โรคกระดูกพรุน คืออะไร สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบที่คุกคามคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน ภาวะที่มวลกระดูกลดลงจนเปราะบางนี้มักไม่แสดงอาการเตือนจนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุกระดูกหักที่รุนแรง 

การทำความเข้าใจว่าโรคกระดูกพรุน คืออะไร ทราบสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการป้องกัน เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาความแข็งแรงของโครงสร้างร่างกายและลดความเสี่ยงภาวะทุพพลภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Key Takeaways

  • โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่มวลกระดูกบางลงจนเปราะหักง่าย มักเกิดขึ้นบริเวณข้อสะโพก สันหลัง และข้อมือ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับน้ำหนักตัวและการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน จนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต
  • ปัจจัยเสี่ยงมีทั้งส่วนที่ควบคุมได้และไม่ได้ เช่น อายุที่มากขึ้น พันธุกรรม และการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยทอง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการได้รับแคลเซียมหรือวิตามินดีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • อาการที่ควรระวัง ได้แก่ อาการปวดหลังเรื้อรัง ส่วนสูงที่ลดลงอย่างผิดสังเกต หรือลักษณะรูปร่างที่เริ่มมีหลังค่อมโค้ง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จนกระดูกหัก อาจทำให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงและเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หรือแผลกดทับ

สารบัญบทความ

โรคกระดูกพรุน คืออะไร

โรคกระดูกพรุน มีกี่ประเภท

โรคกระดูกพรุน อาการเป็นอย่างไร

โรคกระดูกพรุน เกิดจากอะไรบ้าง

โรคกระดูกพรุน อันตรายอย่างไร

ขั้นตอนวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

วิธีรักษาโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน ป้องกันอย่างไรดี?

ตรวจร่างกายโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

โรคกระดูกพรุน คือภัยเงียบที่ควรเฝ้าสังเกตอาการเมื่ออายุมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกพรุน


โรคกระดูกพรุน คืออะไร

โรคกระดูกพรุน หรือ Osteoporosis คือภาวะที่มวลและความหนาแน่นของกระดูกน้อยลง โดยส่วนที่พบมากที่สุด ได้แก่ กระดูกข้อสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกปลายแขน ส่งผลให้กระดูกเปราะบาง แตกหักได้ง่ายและผิดรูป ทำให้ไม่สามารถรับแรงกระแทกหรือรับน้ำหนักร่างกายได้

กระดูกพรุน คือโรคที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้และอันตรายมากขึ้นเมื่อประสบอุบัติเหตุ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาภายหลัง ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมากกว่า 1 ล้าน ซึ่งกว่า 25% เป็นผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

  • ฟื้นฟูข้อเข่าเสื่อมให้กลับมาเดินสะดวก ลดอาการปวดบวมด้วยวิธีบริหารและการดูแลที่ทันสมัย : ข้อเข่าเสื่อม

โรคกระดูกพรุน มีกี่ประเภท

หากแบ่งตามสาเหตุการเกิดโรค สามารถแบ่งโรคกระดูกพรุนได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • กระดูกพรุนชนิดปฐมภูมิ (Primary Osteoporosis): เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย พบกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มวลกระดูกลดลงตามวัย และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยยับยั้งการสลายกระดูก รวมถึงโรคทางพันธุกรรมในเด็ก
  • กระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ (Secondary Osteoporosis): เกิดจากปัจจัยภายนอก พบได้ทุกวัย เช่น โรคเรื้อรัง (เบาหวาน, รูมาตอยด์, โรคตับ/ไต) ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมนไทรอยด์สูง, การผ่าตัดรังไข่) รวมถึงการใช้ยาบางชนิดหรือพฤติกรรมการทานอาหาร
     

เจาะลึกการฉีดยาระงับปวดเข้าโพรงกระดูกสันหลัง พร้อมข้อควรระวังและผลข้างเคียงที่คุณต้องรู้ก่อนรักษา : ฉีดยาเข้าโพรงกระดูกสันหลัง ผลข้างเคียง


