันกรามซึ่งมีหลายรากมักใช้เวลานานกว่าฟันหน้า

ทำไมควรรักษารากฟันแทนการถอนฟัน?

เพราะการรักษารากฟันช่วยเก็บฟันซี่ธรรมชาติไว้ได้ ทำให้ยังสามารถเคี้ยวอาหาร พูด และสบฟันได้ตามปกติ ช่วยป้องกันไม่ให้ฟันข้างเคียงล้ม ลดปัญหาการสบฟันผิดปกติ และช่วยคงโครงหน้าและรอยยิ้มไว้ได้ในระยะยาว ซึ่งดีกว่าการถอนฟันแล้วต้องใส่ฟันปลอมหรือรากเทียมภายหลัง

รักษารากฟัน ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

การรักษารากฟันเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความแม่นยำและประสบการณ์ของทันตแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลวิภาวดีมีทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ ช่วยให้การรักษาราบรื่น ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสเก็บฟันธรรมชาติไว้ใช้งานได้นานที่สุด พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย ช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำ รักษาได้ตรงจุด ลดระยะเวลาในการทำ และลดอาการเจ็บปวดระหว่างทำการรักษา พร้อมการดูแลติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้ผู้เข้ารับบริการมั่นใจได้ว่าจะกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสได้อีกครั้ง

สรุป

การรักษารากฟันเป็นวิธีที่ช่วยเก็บฟันซี่ธรรมชาติไว้ได้ แม้ฟันจะผุลึกหรือมีการติดเชื้อแล้วก็ตาม หากรักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยหยุดอาการปวด ลดการลุกลามของเชื้อ และไม่ต้องสูญเสียฟันไปโดยไม่จำเป็น ขั้นตอนการรักษาในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะมียาชาและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทำได้อย่างสบายมากขึ้น ที่สำคัญคือการมาพบทันตแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และได้ผลดีกว่าในระยะยาว ดังนั้นหากมีอาการปวด เสียว หรือบวมที่ฟัน อย่ารอให้รุนแรง ควรรีบตรวจและรักษาเพื่อสุขภาพฟันที่ดีไปได้นานๆ

 

หากคุณเริ่มมีอาการปวดฟัน เสียวฟัน ฟันผุลึก หรืออยากตรวจสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษารากฟันด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ทันสมัย และใส่ใจในทุกรายละเอียดของผู้เข้ารับบริการ เพื่อให้คุณกลับมายิ้มและใช้งานฟันได้อย่างมั่นใจในระยะยาว


FAQ

เพราะหลังรักษารากฟันแล้ว ฟันจะไม่มีเส้นประสาทและเลือดมาเลี้ยง ทำให้เนื้อฟันเปราะและแตกหักง่ายขึ้น การทำครอบฟันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้ฟัน รับแรงเคี้ยวได้ดี และป้องกันไม่ให้ฟันแตกในอนาคต โดยเฉพาะในฟันกรามที่ต้องรับแรงบดเคี้ยวสูง

หากรักษาอย่างถูกต้องและดูแลดี ฟันที่รักษารากแล้วสามารถอยู่ได้นานหลายปีหรือเป็นสิบปี การทำครอบฟันร่วมด้วยจะช่วยยืดอายุการใช้งาน และการแปรงฟัน ตรวจฟันสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

ราคาขึ้นอยู่กับชนิดของฟัน จำนวนราก และความยากง่ายของการรักษา โดยทั่วไปฟันหน้าจะถูกกว่าฟันกราม และกรณีที่ต้องรักษาซ้ำหรือผ่าตัดปลายรากจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ควรให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินก่อนเพื่อแจ้งราคาอย่างชัดเจน

สามารถกินได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวด้านที่รักษาในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก และหลีกเลี่ยงของแข็ง เหนียว หรือร้อนจัด เพื่อป้องกันฟันแตกหรือระคายเคืองบริเวณที่รักษา

ราคาต่อซี่ขึ้นกับว่าเป็นฟันหน้า ฟันกรามน้อย หรือฟันกรามใหญ่ รวมถึงจำนวนคลองรากฟัน โดยฟันกรามที่มีหลายรากจะราคาสูงกว่า และหากต้องทำครอบฟัน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแยกต่างหาก

เด็กสามารถรักษารากฟันได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ฟันน้ำนมหรือฟันแท้ติดเชื้อหรือปวดรุนแรง ทันตแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะกับพัฒนาการของรากฟัน เพื่อป้องกันการลุกลามและรักษาฟันไว้ให้นานที่สุด

อาจคล้ำได้ในบางกรณี เพราะเส้นประสาทตายและเลือดไม่มาเลี้ยงเหมือนเดิม แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฟอกสีฟันจากด้านในหรือการทำครอบฟัน/วีเนียร์ เพื่อให้สีฟันกลับมาดูเป็นธรรมชาติ

ทันตแพทย์อาจพิจารณารักษารากซ้ำ ผ่าตัดปลายรากฟัน หรือถอนฟัน ขึ้นอยู่กับสภาพฟันและกระดูก หากไม่สามารถเก็บฟันไว้ได้จริง อาจแนะนำให้ใส่รากฟันเทียมหรือฟันปลอมแทน

เพราะบางครั้งเส้นประสาทฟันอาจตายแล้วโดยไม่แสดงอาการปวด แต่มีการติดเชื้อเรื้อรังที่ปลายราก หากปล่อยไว้จะลุกลามและทำลายกระดูกได้ จึงควรรักษาตั้งแต่พบความผิดปกติ

สามารถจัดฟันได้ แต่ต้องให้ทันตแพทย์ตรวจประเมินก่อนว่าปลายรากฟันแข็งแรงดี ไม่มีการติดเชื้อ และไม่มีการละลายของรากฟัน เพื่อความปลอดภัยในการเคลื่อนฟันระหว่างการจัดฟัน

บทความที่เกี่ยวข้อง