รู้จักโรคเซ็บเดิร์มคืออะไร การป้องกัน และวิธีดูแลที่ถูกต้อง

  • โรคเซ็บเดิร์มคือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น สาเหตุหลักเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) บนผิวหนัง ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ เช่น ความเครียด ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
  • อาการของโรคเซ็บเดิร์ม เกิดเป็นผื่นแดง มีอาการคัน ผิวหนังหลุดลอกเป็นขุยหรือมีสะเก็ดสีขาวอมเหลืองลักษณะมันวาวคล้ายรังแค มักพบบริเวณหนังศีรษะ ไรผม หัวคิ้ว ร่องแก้ม หลังหู และหน้าอก
  • โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงควบคุมอาการในช่วงที่กำเริบ โดยการใช้ยาทาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ (ใช้ระยะสั้น) ยาทาหรือแชมพูต้านเชื้อรา และการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • ป้องกันการกำเริบซ้ำได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ จัดการความเครียด ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดล้างหน้า และงดรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบ

หลายคนคงเคยเจอปัญหาหน้าลอกเป็นขุย มีผื่นแดงตามร่องจมูก หรือมีรังแคบนหนังศีรษะที่รักษาไม่หายขาดเสียที อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคเซ็บเดิร์ม เป็นอาการผิดปกติทางผิวหนังเรื้อรัง มักเกิดขึ้นบริเวณที่มีความมันและมีต่อมไขมันอยู่มาก มีลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ดขาวหรือเหลืองบริเวณผิวหนัง และมีอาการคัน แล้วเราจะดูแล ป้องกันอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้มีคำตอบ!

 

โรคเซ็บเดิร์ม คืออะไร

 

โรคเซ็บเดิร์ม คืออะไร

โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) หรือโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน คือ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น หนังศีรษะ ไรผม ใบหน้า หัวคิ้ว ข้างจมูก หลังหู และหน้าอก โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการไม่ให้กำเริบได้

อาการของเซ็บเดิร์มจะแสดงออกในลักษณะผื่นแดง มีสะเก็ดสีเหลืองหรือสีขาวเป็นมันวาว มีอาการคัน ลอกเป็นขุย หรือเป็นรังแคบนหนังศีรษะ โดยอาการมักจะกำเริบเป็นพักๆ เมื่อร่างกายอ่อนแอ มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

เซ็บเดิร์มเกิดจากอะไร

  • ความเครียด
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ผิวหน้าแห้ง
  • การล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไป
  • การโดนแสงแดดจัด
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนจัด
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี
  • เชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) การเจริญเติบโตผิดปกติของเชื้อรายีสต์ชนิดนี้บนผิวหนัง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองผิว
  • ความมันและต่อมไขมันทำงานมากเกินไป

เชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) คืออะไร เป็นสาเหตุของเซ็บเดิร์มจริงไหม

เชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) คือเชื้อรายีสต์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของมนุษย์ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า และหน้าอก เชื้อราชนิดนี้ดำรงชีวิตโดยการกินไขมัน (Sebum) ที่ผิวหนังผลิตขึ้นเป็นอาหาร

เชื้อราชนิดนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์มจริง เมื่อร่างกายผลิตน้ำมันออกมามากผิดปกติ หรือสภาพแวดล้อมบนผิวหนังเปลี่ยนแปลงไป เชื้อรามาลาสซีเซียจะเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองต่อสารที่เชื้อราผลิตขึ้นมา ส่งผลให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ แดง ลอกเป็นสะเก็ดขุย และมีอาการคันตามมา

 

เซ็บเดิร์มอาการเป็นอย่างไร

 

เซ็บเดิร์มอาการเป็นอย่างไร

  • เกิดผื่นแดงตามหน้าผาก ข้างแก้ม คิ้ว หรือผื่นมีขุยบริเวณเหนือคิ้ว ร่องจมูก และแนวไรผม
  • ในรายที่รุนแรงมาก แผลจะชัดเจนจนดูคล้ายกับโรคสะเก็ดเงิน
  • พบผื่นแดงและมีขุยคล้ายรังแคบริเวณหนังศีรษะ
  • พบผื่นตามบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ในรูหู หลังหู ในสะดือ และหัวหน่าว
  • เกิดรังแคหนาบริเวณหนังศีรษะ เส้นผม คิ้ว หนวด หรือเครา

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นเซ็บเดิร์ม

  • ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 3 เดือน มักพบเป็นสะเก็ดหนาบนหนังศีรษะ (Cradle cap) หรือบริเวณพื้นที่ใส่ผ้าอ้อม ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น
  • วัยผู้ใหญ่ ช่วงอายุ 30-60 ปี พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
  • ผู้ที่มีความเครียดสะสมและพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • ผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและจิตเวช เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โรคซึมเศร้า หรือผู้ที่อยู่ในระยะฟื้นฟูร่างกายจากภาวะหัวใจวาย

ทำไมเซ็บเดิร์มมักมีอาการในช่วงอากาศหนาว

แม้เซ็บเดิร์มสามารถเกิดและกำเริบได้ทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว แต่หลายคนสังเกตว่าอาการจะแย่ลงในช่วงอากาศเย็น–แห้งหรือเมื่อเปลี่ยนฤดูกาล เหตุผลหลักๆ ได้แก่

  • ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นจากอากาศเย็นและความชื้นต่ำ ทำให้อากาศหนาวผิวแห้ง เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ ลอก แดง ระคายเคือง ไวต่อความมันและเชื้อ Malassezia กระตุ้นเซ็บเดิร์มได้ง่าย
  • พฤติกรรมการอยู่ห้องแอร์และการอาบน้ำอุ่นจัด อากาศแห้งและการใช้น้ำอุ่นจัดชะล้างไขมันธรรมชาติ เกราะผิวเสียสมดุล ร่างกายผลิตน้ำมันชดเชย เกิดภาวะผิวขาดน้ำแต่หน้ามัน ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรา
  • การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและฤดูกาลอย่างรวดเร็ว การสลับอุณหภูมิร้อนเย็นทันทีทำให้หลอดเลือดและเกราะป้องกันผิวแปรปรวน นำไปสู่การระคายเคืองและอักเสบ
  • การได้รับแสงแดดลดลง แสงแดดที่น้อยลงช่วงหน้าหนาวหรือการอยู่แต่ในอาคาร ทำให้ขาดแสงอาทิตย์ที่ช่วยยับยั้งเชื้อ Malassezia เชื้อราจึงเพิ่มจำนวนและผื่นกำเริบง่าย
  • ความเครียดและพฤติกรรมเสี่ยงช่วงอากาศหนาว อากาศเย็นมักสัมพันธ์กับความเครียด พักผ่อนน้อย และการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เซ็บเดิร์มเห่อ

เซ็บเดิร์ม vs สะเก็ดเงิน vs ผิวแห้ง ต่างกันอย่างไร

ผิวหนังที่มีอาการแดง ลอกเป็นขุย หรือมีอาการคัน อาจดูคล้ายกันในระยะเริ่มต้น แต่โรคเซ็บเดิร์ม โรคสะเก็ดเงิน และผิวแห้ง มีสาเหตุ ตำแหน่งที่เกิด และลักษณะของรอยโรคที่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้

เซ็บเดิร์ม

  • ลักษณะผื่น ผื่นแดง มีสะเก็ดหรือขุยสีขาวอมเหลืองติดอยู่ ลักษณะเป็นมันวาวคล้ายรังแค
  • ตำแหน่งที่พบ บริเวณที่มีต่อมไขมันหนาแน่น เช่น หนังศีรษะ ไรผม หัวคิ้ว ร่องแก้ม หลังหู และหน้าอก
  • ลักษณะเฉพาะ อาการมักเป็นๆ หายๆ จะกำเริบชัดเจนเมื่อเครียด พักผ่อนน้อย หรือสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

สะเก็ดเงิน

  • ลักษณะผื่น เป็นปื้นแดงหนา ขอบเขตชัดเจน คลุมด้วยสะเก็ดสีเงินที่หนากว่าเซ็บเดิร์ม
  • ตำแหน่งที่พบ บริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย เช่น ข้อศอก หัวเข่า หน้าแข้ง แผ่นหลัง รวมถึงหนังศีรษะและเล็บ
  • ลักษณะเฉพาะ เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วผิดปกติ หากแกะหรือเกาสะเก็ดมักจะมีเลือดออกซิบๆ

ผิวแห้ง

  • ลักษณะผื่น ผิวสาก ลอกเป็นขุยสีขาวชิ้นเล็กๆ ไม่เป็นมันวาว และไม่มีปื้นอักเสบแดงหนา
  • ตำแหน่งที่พบ เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าแข้ง แขน และมือ
  • ลักษณะเฉพาะ มักเกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น อากาศแห้งและเย็น การอาบน้ำอุ่นจัด หรือใช้สบู่ที่รุนแรง อาการจะดีขึ้นและหายไปเมื่อทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงอย่างสม่ำเสมอ

 

เซ็บเดิร์มรักษาอย่างไร

 

เซ็บเดิร์มรักษาอย่างไร

โรคเซ็บเดิร์มไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการให้สงบลงและป้องกันการกำเริบได้ โดยวิธีการรักษามักขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของโรค ดังนี้

  • การใช้ยาทาสเตียรอยด์ (Topical Steroids) ใช้ทาบริเวณผื่นที่มีการอักเสบแดงเพื่อลดอาการอย่างรวดเร็ว ควรใช้ชนิดที่มีฤทธิ์อ่อนถึงปานกลาง และใช้ในระยะเวลาสั้นๆ ตามที่แพทย์สั่ง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงเรื่องผิวบาง
  • การใช้ยาทาต้านเชื้อรา (Antifungal Creams) ช่วยลดปริมาณเชื้อรามาลาสซีเซียที่เป็นปัจจัยหลัก เช่น ตัวยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole)
  • การใช้แชมพูยาต้านเชื้อรา สำหรับผู้ที่มีอาการบนหนังศีรษะ ควรใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของคีโตโคนาโซล ซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium Sulfide) หรือซิงก์ไพริไทออน (Zinc Pyrithione) โดยหมักทิ้งไว้ 3-5 นาทีก่อนล้างออก
  • การใช้ยาทากลุ่มต้านการอักเสบไร้สเตียรอยด์ (Calcineurin Inhibitors) เช่น ตัวยาทาโครลิมัส (Tacrolimus) ช่วยลดการอักเสบ และมีความปลอดภัยสูง หากต้องใช้ทาอย่างต่อเนื่อง
  • การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ทาครีมบำรุงผิวที่ไม่มีน้ำหอมและแอลกอฮอล์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง

วิธีป้องกันไม่ให้เป็นเซ็บเดิร์ม ทำอย่างไร

  • จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไม่ให้โรคกำเริบ
  • ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและอาบน้ำสูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นจัดล้างหน้าหรืออาบน้ำ เพราะจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติ ทำให้ผิวแห้งตึง
  • หลีกเลี่ยงการแกะและเกา การเกาผื่นหรือรังแคจะทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • เลือกสกินแคร์ที่เหมาะสม งดใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ กรดผลไม้ (AHA/BHA) หรือสารสครับผิว ในช่วงที่ผื่นกำเริบ
  • ระวังการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ในช่วงที่อากาศหนาวหรือแห้งจัด ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงการตากแดดจัดเป็นเวลานาน

 

อาหารที่ช่วยลดอาการเซ็บเดิร์ม

การเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยลดการอักเสบและปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยควบคุมอาการเซ็บเดิร์มได้ ดังนี้

  • อาหารที่อุดมด้วยโอเมกา 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูนา ปลาซาร์ดีน เมล็ดเจีย และวอลนัต ช่วยลดกระบวนการอักเสบในร่างกาย
  • อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี มะเขือเทศ แคร์รอต ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวและเสริมภูมิคุ้มกัน
  • อาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) เช่น โยเกิร์ต (รสธรรมชาติ) กิมจิ นมเปรี้ยว ชาหมักคอมบูชา ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง
  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ควรลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลทรายขาว อาหารแปรรูป ของทอด อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น

รักษาเซ็บเดิร์มที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากรู้สึกคัน ผิวแดง หรือลอกเป็นขุยที่แก้อย่างไรก็ไม่หายขาดเสียที อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของอาการเซ็บเดิร์มก็เป็นได้ สามารถปรึกษาอาการ แนวทางการรักษา ดูแลตัวเองเมื่อสงสัยว่าเป็นเซ็บเดิร์มได้ที่คลินิกผิวหนัง โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้การรักษาอย่างตรงจุด ด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านผิวหนัง และเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้สามารถวางแผนการรักษา วินิจฉัย และแนะนำวิธีดูแลตัวเองได้อย่างตรงจุด และอาการทุเลาลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

โรคเซ็บเดิร์มหรือผื่นแพ้ต่อมไขมัน คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มักเกิดบริเวณที่มีความมันและต่อมไขมันหนาแน่น เช่น หนังศีรษะและใบหน้า มีอาการเป็นผื่นแดง คัน ลอกเป็นขุยสะเก็ดมันวาว โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มจำนวนของเชื้อรามาลาสซีเซีย ความเครียด พักผ่อนน้อย และอากาศเย็นแห้งช่วงหน้าหนาวที่ทำให้ผิวขาดน้ำแต่หน้ามันจนกระตุ้นให้โรคกำเริบ วิธีรักษาเน้นควบคุมอาการด้วยยาทาต้านเชื้อรา แชมพูยา ยาลดการอักเสบ และมอยส์เจอร์ไรเซอร์เสริมเกราะผิว พร้อมป้องกันได้ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ เลี่ยงน้ำอุ่นจัด และเลือกทานอาหารลดอักเสบกลุ่มโอเมกา 3 และโพรไบโอติกส์

ใครที่สงสัยว่าจะเป็นเซ็บเดิร์ม หรือต้องการปรึกษาวิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นเซ็บเดิร์ม สามารถปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมให้คำแนะนำการรักษา วินิจฉัย และการดูแลตัวเองโดยแพทย์เฉพาะทางด้านยผิวหนัง เพื่อให้อาการเซ็บเดิร์มดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข


FAQ

ไม่ติดต่อ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่แพร่กระจายสู่กันได้ แต่เกิดจากการตอบสนองที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อราที่มีอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติ รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลของแต่ละคน จึงไม่สามารถติดกันผ่านการสัมผัสหรือการใช้สิ่งของร่วมกัน

อาจทำให้ผมร่วงได้ หากมีอาการอักเสบบนหนังศีรษะอย่างรุนแรง มีรังแคหนา หรือเกิดจากการแกะเกาจนผิวหนังถลอกและรูขุมขนอักเสบ ซึ่งจะทำให้รากผมอ่อนแอและหลุดร่วงง่ายขึ้น อาการผมร่วงนี้เป็นเพียงภาวะชั่วคราว เมื่อรักษาอาการเซ็บเดิร์มจนสงบ เส้นผมจะงอกกลับมาตามปกติ

ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการเป็นๆ หายๆ การรักษาทำได้เพียงควบคุมและบรรเทาอาการในช่วงที่โรคกำเริบ แต่สามารถป้องกันและลดความถี่ของการเกิดซ้ำได้ด้วยการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ

ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มอาหารที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการอักเสบได้ง่ายขึ้น เช่น อาหารที่มีน้ำตาลทรายขาวสูง ขนมหวาน เบเกอรี่ อาหารแปรรูป ของมันของทอด และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง รวมถึงควรงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ร้อนจัด เพราะจะกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ผื่นกำเริบได้


แพทย์ผู้ดูแล

นพ. ธัญธรรศ โสเจยยะ

นัดหมายเเพทย์

นพ. ธัญธรรศ โสเจยยะ

คลินิกผิวหนัง

ตจวิทยา

บทความที่เกี่ยวข้อง