อาการปวดเข่าเมื่อลุกนั่งหรือเดินขึ้นบันได อาจไม่ใช่แค่เรื่องของวัยที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นสัญญาณเตือนของ "โรคข้อเข่าเสื่อม" ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอจนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน การทำความเข้าใจสาเหตุ ระยะของโรค และวิธีการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นคงและไร้อาการปวดอีกครั้ง
Key Takeaways
- โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกสึกหรอลง ทำให้กระดูกเข่าเสียดสีกันจนเกิดอาการปวดและอักเสบในที่สุด
- สังเกตสัญญาณเตือนโรคข้อเข่าเสื่อม 4 ระยะ อาการจะเริ่มจากปวดเล็กน้อยเมื่อใช้งาน ไปจนถึงระยะรุนแรงที่มีอาการปวดข้อเข่าตลอดเวลา ข้อติดแข็ง และขาอาจโก่งผิดรูปได้
- อายุและพันธุกรรมเป็นสิ่งที่คุมไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมได้ด้วยการคุมน้ำหนักตัวและปรับเปลี่ยนท่าทางในการใช้ชีวิต
- หากตรวจพบโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก แพทย์สามารถรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ทำกายภาพบำบัด หรือใช้ยา เพื่อชะลอความเสื่อมของข้อ
- ทางเลือกการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรับไลฟ์สไตล์ไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมสมัยใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติและไร้ความทรมาน
สารบัญบทความ
โรคข้อเข่าเสื่อม คืออะไร
ระยะอาการของโรคข้อเข่าเสื่อม มีกี่ระยะ
อาการโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นอย่างไร
โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอะไร
กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
ปวดหัวเข่าแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ทำได้อย่างไร
การป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม ทำได้อย่างไร
โรคข้อเข่าเสื่อม รีบสังเกตอาการ รักษาไว โอกาสหายเพิ่มมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือ ภาวะเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular Cartilage) ที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกและช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้ลื่นไหล เมื่อเนื้อเยื่อส่วนนี้สึกหรอหรือบางลง จะทำให้กระดูกเกิดการเสียดสีกันโดยตรงจนเกิดความเสียหาย
ภาวะดังกล่าวส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง ข้อเข่าบวมอักเสบ มีเสียงดังในข้อขณะขยับ รวมถึงเกิดปัญหาข้อติดแข็งจนเคลื่อนไหวลำบาก หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มขึ้นจนโครงสร้างข้อเข่าผิดปกติ ขาโก่งงอ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

ความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตามความเสื่อมสภาพของข้อ ดังนี้
- ระยะที่ 1 (Minor): กระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอเพียงเล็กน้อย อาการข้อเข่าเสื่อมระยะแรกมักไม่มีอาการแสดงชัดเจนจนไม่ทันสังเกตเห็น ส่วนใหญ่มักตรวจพบจากการคัดกรองสุขภาพ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะนี้จะช่วยชะลอความเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ระยะที่ 2 (Mild): เริ่มมีการสึกหรอมากขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดข้อเข่าหรือได้ยินเสียงดังกรอบแกรบ (Crepitus) ขณะเคลื่อนไหว เช่น เดินขึ้นลงบันไดหรือลุกนั่ง โดยอาการปวดมักจะทุเลาลงเมื่อได้พัก
- ระยะที่ 3 (Moderate): พื้นที่ระหว่างข้อเข่าแคบลงจากการที่กระดูกอ่อนสึกกร่อนไปมาก ส่งผลให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเข่าจนปวดรุนแรงขึ้น มีอาการข้อติดฝืดขัด เคลื่อนไหวไม่สะดวก และอาจพบอาการบวมอักเสบร่วมด้วย
- ระยะที่ 4 (Severe): ระยะรุนแรงที่สุดเนื่องจากกระดูกอ่อนถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเข่าตลอดเวลาแม้ขณะพัก ไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุด เคลื่อนไหวลำบากมาก และมักสังเกตเห็นข้อเข่าบวมหรือโก่งผิดรูปชัดเจน
อาการข้อเข่าเสื่อมมักเริ่มต้นจากการเจ็บปวดเล็กน้อยที่หลายคนมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แต่แท้จริงแล้วคือสัญญาณเตือนสำคัญที่คุณควรเริ่มสังเกตและรีบดูแลสุขภาพข้อเข่า โดยอาการข้อเข่าเสื่อมทั่วไปที่พบบ่อยมีดังนี้
- มีอาการปวดเข่าเด่นชัดเมื่อต้องรับน้ำหนัก เช่น เวลาเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบ นั่งสมาธิ หรือยืนเป็นเวลานาน
- ได้ยินเสียงกรอบแกรบหรือเสียงดังในข้อเข่าขณะที่มีการเคลื่อนไหว (Crepitus)
- รู้สึกเข่าฝืดขัดตึงในช่วงหลังตื่นนอน หรือหลังจากนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ จนต้องขยับสักพักจึงจะดีขึ้น
- รู้สึกตึงบริเวณเข่าจนไม่สามารถเหยียดขาให้ตรงหรือพับงอขาได้สุดเหมือนเดิม
- พบอาการเข่าบวม แดง หรือรู้สึกมีความร้อนบริเวณรอบข้อเข่า ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นภายใน

การเสื่อมสภาพของข้อเข่าไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน สาเหตุของOA Knee คืออะไรบ้าง? ดังนี้