โรคกระดูกพรุน อาการเป็นอย่างไร

กระดูกเสื่อม ห้ามกินอะไร

เนื่องด้วยโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับกระดูกภายในร่างกาย จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีปัญหากระดูกพรุน กว่ารู้ตัวอีกทีก็ตอนประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก แต่ในความจริง สามารถสังเกตอาการโรคกระดูกพรุนได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • มีอาการปวดหลังเรื้อรัง
  • มีปัญหาหลังค่อมหรือหลังโค้ง
  • ระดับความสูงของร่างกายลดลง
  • กระดูกแตกหักง่าย
     

บอกลาความเจ็บปวดด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แผลเล็ก ฟื้นตัวไว กลับมาเดินได้มั่นใจอีกครั้ง : เปลี่ยนข้อเข่าเทียม


โรคกระดูกพรุน เกิดจากอะไรบ้าง

การเกิดโรคกระดูกพรุนมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยแบ่งออกเป็นปัจจัยภายในที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยภายนอกที่เกิดจากพฤติกรรมซึ่งเราสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงได้ ดังนี้

  • ทำความเข้าใจภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน สาเหตุของอาการปวดหลังและชาขา พร้อมแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง : spondylolisthesis คือ
     

ปัจจัยภายใน

  • อายุที่มากขึ้น: เมื่อก้าวเข้าสู่วัยชรา ร่างกายจะมีอัตราการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างใหม่ ทำให้กระดูกสูญเสียความหนาแน่นและความแข็งแรงไปตามกาลเวลา
  • พันธุกรรม: หากมีบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้อง มีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย จะส่งผลให้มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้น
  • เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยรักษามวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กระดูกสลายตัวไวขึ้น
     

ปัจจัยภายนอก

  • การขาดสารอาหาร: การได้รับแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มวลกระดูกลดลงและกระดูกอ่อนแอ
  • พฤติกรรมต่าง ๆ : การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป ส่งผลเสียโดยตรงต่อเซลล์สร้างกระดูกและขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
  • การขาดการออกกำลังกาย: การใช้ชีวิตแบบเคลื่อนไหวน้อยหรือไม่ค่อยขยับร่างกาย จะทำให้ขาดแรงกระตุ้นในการสร้างมวลกระดูกใหม่
  • การใช้ยาบางชนิด: การได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือยารักษาโรคประจำตัวบางประเภท อาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของมวลกระดูกในร่างกาย

โรคกระดูกพรุน อันตรายอย่างไร

โรคกระดูกพรุน ขาดวิตามินอะไร

โรคกระดูกพรุนมักถูกขนานนามว่าเป็น "มรณะเงียบ" เพราะผู้ป่วยมักไม่ทราบว่ามวลกระดูกลดลงจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยแต่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อร่างกาย ซึ่งอันตรายของโรคนี้มีหลายมิติ ดังนี้

  • เสี่ยงกระดูกหัก: เมื่อกระดูกพรุนเปราะบาง แม้เพียงการไอ จาม หรือการบิดตัวผิดจังหวะ ก็อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบตัวหรือหักได้ ซึ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานและต้องนอนพักฟื้นบนเตียงเป็นเวลานานหลายเดือน
  • ใช้ชีวิตลำบาก: อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่มีการขยับตัว ส่งผลให้การทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานกลายเป็นเรื่องยากลำบากและต้องพึ่งพาผู้อื่น
  • เสียบุคลิกภาพ: ผู้ป่วยมักจะมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป เช่น หลังโก่ง ค่อมลง หรือส่วนสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการยุบตัวของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้กระดูกต้นขามักจะหักได้ง่ายเมื่อเกิดการล้ม
  • ต้องผ่าตัด: ผู้ป่วยมักต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อใส่เหล็กดัดหรือทดแทนข้อสะโพกที่หัก แต่ในรายที่มีโรคประจำตัวแทรกซ้อนอาจมีความเสี่ยงสูงจนไม่สามารถผ่าตัดได้
  • ภาวะทุพพลภาพ: มากกว่าครึ่งของผู้ป่วยกระดูกต้นขาหักจะไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกตามปกติ แม้จะผ่านการผ่าตัดมาแล้วก็ตาม
  • เสี่ยงต่อภาวะผู้ป่วยติดเตียงและเสียชีวิต: การต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียงนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอันตราย เช่น ปอดบวม แผลกดทับที่สะโพก หรือการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาต่อมา
     

