มะเร็งตับ

มะเร็งตับ

          มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็นมะเร็งที่พบอันดับแรกในชายไทย (40.5 ราย/ประชากร 1 แสนคน) และเป็นอันดับที่ 3 ของหญิงไทย (16.3 ราย/ประชากร 1 แสนคน) โดยมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นมาก ในผู้ป่วยตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบบีและซีชนิดเรื้อรัง รวมถึงผู้บริโภคแอลกอฮอล์เป็นนิจ มะเร็งตับมีการดำเนินของโรคเร็วมาก ซึ่งผู้ป่วยมักถึงแก่กรรมใน 2-4 เดือน หลังได้รับการวินิจฉัย

อาการ

          ระยะแรก ๆ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ ระยะต่อมาส่วนใหญ่จะมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด แน่นท้อง ปวดเสียดชายโครงขวาหรืออาจคลำก้อนได้ในบริเวณดังกล่าว น้อยรายที่มีอาการตัวเหลือง

การตรวจวินิจฉัย

         แนะว่าควรทำในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ป่วยตับแข็ง ตับอักเสบบี หรือซีชนิดเรื้อรัง ตลอดจนผู้ที่ดื่มสุรา โดยใช้วิธีการตรวจร่วมกันคือ

1.      การเจาะเลือดตรวจระดับแอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha Fetoprotein : AFP) ซึ่งเป็นสารที่เซลล์มะเร็งผลิตออกมา ค่าที่ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งตับคือ AFP ตั้งแต่ 400ng/ml ขึ้นไป

2.      การตรวจทางรังสีวิทยา เพื่อตรวจหาก้อนในตับ (Liver Mass) ได้แก่ การใช้อัลตร้าซาวด์ ตรวจเนื้อตับ (Ultrasonography) หรือใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan 64 Slice) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) โดยเฉพาะการตรวจ 2 อย่างหลังสามารถมองหาแขนงของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งในตับได้

3.      การเจาะตรวจเนื้อตับ (Liver Biopsy) ใช้ในกรณีที่ผลการตรวจข้อ 1 และ 2 ไม่ชัดเจน วิธีนี้ให้การวินิจฉัยมะเร็งตับได้แม่นยำที่สุด เพราะเป็นการนำตัวอย่างก้อนในตับมาตรวจ ทางพยาธิวิทยา แต่มีความเสี่ยงสูงกับภาวะแทรกซ้อนและยังมีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่มีน้ำใน ช่องท้องหรือท้องมาน

การรักษา

1.      การผ่าตัด (Hepatic Resection) เป็นวิธีที่ดีที่สุด หวังผลการรักษาให้หายขาดได้ ถ้าขนาดของก้อนในตับเล็กกว่า 3 ซม. และการทำงานของตับยังสมบูรณ์อยู่ แต่มีผู้ป่วยมะเร็งตับเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่สามารถผ่าตัดได้

2.      การฉีดยาเคมีและสารอุดกั้นหลอดเลือดเลี้ยงก้อนมะเร็ง (Transarterial Oily Chemoembolization : TOCE) เป็นวิธีที่ทำให้ก้อนมะเร็งในตับยุบตัวลง สามารถนำมาใช้ ร่วมกับการผ่าตัดได้ ในกรณีที่ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กกว่า 5 ซม. ในก้อนขนาดใหญ่ วิธีรักษานี้สามารถให้อัตราอยู่รอดโดยเฉลี่ย 9 เดือน  มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถยืด อายุขัยได้ถึง 5 ปี

3.      การฉีดสารแอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็ง (Percutaneous Ethanol Injection : PEI) ผ่านทางผิวหนัง ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะผู้ป่วยมักปวดแสบบริเวณผิวหนังที่ฉีด เป็นอย่างมาก

4.      การใช้เคมีบำบัด (Systemic Chemotherapy) สำหรับบรรเทาอาการของมะเร็ง ซึ่งผลการรักษายังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

การป้องกันและการตรวจคัดกรอง

-        การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี ช่วยลดการเกิดมะเร็งตับจากตับอักเสบบีเรื้อรังได้ อย่างไรก็ตามทั่วโลกยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อตับอักเสบซี ทำให้ตับอักเสบซีเรื้อรัง ยังเป็นปัญหาความเสี่ยงต่อมะเร็งตับในอนาคต

-         งดดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ป่วยตับแข็งและไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง มีการศึกษาพบว่าแอลกอฮอล์ทำให้ตับแข็งและไวรัสตับอักเสบมีการดำเนินเป็นมะเร็งตับได้เร็วขึ้น

-        ควรตรวจคัดกรองหามะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ทุก ๆ 6-12 เดือน โดยการเจาะเลือดตรวจหาระดับ AFP ร่วมกับการตรวจ Ultrasound 


                                            ด้วยความปรารถนาดีจาก
                           ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี