สังเกต RSV อาการเริ่มแรก เด็กติดเชื้อไวรัส น้ำมูกไหล ไอ

  • RSV เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และ RSV ต่างจากไข้หวัดทั่วไป โดย RSV จะมีไข้สูงนาน ไอถี่ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยจนหน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงวี้ด

  • อาการของ RSV สามารถสังเกตได้ ไม่ว่าจะเป็นมีน้ำมูกข้น ไอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ ซึมลง หายใจมีเสียงครืดคราด หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ มีเสียงวี้ดเวลาหายใจออก ปากเขียว เล็บเขียว หรือซีดผิดปกติ
  • RSV เมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดบวม ภาวะหายใจล้มเหลว ภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงๆ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ภาวะขาดน้ำ หลอดลมไวเกิน อาการกำเริบของโรคประจำตัวเดิม การเจริญเติบโตชะลอชั่วคราว 

 

เด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงวัยแรกเกิดถึง 2 ขวบ มักมีอาการหวัด น้ำมูกไหล หรือไอเป็นเรื่องปกติ จนทำให้พ่อแม่หลายคนเผลอมองข้ามไปว่าอาจเป็นเพียงอาการเล็กน้อยเท่านั้น แต่รู้ไหมว่าอาการธรรมดาเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของเชื้อ RSV ซึ่งเป็นไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก และอาจลุกลามลงปอดได้หากดูแลไม่ทัน รู้จัก สังเกต RSV อาการเริ่มแรกในเด็กแรกเกิด – 2 ขวบ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้พ่อแม่พาลูกไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

 

บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่า อาการแบบไหนควรระวัง อาการไหนดูแลที่บ้านได้ และเมื่อไรควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อให้คุณดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

 

รู้จัก RSV คืออะไร?

 

รู้จัก RSV คืออะไร?

RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่อาการจะรุนแรงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาจมีอาการโรคปอดบวมหรือหลอดลมฝอยอักเสบ สำหรับประเทศไทยสามารถพบเชื้อได้ตลอดทั้งปี แต่ระบาดหนักในช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน และในบางรายถ้าเคยเป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นได้อีก เพราะเชื้อไวรัส RSV มีหลายสายพันธุ์

 

การติดต่อของโรคนั้น สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย ผ่านทางตา จมูก และปาก รวมถึงการสูดดมละอองฝอยจากการไอหรือจามที่ปะปนอยู่ในอากาศ นอกจากนี้ RSV ยังเป็นไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม (RSV-A และ RSV-B) ที่สามารถปนเปื้อนอยู่ตามสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มเด็กและคนใกล้ชิด

ความแตกต่างระหว่าง RSV กับไข้หวัดทั่วไป

RSV จะมีอาการเริ่มแรกคล้ายกับไข้หวัดทั่วไปในเด็ก เช่น มีไข้ ไอ และน้ำมูก แต่ RSV มักรุนแรงกว่า โดยอาการ RSV จะมีไข้สูง 39-40°C นานกว่าปกติ มีน้ำมูกเหนียวข้นและเสมหะจำนวนมาก ต่างจากไข้หวัดทั่วไปที่หายได้เองภายใน 5-7 วัน

 

นอกจากนี้ อาการ RSV ในบางรายอาจไม่มีไข้ แต่ความแตกต่างที่สังเกตได้ก็คือลักษณะการหายใจ คนที่ติดเชื้อไวรัส RSV จะมีไอถี่ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยจนหน้าอกบุ๋ม หรือมีเสียงวี้ด ร่วมกับอาการซึมและทานอาหารได้น้อยลง ถ้าสังเกตพบว่าลูกเป็น RSV ไม่มีไข้สูง แต่มีอาการ RSV อื่นๆ เหล่านี้ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 2-3 ขวบ ควรรีบพบแพทย์ทันที

 

ใครบ้าง? มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV

 

ใครบ้าง? มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัส RSV

  1. ทารกและเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี
  2. เด็กที่มีโรคประจำตัว
  3. ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี)
  4. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  5. ผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคเรื้อรัง
  6. ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเสี่ยง

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อไวรัส RSV มีอะไรบ้าง?

  1. การสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดของผู้ติดเชื้อ
  2. การสัมผัสพื้นผิวหรือของใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ
  3. อายุยังน้อย โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
  4. การคลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย
  5. มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ปอด หรือระบบประสาท
  6. มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  7. อยู่ในสภาพแวดล้อมแออัดหรือปิดทึบ
  8. ไม่ได้รับนมแม่
  9. สัมผัสควันบุหรี่หรือมลพิษทางอากาศ
  10. ฤดูกาลระบาดของ RSV

 

RSV อาการเริ่มแรก เด็กมีอาการอย่างไร?

  • มีน้ำมูกใส ไปข้น
  • ไอเล็กน้อย
  • ไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้
  • ซึมลง กินนมน้อยลง
  • หายใจมีเสียงครืดคราด หรือ แน่นจมูก

 

RSV อาการที่บ่งชี้ว่าเริ่มรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

 

RSV อาการที่บ่งชี้ว่าเริ่มรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์

  • หายใจเร็ว หอบ เหนื่อย
  • ซี่โครงบุ๋ม หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ
  • มีเสียงวี้ด (Wheezing) เวลาหายใจออก
  • ปากเขียว เล็บเขียว หรือซีดผิดปกติ
  • ดูดนม หรือ กินอาหารได้น้อยมาก หรืออาเจียนทุกครั้งที่กิน
  • ซึมมาก ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือร้องไม่มีแรง
  • มีช่วงหยุดหายใจ (Apnea) โดยเฉพาะในทารกเล็ก

 

การตรวจวินิจฉัยโรค RSV

  1. ซักประวัติและประเมินอาการ
  2. ตรวจร่างกาย
  3. ตรวจสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกหรือคอ
  4. ตรวจออกซิเจนในเลือด (Pulse oximetry)
  5. เอกซเรย์ปอด (ในรายที่อาการรุนแรงหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน)
  6. ตรวจเลือด (ในบางกรณี)

 

แนวทางการรักษา RSV

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่สามารถรักษา RSV ได้โดยตรง การรักษาจึงเน้นประคับประคองตามอาการให้ร่างกายฟื้นตัว เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

การรักษาแบบประคับประคอง

การรักษาแบบประคับประคองตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และยาขยายหลอดลม แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องให้ออกซิเจน ถ้ามีเสมหะมากก็ต้องเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น ส่วนอาการหอบเหนื่อยและไอ แพทย์จะให้ใช้ยาต้านการอักเสบลิวโคไตรอีนชนิดรับประทานและไม่มีสเตียรอยด์

เฝ้าระวังอาการและติดตามใกล้ชิด

ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยวัดไข้ทุก 4-6 ชั่วโมง สังเกตอาการต่างๆ ทั้งการหายใจ น้ำมูก เสมหะ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นในวันที่ 4 ควรพบแพทย์ทันที โดยแพทย์จะประเมินระดับออกซิเจนในเลือด อัตราการหายใจ การขาดน้ำ ฟังเสียงปอดเพื่อตรวจหาเสียงวี้ดหรือหอบ รวมถึงหาสัญญาณอื่นๆ และเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ เพื่อตัดสินใจให้ยาขยายหลอดลมหรือออกซิเจน ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ปอดบวม โดยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด

การรักษากรณีอาการปานกลางถึงรุนแรง

ถ้ามีอาการปานกลางถึงรุนแรง จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล โดยให้ออกซิเจนเสริมหากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 92% เพื่อช่วยการหายใจและป้องกันภาวะหายใจล้มเหลว ในเด็กที่กินอะไรไม่ค่อยได้หรือขาดน้ำ แพทย์อาจให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรืออาจใช้เครื่องช่วยหายใจและยาต้านการอักเสบลิวโคไตรอีน เพื่อลดอาการหอบเรื้อรัง และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

 

 

 

RSV อันตรายไหม? เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

 

RSV อันตรายไหม? เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

RSV โดยทั่วไปอาการจะคล้ายหวัดและหายเองได้ในเด็กโตและผู้ใหญ่สุขภาพดี แต่ในทารกเล็ก เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจมีอาการรุนแรงและเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

  • หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) หายใจมีเสียงวี้ด เหนื่อย หายใจเร็ว
  • ปอดบวม (Pneumonia) ไข้สูง ไอมาก หายใจลำบาก
  • ภาวะหายใจล้มเหลว (Respiratory failure) ต้องให้ออกซิเจนหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ
  • ภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงๆ (Apnea) พบในทารก โดยเฉพาะคลอดก่อนกำหนด
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ปอดอักเสบซ้ำ
  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) จากกินได้น้อย อาเจียน หายใจเร็ว
  • หลอดลมไวเกิน (Recurrent wheezing / Reactive airway disease) มีเสียงวี้ดซ้ำๆ หลังหายป่วย
  • อาการกำเริบของโรคประจำตัวเดิม เช่น หอบหืด โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง
  • การเจริญเติบโตชะลอชั่วคราว จากกินได้น้อยช่วงป่วย

สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์ทันที เช่น หายใจลำบาก ซึม ไม่กินนม ไม่กินอาหาร ปากเขียว หยุดหายใจเป็นช่วงๆ หรือไข้สูงไม่ลด

 

วัคซีน RSV สำคัญอย่างไร?

RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เมื่อเป็นแล้วจะเสี่ยงต่อโรงทางเดินหายใจอื่นๆ ที่รุนแรงได้ การฉีดวัคซีนตั้งแต่วัยเด็ก ก็จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันก่อนป่วย ลดความรุนแรงของโรคได้ระดับหนึ่ง และเด็กเล็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเด็กยังมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าวัยอื่นๆ ดังนั้นการฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV สำหรับเด็กแรกเกิด 0 – 2 ปี จึงเป็นตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ แข็งแรง โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิเอง ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพปอดในระยะยาวได้ เพราะ RSV ไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาสำหรับเด็ก แต่ RSV อาจทำให้เด็กใช้ชีวิตได้ยากขึ้น

 

ป้องกันการติดเชื้อ RSV ได้อย่างไรบ้าง?

  1. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
  2. หลีกเลี่ยงพาเด็กไปในที่แออัดช่วงฤดูระบาด
  3. หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหวัด ไอ จาม
  4. แยกเด็กที่มีอาการออกจากเด็กที่สุขภาพปกติ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกัน และ แยกเครื่องใช้ส่วนตัวออกต่างหาก เช่น ของเล่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว เพื่อช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อ
  5. เด็กที่อยู่ในห้องแอร์ หรือในที่อากาศเย็นให้สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้ความอบอุ่นเพียงพอ
  6. ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย
  7. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน
  8. สอนเด็กปิดปากเวลาไอหรือจาม
  9. ให้นมแม่หากเป็นไปได้ เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้เด็ก ลดความเสี่ยงการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ เนื่องจากเด็กจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านน้ำนม ทำให้ไม่ป่วยง่าย
  10. หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และมลพิษในบ้าน
  11. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
  12. ให้ยาป้องกันในเด็กกลุ่มเสี่ยงสูงตามคำแนะนำแพทย์

 

RSV หายเองได้ไหม?