ไขข้อผู้สูงวัยให้เคลื่อนไหวคล่องตัว ด้วยนวัตกรรมการฟื้นฟูและชะลอความเสื่อมของกระดูก : กระดูกเสื่อมในผู้สูงอายุ รักษา


ขั้นตอนวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

เนื่องจากโรคกระดูกพรุนมักไม่แสดงอาการเตือนในระยะแรก เทคโนโลยีทางการแพทย์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจหาความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์กระดูกหัก โดยมีขั้นตอนการวินิจฉัย ดังนี้

  • การตรวจความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density – BMD): เป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด โดยการใช้รังสีเอกซ์ปริมาณต่ำวัดปริมาณแร่ธาตุในกระดูกบริเวณที่เสี่ยงหักง่าย เช่น กระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ 
  • การซักประวัติและตรวจสุขภาพ: ประเมินความเสี่ยงจากประวัติครอบครัว พฤติกรรมการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร รวมถึงประวัติการใช้ยาหรือฮอร์โมน เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้มวลกระดูกลดลงเร็วกว่าปกติ
  • การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อตรวจสอบการทำงานของร่างกายในเชิงลึก เช่น ระดับวิตามินดี การทำงานของต่อมไทรอยด์ และสมดุลของฮอร์โมนต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยคัดกรองโรคอื่นที่ส่งผลกระทบต่อกระดูก เช่น โรคไต หรือภาวะผิดปกติในการดูดซึมแคลเซียม
     

สังเกตสัญญาณหลังค่อม ปวดหลังเรื้อรังจากกระดูกสันหลังยุบ พร้อมวิธีรักษาเพื่อคืนบุคลิกภาพที่ดี : กระดูกสันหลังยุบ


วิธีรักษาโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน รักษาหายไหม? จุดประสงค์หลักของการรักษาคือการลดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก โดยแพทย์จะประเมินแนวทางที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งกระดูกพรุน รักษาครอบคลุมทั้งการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา ดังนี้

1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  • เสริมแคลเซียม: อายุ 19-50 ปี ควรได้รับ 800 มก./วัน ส่วนอายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 1,000 มก./วัน (ไม่ควรเกิน 1,500 มก.)
  • เสริมวิตามินดี: อายุ 18-70 ปี ควรได้รับอย่างน้อย 600 ยูนิต/วัน และอายุ 71 ปีขึ้นไป ควรได้รับ 800 ยูนิต/วัน
  • ปรับไลฟ์สไตล์: รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเพิ่มมวลกระดูกตามคำแนะนำของแพทย์ และงดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
  • ป้องกันการหกล้ม: จัดสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยให้ปลอดภัย ตรวจวัดสายตา และใช้อุปกรณ์ช่วยเดินหากจำเป็น เพื่อลดอุบัติเหตุ
     

2. การรักษาโดยการใช้ยา

  • ยากลุ่มยับยั้งการสลายกระดูก (Antiresorptive Agents): ช่วยลดอัตราการทำลายเนื้อกระดูก มีทั้งรูปแบบรับประทานและยาฉีด
  • ยากลุ่มกระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic Agents): ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก มักอยู่ในรูปแบบยาฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด

โรคกระดูกพรุน ป้องกันอย่างไรดี?

การสร้างความแข็งแรงให้มวลกระดูกควรเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กและทำต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อสะสมต้นทุนกระดูกให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วัยโรคกระดูกเสื่อม โดยมีแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะโรคกระดูกพรุน ดังนี้

  • เน้นการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต ชีส รวมถึงปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และผักใบเขียวเข้ม หากจำเป็นต้องทานแคลเซียมเสริมควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับปริมาณที่เหมาะสมต่อช่วงวัย
  • ควรออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกเบา ๆ หรือการลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เช่น การเดินเร็ว การวิ่ง หรือการยกน้ำหนัก อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่
  • ออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ประมาณ 10-15 นาทีต่อวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก
  • งดการสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากสารเหล่านี้ขัดขวางกระบวนการดูดซึมแคลเซียมและส่งผลเสียต่อเซลล์สร้างกระดูกโดยตรง
  • ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density - BMD) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหรือผู้สูงอายุ

ตรวจร่างกายโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

เนื่องจากการตรวจสุขภาพทั่วไปหรือการเอกซเรย์ปกติไม่สามารถตรวจพบภาวะกระดูกพรุนนี้ได้ในระยะแรกเริ่ม เทคโนโลยีเฉพาะทางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประเมินสุขภาพกระดูก ดังนี้

  • การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density : BMD): เป็นวิธีหลักในการวินิจฉัย โดยใช้เครื่องมือที่อาศัยหลักการทางเอกซเรย์เพื่อวัดปริมาณมวลกระดูกว่ามีความหนาแน่นมากน้อยเพียงใด
  • การเปรียบเทียบค่ามาตรฐาน: เครื่องจะนำมวลกระดูกที่วัดได้ไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน (ปัจจุบันมักอ้างอิงจากค่ามวลกระดูกของสตรีชาวญี่ปุ่น) เพื่อระบุว่าระดับกระดูกของคุณอยู่ในเกณฑ์ปกติ กระดูกบาง หรือเข้าสู่ภาวะโรคกระดูกพรุนแล้ว

โรคกระดูกพรุน คือภัยเงียบที่ควรเฝ้าสังเกตอาการเมื่ออายุมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน คือภัยเงียบที่ทำลายความแข็งแรงของร่างกายจากภายใน การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและการตรวจมวลกระดูกอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย หรือการรับมือด้วยวิธีทางการแพทย์ การดูแลกระดูกตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดี เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และห่างไกลจากภาวะกระดูกหักที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

ที่คลินิก กระดูกและข้อ โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณด้วยโปรแกรมตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) ที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสากล พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ทั้งการให้ยาฉีดกระตุ้นสร้างกระดูก และทีมนักกายภาพบำบัดที่จะช่วยออกแบบตารางฝึกกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการล้มอย่างถูกวิธี ช่วยให้คุณรักษาความมั่นคงของโครงสร้างร่างกายและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัยครับ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระดูกพรุน

กระดูกส่วนไหนที่พบโรคกระดูกพรุนได้มากที่สุด?

บริเวณที่พบปัญหากระดูกพรุนมากที่สุด ได้แก่กระดูกข้อสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกปลายแขน

โรคกระดูกพรุนรักษาหายไหม?

โรคกระดูกพรุนไม่สามารถหายได้เอง ต้องรักษาด้วยยากินหรือยาฉีด รวมถึงดูแลสุขภาพและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

วิตามินชนิดไหนที่ช่วยบำรุงกระดูกมากที่สุด?

วิตามินดี เพราะเป็นวิตามินที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็ก สำหรับแหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ เนื้อปลา เห็ด ตับ น้ำมันตับปลา ไข่แดง นอกจากนี้ แสงแดดอ่อน ๆ ยังช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีในร่างกายอีกด้วย

คนเป็นโรคกระดูกพรุนควรงดกินอะไร?

คนที่มีปัญหากระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อาหารสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง หรือน้ำมันพืชเติมไฮโดรเจน

คนเป็นโรคกระดูกพรุนควรออกกำลังกายแบบไหน?

ควรออกกำลังกายในท่าที่มีการลงน้ำหนักที่กระดูก อย่างการเดิน วิ่งเหยาะ ๆ แอโรบิค ขี่จักรยาน เพื่อกระตุ้นให้กระดูกหนาขึ้น


References

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-561-1111

02-058-1111

แผนกศัลยกรรมและออร์โธปิดิกส์ เปิดทำการ 08.00 - 19.00 น. ทุกวัน
ติดต่อสอบถามนัดหมายได้ที่ 0-2561-1111 , 0-2058-1111 ต่อ 4142-3


ทีมแพทย์โรคกระดูกพรุน คืออะไร สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษา