มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) นับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบอัตราผู้ป่วยสูงในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีที่เจริญเติบโตจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย
การตรวจพบมะเร็งท่อน้ำดีในระยะเริ่มต้นมักทำได้ยากเนื่องจากอาการแสดงที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า CHCA คือโรคที่มีความรุนแรง รวมถึงการทราบข้อมูลว่ามะเร็งท่อน้ำดีมีกี่ระยะ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับมะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างเหมาะสม
Key Takeaways
มะเร็งท่อน้ำดีเป็นภัยเงียบที่มักพบในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้นทำให้ตรวจพบได้ยาก สังเกตอาการเตือนมะเร็งท่อน้ำดี ได้แก่ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดแน่นท้องบริเวณชายโครงขวา คันตามตัว และน้ำหนักลดลงผิดปกติ สาเหตุมะเร็งท่อน้ำดี เกิดจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการทานปลาน้ำจืดดิบ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากนิ่วในท่อน้ำดีและการอักเสบเรื้อรัง การรักษามะเร็งท่อน้ำดีให้หายขาดทำได้โดยการผ่าตัดเมื่อตรวจพบในระยะแรก ส่วนระยะลุกลามจะเน้นการรักษาแบบประคับประคองเพื่อคุณภาพชีวิต ป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ได้ง่าย ๆ ด้วยการงดบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ จากปลาน้ำจืด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และหมั่นตรวจสุขภาพตับประจำปี สารบัญบทความ
มะเร็งท่อน้ำดี คืออะไร มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) คือโรคมะเร็งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุท่อทางเดินน้ำดี ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้ายภายในระบบท่อน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดีเกิดได้ทั้งบริเวณท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic bile duct) และท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic bile duct) โดยคำว่า Cholangiocarcinoma เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกมะเร็งท่อน้ำดีในระดับสากล มะเร็งท่อน้ำดีมีลักษณะการดำเนินโรคที่แตกต่างกันตามตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก ซึ่งมีผลต่อการวางแผนวินิจฉัยและการรักษา
มะเร็งท่อน้ำดี มีกี่ประเภท
มะเร็งท่อน้ำดี หรือ CHCA คือโรคที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic Cholangiocarcinoma) มีจุดกำเนิดจากเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีซึ่งแทรกตัวอยู่ภายในเนื้อตับ ก้อนเนื้อร้ายมักมีการเจริญเติบโตขยายวงกว้างเข้าสู่เนื้อตับบริเวณข้างเคียง ทำให้ภาพลักษณ์มีความคล้ายคลึงกับมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) จึงต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคมะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic Cholangiocarcinoma) เป็นโรคจะเกิดขึ้นบริเวณท่อน้ำดีใหญ่ภายนอกเนื้อตับ ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณขั้วตับ (Hilar Cholangiocarcinoma) ไปจนถึงท่อน้ำดีร่วมส่วนปลาย (Distal Cholangiocarcinoma) การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตำแหน่งนี้มักส่งผลให้เกิดการอุดกั้นของท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้เล็กได้สะดวก มะเร็งท่อน้ำดี มีกี่ระยะ การแบ่งระยะของโรคมีความสำคัญต่อการประเมินความรุนแรงและการวางแผนรักษา มะเร็งท่อน้ำดีในแต่ละระยะมีลักษณะการลุกลามและอาการที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปมะเร็งท่อน้ำดีแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 (Stage I) ก้อนเนื้อร้ายยังคงจำกัดอยู่เฉพาะภายในผนังของท่อน้ำดี (Bile Duct) ยังไม่มีการลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดหรืออวัยวะข้างเคียง เป็นระยะที่มะเร็งท่อน้ำดีมีโอกาสรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัดหากตรวจพบเร็วระยะที่ 2 (Stage II) เซลล์มะเร็งมีการเจริญเติบโตทะลุผ่านผนังท่อน้ำดี และลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อไขมันรอบท่อน้ำดี หรือเนื้อตับ (Liver) บริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่ตรวจพบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 3 (Stage III) เป็นระยะที่มะเร็งท่อน้ำดีมีความรุนแรงมากขึ้น ก้อนมะเร็งอาจลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำใหญ่ที่มาเลี้ยงตับ หรือมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง (Lymph Nodes) บริเวณขั้วตับและในช่องท้องระยะที่ 4 (Stage IV): หรือระยะลุกลาม แพร่กระจาย (Metastasis) เซลล์มะเร็งท่อน้ำดีได้กระจายตัวไปยังอวัยวะที่อยู่ห่างไกล เช่น ปอด (Lungs) กระดูก (Bones) หรือเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการรักษาในระยะนี้จะเน้นการดูแลแบบประคับประคองเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหลักอาการมะเร็งท่อน้ำดี เป็นอย่างไร อาการมะเร็งท่อน้ำดีมีความหลากหลายและส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้มะเร็งท่อน้ำดีถูกตรวจพบเมื่อโรคมีการลุกลามแล้วโดยอาการของโรคมะเร็งท่อน้ำดีที่พบบ่อย ได้แก่
ภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) เกิดจากการที่ก้อนมะเร็งท่อน้ำดีอุดกั้นทางเดินน้ำดี ทำให้น้ำดีไหลลงสู่ลำไส้ไม่ได้ จึงเกิดการคั่งของสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือด ส่งผลให้ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนสีชา และอุจจาระมีสีซีดกว่าปกติปวดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หรือชายโครงขวา ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดตื้อๆ หรือแน่นท้อง ซึ่งลักษณะความปวดนี้อาจมีความคล้ายคลึงกับนิ่วในถุงน้ำดีอาการเริ่มต้น จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดและชะล่าใจในการมาพบแพทย์มีไข้และหนาวสั่น ถ้าหากท่อน้ำดีอุดตันอาการอาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในท่อน้ำดี ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ซึ่งลักษณะอาการจะใกล้เคียงกับอาการถุงน้ำดีอักเสบหรือ อาการนิ่วในถุงน้ำดี ที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อนคันตามผิวหนัง (Pruritus) เกิดจากการคั่งของเกลือน้ำดีในผิวหนัง เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีที่มีการอุดตันของท่อน้ำดีอย่างรุนแรงเบื่ออาหารและน้ำหนักลด ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากอาหารลดลง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุมะเร็งท่อน้ำดี เกิดจากสาเหตุอะไร
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีมีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบและความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดี โดยสาเหตุหลัก ๆ ของมะเร็งท่อน้ำดี มีดังนี้
การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ (Chinese liver fluke) เกิดจากการบริโภคปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดแบบสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น ก้อยปลา ปลาจ่อม ซึ่งมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อน ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดีและนำไปสู่การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีนิ่วในท่อน้ำดี การมีก้อนนิ่วอุดตันหรือเสียดสีในท่อน้ำดีเป็นเวลานานจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ นอกจากนี้ในผู้ที่มีประวัติการรักษาหรือเคยผ่าตัดนิ่ว นิ่วในถุงน้ำดี มาก่อน ถ้าหากยังคงมีอาการอักเสบเรื้อรังหลงเหลืออยู่ อาจเป็นปัจจัยเสริมความเสี่ยงได้ความผิดปกติของท่อน้ำดีแต่กำเนิด ซึ่งความผิดปกติของโครงสร้างเหล่านี้ทำให้การไหลเวียนของน้ำดีไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างและอักเสบ กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดีการได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamine) ที่พบมากในอาหารหมักดอง ปลาร้า รวมถึงการสัมผัสสารเคมีบางชนิดในอุตสาหกรรม และการสูบบุหรี่เป็นประจำโรคของถุงน้ำดี เช่น มะเร็งถุงน้ำดีซึ่งมีลักษณะอาการบางส่วนคล้ายกับอาการมะเร็งถุงน้ำดี และอาจพบร่วมกับมะเร็งท่อน้ำดีแนวทางการวินิจฉัยมะเร็งท่อน้ำดี การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) เป็นการตรวจเบื้องต้นเพื่อดูความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี แพทย์สามารถตรวจพบการขยายตัวของท่อน้ำดีหรือก้อนเนื้อในตับ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีที่ช่วยให้เห็นภาพอวัยวะภายในได้ชัดเจนขึ้น แพทย์จะใช้ประเมินตำแหน่ง ขนาด และการลุกลามของมะเร็งท่อน้ำดีไปยังเส้นเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test): เพื่อตรวจสอบค่าความผิดปกติของตับและระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) รวมถึงการตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งเช่น ค่า CA 19-9 และ CEA ซึ่งมักจะมีระดับสูงขึ้นในผู้ป่วยโรคมะเร็งท่อน้ำดีการส่องกล้องตรวจท่อน้ำดีและตับอ่อน (ERCP): เป็นการส่องกล้องฉีดสีเข้าไปในท่อน้ำดีเพื่อดูตำแหน่งการอุดตันที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำดี โดยวิธีนี้แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) บริเวณที่สงสัยออกมาตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีได้อย่างชัดเจนการรักษามะเร็งท่อน้ำดี ทำได้อย่างไร
การผ่าตัด (Surgery) เป็นวิธีหลักในการรักษามะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ให้มีโอกาสหายขาด โดยหมอศัลยกรรมประเมินและผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกรวมถึงต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออก ความสำเร็จขึ้นอยู่กับขนาดและการลุกลามของมะเร็งท่อน้ำดีว่าตัดออกได้หมดหรือไม่การผ่าตัดระบายท่อน้ำดี (Percutaneous Transhepatic Biliary Drainage) กรณีที่มะเร็งลุกลามมาก ไม่สามารถผ่าตัดก้อนเนื้อออกได้ แพทย์พิจารณารักษาแบบประคับประคอง ลดอาการตัวเหลืองและคัน ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีผ่าตัดส่องกล้อง หรือการส่องกล้อง (ERCP) เพื่อใส่ท่อระบายน้ำดี ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้องใหญ่เคมีบำบัด (Chemotherapy) และรังสีรักษา (Radiotherapy) ใช้เป็นการรักษาเสริมหลังการผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งท่อน้ำดีที่อาจหลงเหลืออยู่ หรือใช้ในผู้ป่วย Cholangiocarcinoma ระยะลุกลามที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อช่วยชะลอการเจริญเติบโตของโรคและบรรเทาอาการปวดการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) มุ่งเน้นการดูแลรักษาตามอาการในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย เพื่อลดความทรมานและให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ดีที่สุดการป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี ทำได้อย่างไร การป้องกันโรคมะเร็งท่อน้ำดีควรมุ่งลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดี โดยแนวทางการป้องกันมะเร็งท่อน้ำดีที่สามารถปฏิบัติได้ เช่น
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมะเร็งท่อน้ำดี ดูแลสุขภาพตับและทางเดินน้ำดี ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดี รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และติดตามการรักษาโรคตับอักเสบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว เข้ารับการตรวจสุขภาพและการคัดกรองโรคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติโรคทางเดินน้ำดีหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงของมะเร็งท่อน้ำดี ดูแลน้ำหนักตัวและโภชนาการให้เหมาะสม เพื่อลดการอักเสบเรื้อรังของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ตรวจและรักษามะเร็งท่อน้ำดี โดยการดูแลจากทีมแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลวิภาวดี มะเร็งท่อน้ำดีเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมักแสดงอาการในระยะลุกลาม การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ มะเร็งท่อน้ำดี ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย Cholangiocarcinoma อย่างละเอียด เพราะการตรวจพบมะเร็งท่อน้ำดีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและควบคุมโรคได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องมะเร็งท่อน้ำดี หรือต้องการตรวจคัดกรองความเสี่ยง โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมให้บริการดูแลและรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางที่แผนกศัลยกรรม ซึ่งมีความพร้อมด้านเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อการวินิจฉัยและวางแผนการรักษามะเร็งท่อน้ำดีอย่างตรงจุดและปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย อยู่ได้นานแค่ไหน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย (Stage IV) หรือระยะที่มีการลุกลามไปยังอวัยวะอื่น พยากรณ์โรค (Prognosis) มักจะไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยทั่วไปผู้ป่วยอาจมีชีวิตอยู่ได้เฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
มะเร็งท่อน้ำดีรักษาหายได้ไหม? ขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่ตรวจพบเป็นหลัก หากตรวจพบมะเร็งท่อน้ำดีในระยะเริ่มต้นที่ก้อนเนื้อยังอยู่เฉพาะที่ การรักษาด้วยการผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมดมีโอกาสที่จะทำให้หายขาดได้ แต่หากเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในระยะลุกลาม โอกาสหายขาดจะลดน้อยลง