RSV ในเด็กสุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรงมักหายเองได้ภายใน 7-10 วัน โดยระบบภูมิคุ้มกันร่างกายกำจัดไวรัสเอง รักษาแบบประคับประคองด้วยยาลดไข้ เช็ดตัว พักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และดูดน้ำมูก แต่ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน คลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ปอด หรือภูมิคุ้มกันต่ำ อาการอาจรุนแรงถึงขั้นปอดบวม หายใจล้มเหลว ต้องนอนโรงพยาบาลให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม

 

รักษา RSV ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

 

รักษา RSV ที่โรงพยาบาลวิภาวดี

การรักษา RSV ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัย รักษาได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด โดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกุมารเวชและโรคเด็ก จะทำการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้อาการทุเลาลง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาตามอาการ เคาะปอดเพื่อดูดเสมหะออกให้หายใจสะดวกขึ้น ประเมินระดับออกซิเจนในเลือด อัตราการหายใจ และเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ และเฝ้าดู ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 

สรุป

RSV เป็นหนึ่งในโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถติดต่อกันได้ผ่านสารคัดหลั่ง และการไอ จามเป็นละอองฝอย พบมากในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน และพบในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี RSV มักมีอาการเริ่มแรกคล้ายกับไข้หวัด แต่มีอาการรุนแรงกว่าในเด็กเล็ก ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาได้โดยตรง แพทย์จึงเน้นที่การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ร่วมกับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน สามารถป้องกันได้โดยการรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงที่แออัด และฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกัน

 

ถ้าพ่อแม่สังเกตลูกน้อย แล้วพบอาการผิดปกติหรือมีแนวโน้มติดเชื้อไวรัส RSV สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่มีเครื่องมือตรวจที่ทันสมัย พร้อมการดูแลอย่างครบวงจร ด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการที่พร้อมดูแล ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สุขภาพทางเดินหายใจดีขึ้น หายใจได้สะดวก


FAQ

ถ้าไม่มีไข้ แต่ยังมีอาการไอ หายใจเร็ว มีเสียงวี้ด เสมหะมาก หรือทานอาหารไม่ได้ ก็ควรพบแพทย์ทันที เพราะหากปล่อยไว้นานๆ โดยไม่รักษาให้ตรงจุดอาจมีอาการแทรกซ้อน หรือเสี่ยงต่ออาการปอดอักเสบหรือหลอดลมอักเสบได้ พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ และระวังการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

ไวรัส RSV เป็นอันตรายต่อทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากเสี่ยงโรคหลอดลมฝอยอักเสบและปอดอักเสบรุนแรง แม้อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัด แต่หากมีสัญญาณอันตรายอย่างหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ปากเขียวซีด ซึม หรือไม่กินนม ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

อาการ RSV ในเด็ก 3 ขวบ เริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไปด้วยอาการไข้ ไอ และมีน้ำมูก แต่รุนแรงขึ้นภายใน 2-3 วัน โดยเฉพาะหากเชื้อลงปอดจะทำให้เสมหะมาก หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย ซึม และทานอาหารได้น้อยลง

ง่าย เพราะไวรัส RSV แพร่กระจายได้รวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอจาม และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนตามพื้นผิวหรือสิ่งของต่างๆ ซึ่งเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายชั่วโมง ทำให้เกิดการระบาดได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่แออัดหรือมีคนอยู่ร่วมกันจำนวนมาก

RSV สามารถเป็นซ้ำได้หลายครั้งตลอดชีวิต เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นไม่ถาวร และเชื้อมีหลายสายพันธุ์ย่อย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอ่อนแอจะมีโอกาสติดซ้ำได้ง่าย

อาการ RSV โดยทั่วไปจะหายภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มเด็กเล็กหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจมีอาการต่อเนื่องยาวนานถึง 2-3 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น

ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะผู้ใหญ่และเด็กโต ส่วนใหญ่มักหายจากอาการติดเชื้อ RSV ได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ ด้วยการดูแลรักษาตามอาการเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว

ผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อ RSV ได้เช่นเดียวกับเด็ก แต่อาการมักไม่รุนแรงและคล้ายไข้หวัดธรรมดา ยกเว้นในกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ปอด เบาหวาน และภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล


แพทย์ผู้ดูแล

พญ. ปราณี สิตะโปสะ

นัดหมายเเพทย์

พญ. ปราณี สิตะโปสะ

กุมารเวช
กุมารเวชศาสตร์
กุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ

บทความที่เกี่ยวข้อง