เหนื่อยง่าย เดินนิดหน่อยก็หอบ หรือใจสั่นจนผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากโรคลิ้นหัวใจรั่วภัยเงียบที่ค่อย ๆ บั่นทอนสมรรถภาพร่างกายโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว หลายคนมักตั้งคำถามว่า "โรคลิ้นหัวใจรั่วอันตรายไหม?" คำตอบคือหากปล่อยไว้จนหัวใจต้องทำงานหนักเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวที่อันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจสัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งออกมา
บทความนี้จะเจาะลึกอาการให้ชัดเจนว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายอันตราย และเมื่อไหร่ที่ต้องรีบเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังก่อนจะสายเกินแก้
Key Takeaways
- โรคลิ้นหัวใจรั่ว คือการที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท ทำให้เลือดไหลย้อนกลับ ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
- ลิ้นหัวใจรั่ว อาการเหนื่อยง่าย หอบเหนื่อยเมื่อออกแรง หรือนอนราบไม่ได้ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่บ่งบอกว่าหัวใจเริ่มสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมตามอายุ พันธุกรรม การติดเชื้อในกระแสเลือด และความบกพร่องของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด
- การวินิจฉัยที่แม่นยำ ทำได้ด้วยการตรวจ Echocardiogram ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ประเมินระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง
- เทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน มีทั้งการใช้ยา การรักษาผ่านสายสวน เช่น MitraClip หรือ TAVI/TAVR ไปจนถึงการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ
สารบัญบทความ
โรคลิ้นหัวใจรั่ว คืออะไร
โรคลิ้นหัวใจรั่ว มีกี่ระยะ
โรคลิ้นหัวใจรั่ว อาการเป็นอย่างไร
โรคลิ้นหัวใจรั่ว เกิดจากอะไร
การวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจรั่ว
แนวทางการรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว
โรคลิ้นหัวใจรั่ว ป้องกันได้อย่างไรบ้าง
ผ่าตัดลิ้นหัวใจ รักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว อันตรายไหม
ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว ดูแลตัวเองอย่างไร
รักษาลิ้นหัวใจรั่ว ดูแลหัวใจอย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลิ้นหัวใจรั่ว
โรคลิ้นหัวใจรั่ว คืออะไร
โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ปิดไม่สนิท มีรูรั่ว หรือเกิดความเสียหายของโครงสร้างลิ้นหัวใจ ทำให้เลือดสามารถไหลย้อนกลับ (Backflow) แทนที่จะไหลไปข้างหน้าเพียงทางเดียว ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น (Increased Workload) กว่าปกติเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอ เมื่อหัวใจต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะนำไปสู่การขยายตัวของห้องหัวใจ และในที่สุดกล้ามเนื้อหัวใจ อาการจะเริ่มอ่อนแรงลงจนหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
โดยทั่วไป โรคลิ้นหัวใจรั่วมักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด หรือความเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ภาวะที่พบบ่อยในคนไทยคือความผิดปกติของลิ้นหัวใจไมทรัล (Mitral Valve) ซึ่งกั้นระหว่างหัวใจห้องบนซ้าย (Left Atrium) และห้องล่างด้านซ้าย (Left Ventricle) ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และหากเข้าสู่ภาวะรุนแรงอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
- เช็กสัญญาณเตือน อาการคนเป็นโรคหัวใจแบบไหนควรพบแพทย์ด่วน : อาการคนเป็นโรคหัวใจ
โรคลิ้นหัวใจรั่ว มีกี่ระยะ

ทางการแพทย์มักแบ่งระยะความรุนแรงของโรคลิ้นหัวใจรั่วตามลักษณะทางกายภาพและการทำงานของหัวใจ โดยแบ่งได้เป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (Mild Regurgitation): ลิ้นหัวใจเริ่มมีรอยรั่วขนาดเล็ก หัวใจยังสามารถปรับตัวได้ดี (Compensatory Mechanism) ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว อาการจะไม่แสดง และตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น
- ระยะปานกลาง (Moderate Regurgitation): รอยรั่วเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น เลือดไหลย้อนกลับมากขึ้น หัวใจห้องที่เกี่ยวข้องอาจเริ่มมีการขยายตัว ผู้ป่วยอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ
- ระยะรุนแรง (Severe Regurgitation): ลิ้นหัวใจรั่วอย่างมากจนส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดอย่างชัดเจน หัวใจทำงานหนักเกินขีดจำกัด โรคลิ้นหัวใจรั่วระยะสุดท้าย อาการจะหอบเหนื่อยแม้ขณะพัก
โรคลิ้นหัวใจรั่ว อาการเป็นอย่างไร
การสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้ก่อนที่หัวใจจะเสียหายถาวร อาการของโรคลิ้นหัวใจรั่วที่ควรระวัง มีดังนี้
- เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก (Dyspnea): โดยเฉพาะขณะออกแรง เดินไกลขึ้น หรือขึ้นบันได
- เหนื่อย หอบ จนต้องลุกขึ้นมานั่งกลางดึก (Paroxysmal Nocturnal Dyspnea): นอนราบไม่ได้ (Orthopnea) เนื่องจากน้ำท่วมปอด
- วิงเวียนศีรษะ หรือเป็นลม (Syncope): เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
- ใจสั่น (Palpitation): รู้สึกหัวใจเต้นเร็ว ผิดจังหวะ หรือเต้นแรงจนสัมผัสได้
- เจ็บหน้าอก (Chest Pain/Angina): หัวใจต้องทำงานหนักจนขาดสมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนและการส่งเลือดไปเลี้ยง
- ไอเรื้อรัง หรือเสมหะปนเลือด (Hemoptysis): มักพบในกรณีที่ลิ้นหัวใจรั่วจนเกิดความดันในปอดสูง
- อาการบวมตามร่างกาย (Edema): พบเท้าหรือขาบวม กดแล้วบุ๋ม หรือท้องมาน (Ascites) จากการที่หัวใจฝั่งขวาล้มเหลว
- หาคำตอบ อาการหายใจเหนื่อยเกิดจากอะไร? เช็กสัญญาณเตือนและสาเหตุที่คุณไม่ควรละเลย : หายใจเหนื่อยเกิดจากอะไร
โรคลิ้นหัวใจรั่ว เกิดจากอะไร

โรคลิ้นหัวใจรั่วสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ตั้งแต่กำเนิดจนถึงผู้สูงอายุ โดยมีสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญดังนี้
- ความผิดปกติแต่กำเนิด: เกิดจากความบกพร่องของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจตั้งแต่แรกเกิด เช่น ลิ้นหัวใจไมทรัลปลิ้น (Mitral Valve Prolapse) ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
- ความเสื่อมตามอายุ (Degenerative Heart Valve Disease): การสะสมของหินปูน (Calcification) บริเวณลิ้นหัวใจตามธรรมชาติเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ทำให้ลิ้นหัวใจแข็งหรือปิดไม่สนิท
- โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease): ผลพวงจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Streptococcus ที่ลำคอหรือผิวหนัง แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานทำลายตนเองจนเกิดการอักเสบที่ลิ้นหัวใจ (Valvulitis)
- การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (Infective Endocarditis): การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ที่เชื้อโรคเข้าไปเกาะและกัดกร่อนเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจจนฉีกขาดหรือเป็นรู
- หลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease): เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างกล้ามเนื้อที่ยึดโยงลิ้นหัวใจ (Papillary Muscles) ทำให้กลไกการปิดของลิ้นหัวใจผิดปกติ
- ใจสั่น หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจากสาเหตุใด และเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ : หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ เกิดจาก
การวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจรั่ว
แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจจะใช้กระบวนการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจรั่ว เพื่อประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้
- การฟังเสียงหัวใจ (Auscultation): การใช้สเต็ทโทสโคปฟังเสียงหัวใจเพื่อหาเสียงฟู่ (Heart Murmur) ซึ่งเกิดจากการไหลเวียนของเลือดที่ปั่นป่วนจากการรั่ว
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – EKG): เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจและค้นหาภาวะหัวใจโต หรือการเต้นผิดจังหวะ เช่น หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)
- การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อประเมินขนาดของหัวใจและน้ำค้างในปอด (Pulmonary Congestion)
- การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram): เป็นเครื่องมือหลักในการวินิจฉัย โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพหัวใจแบบ Real-time ทำให้เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจ ขนาดของรูรั่ว และประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ (Ejection Fraction - EF) อย่างละเอียด
- สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ บอกอะไรได้บ้าง? เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมก่อนเข้าพบแพทย์ได้ที่นี่ : ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ บอกอะไรได้บ้าง
แนวทางการรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว

การรักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วจะพิจารณาจากอาการ ความรุนแรงของรอยรั่ว และสภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย โดยมีแนวทางดังนี้
การรักษาด้วยยา (Medical Management)
ยาไม่สามารถรักษาลิ้นหัวใจรั่วให้หายขาดได้ แต่ช่วยบรรเทาอาการและลดภาระของหัวใจ
- ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensives): เช่น กลุ่ม ACE inhibitors เพื่อลดแรงต้านทานการฉีดฉีดเลือด
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เพื่อลดการคั่งของน้ำในปอดและร่างกาย
- ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ: เช่น Beta-blockers เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจ
การรักษาผ่านทางสายสวนหัวใจ (Catheter-Based Procedures)
เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่วไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ
- การใส่คลิปที่ลิ้นหัวใจ (MitraClip): การใช้สายสวนเข้าไปหนีบลิ้นหัวใจไมทรัลที่มีรอยรั่วให้ติดกันมากขึ้น
- การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านทางสายสวน (TAVR / TAVI): การใส่ลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมผ่านทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ
การผ่าตัด (Surgery)
- การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ (Valve Repair): เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำมากที่สุดหากทำได้ เพราะยังคงเนื้อเยื่อเดิมไว้ โดยอาจมีการใช้วงแหวนพยุงลิ้นหัวใจ (Annuloplasty Ring)
- การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement): ใช้ในกรณีที่ลิ้นเดิมเสียหายมากเกินจะซ่อมแซมได้ โดยเลือกใช้ลิ้นหัวใจโลหะ (Mechanical Valve) ซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนานแต่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิต หรือลิ้นหัวใจจากเนื้อเยื่อเยื่อหุ้มหัวใจสัตว์ (Bioprosthetic Valve) ซึ่งไม่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดแต่จะมีอายุการใช้งานจำกัดประมาณ 10-15 ปี
- หากมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาในระยะรุนแรง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ความก้าวหน้าของการผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอดชีวิตในปัจจุบัน” : ผ่าตัดหัวใจ โอกาสรอด
โรคลิ้นหัวใจรั่ว ป้องกันได้อย่างไรบ้าง
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพเชิงรุกสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายต่อลิ้นหัวใจได้ ดังนี้
- ควบคุมความดันโลหิต: รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดแรงกระแทกที่ลิ้นหัวใจและป้องกันหัวใจโต
- ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างเคร่งครัด: ฟันผุหรือเหงือกอักเสบเป็นช่องทางให้แบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ (Endocarditis)
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: เน้นแบบแอโรบิก เช่น เดินหรือว่ายน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจ แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัว
- ควบคุมน้ำหนักและเลือกรับประทานอาหาร: เน้นอาหารที่มีโซเดียมต่ำเพื่อลดอาการบวมและลดภาระของหัวใจ
- งดการสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์: สารพิษในบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
- ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือมีความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
ผ่าตัดลิ้นหัวใจ รักษาโรคลิ้นหัวใจรั่ว อันตรายไหม
โรคลิ้นหัวใจรั่วอันตรายไหม? ในปัจจุบัน นวัตกรรมการรักษามีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยี TAVI/TAVR (Transcatheter Aortic Valve Implantation) หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน ทำให้การรักษาลิ้นหัวใจที่เสียหายรุนแรงสามารถทำได้โดยไม่ต้องเปิดทรวงอก (Non-invasive)
วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบนาน ๆ ลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัด และลดระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลอย่างมาก โดยผลลัพธ์ในการรักษาและอัตราการรอดชีวิตมีประสิทธิภาพสูงเทียบเท่ากับการผ่าตัดแบบมาตรฐาน แต่อาจมีการแทรกซ้อนที่ต่ำกว่าในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงหรือผู้สูงอายุ
- บทความน่ารู้ การฉีดสีหัวใจในผู้สูงอายุ อันตรายไหม? ขั้นตอนการเตรียมตัวและการดูแลอย่างใกล้ชิด : การฉีดสีหัวใจในผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว ดูแลตัวเองอย่างไร
การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องจะช่วยชะลอความรุนแรงของโรคลิ้นหัวใจรั่วและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
- งดแอลกอฮอล์และคาเฟอีน: เนื่องจากสารเหล่านี้กระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและเพิ่มความดันโลหิต
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเกินไป: งดกีฬาที่ต้องใช้แรงปะทะ หรือกิจกรรมกลางแจ้งในสภาพอากาศที่ร้อนจัดซึ่งทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
- จำกัดปริมาณโซเดียม: หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด ขนมกรุบกรอบ และอาหารแปรรูป เพื่อป้องกันการบวมน้ำ
- แจ้งแพทย์เรื่องโรคประจำตัวก่อนทำหัตถการ: เสมอเมื่อต้องทำฟันหรือผ่าตัดใด ๆ เพื่อให้แพทย์พิจารณาให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ
- สังเกตน้ำหนักตัว: หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (มากกว่า 1-1.5 กิโลกรัมใน 1-2 วัน) ควรพบแพทย์ทันที
รักษาลิ้นหัวใจรั่ว ดูแลหัวใจอย่างยั่งยืน
โรคลิ้นหัวใจรั่วแม้จะเป็นอันตรายหากละเลย แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ การตรวจพบในระยะแรกและการรักษาที่ตรงจุดสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง หากพบอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติหรือใจสั่น ไม่ควรนิ่งนอนใจ การปรึกษาอายุรแพทย์โรคหัวใจเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางออกที่ดีที่สุด
ที่โรงพยาบาลวิภาวดี หมอหัวใจประจำศูนย์หัวใจและหลอดเลือดพร้อมดูแลคุณด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ Echocardiogram หรือการรักษาผ่านสายสวนที่เน้นความปลอดภัยและแม่นยำ เพื่อให้หัวใจของคุณกลับมาแข็งแรงและพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในทุกวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลิ้นหัวใจรั่ว
โรคลิ้นหัวใจรั่ว อันตรายไหม
ความอันตรายของโรคลิ้นหัวใจรั่วขึ้นอยู่กับระยะของโรคและอัตราความเร็วในการดำเนินของความรุนแรง หากอยู่ในระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลอย่างถูกต้องอาจไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้จนเข้าสู่ระยะรุนแรง จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายขยายตัว (Left Ventricular Hypertrophy) และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลง จนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน น้ำท่วมปอด หรือเกิดลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่สมอง ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้
โรคลิ้นหัวใจรั่ว ต่างจากลิ้นหัวใจตีบไหม
ทั้งสองจัดอยู่ในกลุ่มโรคลิ้นหัวใจ แต่มีความแตกต่างที่กลไก โดยลิ้นหัวใจรั่ว (Regurgitation) คือการที่ลิ้นปิดไม่สนิททำให้เลือดไหลย้อนกลับ ส่วนลิ้นหัวใจตีบ (Stenosis) คือการที่ลิ้นหัวใจแข็งหรือหนาตัวจนเปิดได้ไม่สุด ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น ทั้งสองส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักเกินปกติ และในผู้ป่วยบางรายอาจพบทั้งอาการรั่วและตีบเกิดขึ้นพร้อมกันในลิ้นเดียว
โรคลิ้นหัวใจรั่ว ห้ามกินอะไร
โรคลิ้นหัวใจรั่วห้ามกินอะไร? ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น เกลือ น้ำปลา กะปิ ผงชูรส และอาหารแปรรูป (ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) เพราะโซเดียมจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจต้องแบกรับภาระหนักและเสี่ยงต่อน้ำท่วมปอด นอกจากนี้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้มข้น เนื่องจากอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)