- อายุและการใช้งาน: ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากอายุมากขึ้น กระดูกอ่อนจะเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา โดยทั่วไปมักเริ่มพบปัญหาในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
- น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน: ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Obesity) จะทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดทับมาก ส่งผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอเร็วกว่าปกติ
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต: ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการใช้งานข้อเข่าในท่าทางที่มีแรงกดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ นั่งสมาธิ หรือการยกของหนักเป็นประจำ
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: บุคคลที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวสายตรงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคได้มากกว่าปกติ
- การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ: เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณเข่า เช่น ข้อเคลื่อน กระดูกสะบ้าแตก หรือมีภาวะเส้นเอ็นฉีกขาดจากการเล่นกีฬา ซึ่งส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพก่อนวัย
- โรคประจำตัวอื่นๆ: ภาวะข้ออักเสบจากโรคบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเกาต์ (Gout) ที่เข้าไปทำลายโครงสร้างของข้อเข่าโดยตรง
แม้ภาวะข้อเข่าเสื่อมจะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเมื่ออายุมากขึ้น แต่ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่มีปัจจัยกระตุ้นให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพได้รวดเร็วกว่าปกติ ดังนี้
- ผู้สูงวัยและเพศหญิง: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเพศหญิงมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้มากกว่าเพศชาย
- ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน: กลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 23 ซึ่งส่งผลให้ข้อเข่าต้องแบกรับแรงกดทับที่รุนแรงตลอดเวลา
- ผู้ที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม: บุคคลที่มีประวัติคนในครอบครัวหรือญาติสายตรงเคยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมาก่อน
- ผู้ที่มีประวัติบาดเจ็บ: เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณหัวเข่า หรือมีการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่ส่งผลต่อโครงสร้างข้อ
- ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทาง: เช่น กล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับข้ออักเสบ เช่น โรคเกาต์
- ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าหนักต่อเนื่อง: นักกีฬา หรือผู้ที่ทำงานในลักษณะที่ต้องยกของหนัก ยืนนาน ๆ และการทำงานที่ต้องคุกเข่าบ่อยครั้ง
หากคุณมีอาการปวดเข่ารุนแรงแม้ขณะพัก หรือปวดมากขึ้นเมื่อลงน้ำหนัก ซึ่งแสดงถึงการอักเสบสะสม รวมถึงอาการปวดที่มีอาการบวม ช้ำ รู้สึกร้อนในข้อ หรือมีไข้ร่วมด้วย เพราะอาจเสี่ยงต่อกระดูกเข่าและเส้นเอ็นอักเสบรุนแรง หรือมีเลือดออกในข้อ นอกจากนี้ หากปวดร้าวลงขา งอเข่าได้ไม่สุด จนเดินลำบาก ซึ่งอาจเกิดจากหินปูนเกาะหรือข้อเข่าสึก ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันปัญหาการทรงตัวหรือพิการในอนาคต
- อาการปวดเข่าอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคข้อเข่าเสื่อมระยะต้น ตรวจพบไว รักษาได้ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาให้มากขึ้นได้ในบทความ ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าดีไหม
หากตรวจพบภาวะข้อเข่าเสื่อมได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัด ดังนั้นเมื่อเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณผิดปกติ จึงควรเข้ารับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตามขั้นตอนดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะประเมินจากอาการสำคัญ เช่น อาการปวด ตึง หรือเสียงในข้อ พร้อมตรวจดูลักษณะการเดิน การเคลื่อนไหว และขีดความสามารถในการงอหรือเหยียดขาของผู้ป่วย
- การถ่ายภาพรังสี (X-ray): ใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคโดยละเอียด โดยแพทย์จะพิจารณาจากขนาดช่องว่างระหว่างกระดูกข้อเข่า การตรวจหาภาวะกระดูกงอกบริเวณขอบข้อ รวมถึงตรวจสอบความหนาแน่นของกระดูกใต้กระดูกอ่อน

เป้าหมายสำคัญของการรักษาข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ รวมถึงการรักษาในกลุ่มคนทั่วไป มุ่งเน้นการบรรเทาอาการปวด ช่วยให้ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และชะลอความเสื่อมของข้อให้นานที่สุด โดยศัลยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมตามระยะของโรคและความพร้อมของผู้ป่วย โรคข้อเข่าเสื่อม วิธีรักษามีดังนี้
- การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacological therapy): ข้อเข่าเสื่อม รักษาโดยไม่ใช้ยา มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อกำจัดต้นเหตุของโรค เช่น การลดน้ำหนักตัว การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการเรียนรู้วิธีใช้ข้อเข่าอย่างถูกต้องในชีวิตประจำวัน
- กายภาพบำบัด: ใช้เทคนิคและเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดอาการปวด เช่น การทำอัลตราซาวด์ หรือการเลเซอร์รักษา นอกจากนี้อาจใช้อุปกรณ์พยุงเข่าเสริม แต่ต้องระวังการใช้ต่อเนื่องนานเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบได้
- การรักษาด้วยยา (Pharmacological therapy): มีทั้งรูปแบบยารับประทาน เช่น กลุ่มยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาปรับโครงสร้างข้อ และรูปแบบยาฉีดเข่าเสื่อม ซึ่งการใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น
- การรักษาโดยการผ่าตัด: เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเนื่องจากช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยไม่เจ็บปวดทรมาน ซึ่งมีหลายเทคนิค เช่น
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Arthroplasty): การเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเพื่อเปลี่ยนผิวข้อที่เสื่อมสภาพ
- การผ่าตัดตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy): เป็นการผ่าตัดหัวเข่าเพื่อปรับแนวการรับน้ำหนักของข้อเข่าใหม่
- การผ่าตัดเชื่อมข้อให้ชิดกัน (Arthrodesis): ตามข้อบ่งชี้เฉพาะบุคคล
เมื่อเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมแล้ว จะไม่สามารถฟื้นคืนข้อเข่าให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีวิธีดังนี้
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดี
- ออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
- รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูก
- หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก เช่น ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
- หลีกเลี่ยงการนั่งในท่าที่ทำให้เกิดแรงกดที่ข้อเข่า เช่น นั่งพับเพียบ คุกเข่า นั่งยองๆ นั่งไขว่ห้าง
- หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่มีการปะทะ หรือเกิดแรงกระแทกสูง
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีประวัติบาดเจ็บที่เข่า แม้ภาวะเสื่อมจะคืนสภาพเดิมไม่ได้ทั้งหมด แต่การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันความพิการได้ การใส่ใจดูแลข้อเข่าตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรักษาอิสระในการเคลื่อนไหวให้ยาวนานที่สุด
หากคุณมีอาการเข่าเสื่อม อาการปวดเข่าเรื้อรัง โรงพยาบาลวิภาวดี เรามีคลินิกกระดูกและข้อ พร้อมดูแลด้วยทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยเฉพาะ เรามีบริการตั้งแต่วินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายรังสีที่แม่นยำ การรักษาทางเลือกโดยไม่ต้องผ่าตัด ไปจนถึงนวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว เพื่อให้คุณกลับมาก้าวเดินได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
อาการปวดเข่าแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์?
หากมีอาการปวดเข่าไม่รุนแรง เป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นเฉพาะบางเวลา อาจจะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสังเกตอาการดูก่อน แต่หากมีอาการปวดแม้จะอยู่เฉย ๆ และรู้สึกปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว เข่าติด ยืดได้ไม่สุด หรือมีอาการเข่าบวม รู้สึกร้อนในเข่า แสดงว่าเริ่มมีอาการข้ออักเสบ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาโดยเร็ว
เมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากจนเกินไป หลีกเลี่ยงท่านั่งที่ต้องงอเข่ามาก ๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงกระแทกที่เข่า เช่น กระโดด วิ่ง ยกของที่มีน้ำหนักมาก หากมีอาการปวดสามารถใช้สนับเข่าช่วยพยุงเวลาเดิน และประคบอุ่นเพื่อลดอาการปวดเกร็ง หรือประคบเย็นเมื่อมีอาการบวม
ข้อเข่าเสื่อม รักษาหายไหม?
โรคข้อเข่าเสื่อมไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีหลายวิธีที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และชะลอการเสื่อมไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำได้ตามปกติ เช่น การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม การฉีด PRP การทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นต้น
คนเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเดินออกกำลังกายได้ไหม?
การเดินเป็นวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม เพราะช่วยเสริมความแข็งแรงของข้อเข่าโดยไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกสูง อาจจะเลือกเดินตามสวนสาธารณะ พื้นที่เรียบๆ ไม่ชัน หรือเดินบนลู่วิ่งด้วยความเร็วต่ำ ๆ นอกจากนี้ยังสามารถออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