
หากคุณกำลังเผชิญกับความไม่สบายตัวบริเวณทวารหนัก อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเป็นเพียงอาการทั่วไปของโรคริดสีดวงทวาร เพราะภายใต้อาการที่ดูคล้ายคลึงกันอาจแฝงไปด้วยภาวะสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับพยาธิสภาพของโรคอย่างเจาะลึก ตั้งแต่กลไกการเกิด ประเภทที่แตกต่างกัน รวมถึงการประเมินระดับความรุนแรงในแต่ละระยะ เพื่อให้คุณสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้อย่างถูกวิธี และตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสมและทันสมัยได้อย่างมั่นใจ
Key Takeaways
- ริดสีดวงคือเนื้อเยื่อปกติที่ช่วยในการกลั้นอุจจาระ แต่จะกลายเป็นโรคเมื่อหลอดเลือดโป่งพองและยื่นออกมา ดังนั้นการสังเกตอาการเลือดออกหรือก้อนที่ผิดปกติจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการประเมินภาวะของโรค
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนั่งนาน การเบ่งถ่าย และการรับประทานกากใยน้อย เป็นปัจจัยกระตุ้นหลัก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพื้นฐานจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี
- การรักษาในปัจจุบันมีหลายระดับ ตั้งแต่การใช้ยา หัตถการรัดยาง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์อินฟราเรด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ไม่มีแผลเปิด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิม
- หากพบก้อนยื่นที่ดันกลับไม่ได้หรือมีเลือดสดปนออกมาในลักษณะผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจมีภาวะความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ร่วมด้วย
สารบัญบทความ

โรคริดสีดวง คือกลุ่มเนื้อเยื่อรองรับทวารหนัก (Anal Cushions) ที่ประกอบด้วยหลอดเลือดและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการกลั้นอุจจาระในคนปกติทุกคน แต่เมื่อหลอดเลือดมีการบวม ยืดตัว หรือโป่งพองและหย่อนตัวยื่นออกมาจากตำแหน่งปกติ คล้ายกับเส้นเลือดขอดที่ขา จะส่งผลให้เกิดอาการเลือดออกหรือปวด ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่าโรคริดสีดวงทวาร หรือ Hemorrhoids คือโรคสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) และริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids)
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าอาการผิดปกติที่ทวารหนักทุกชนิดคือโรคนี้เพียงอย่างเดียว ทั้งที่ความจริงอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น แผลปริขอบทวารหนัก (Anal Fissure) หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) หรือมะเร็งทวารหนัก (Anal Cancer) แม้สาเหตุการเกิดริดสีดวงจะสูงถึง 10-50% ของประชากร แต่การวินิจฉัยเพื่อแยกแยะภาวะอื่นออกจากตัวโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ
โรคริดสีดวงทวารสามารถจำแนกออกได้เป็นสองประเภทหลักตามตำแหน่งทางกายวิภาคที่เกิดการพองตัวของหลอดเลือด โดยพิจารณาจากตำแหน่งที่สัมพันธ์กับเส้นแบ่งในรูทวารหนัก ดังนี้
- ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) เกิดจากกลุ่มเส้นเลือดที่อยู่ลึกเข้าไปภายในรูทวารหนัก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นหรือคลำได้จากภายนอกในระยะเริ่มต้น
- ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) เกิดจากตำแหน่งของเส้นเลือดดำบริเวณใต้ผิวหนังตรงปากรอยย่นทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยริดสีดวงทวารภายนอกจะสามารถมองเห็นและคลำพบก้อนเนื้อได้ชัดเจน
ริดสีดวง อาการมีความแตกต่างกันไปตามประเภทและระดับความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยมักสังเกตพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังการขับถ่าย ดังนี้
- มีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ หรืออาจสังเกตเห็นเลือดบนกระดาษชำระเมื่อใช้ซับทำความสะอาดทวารหนัก รวมถึงกรณีที่มีเลือดหยดลงในโถส้วม
- มีอาการคัน ระคายเคือง หรือรู้สึกเจ็บปวดบริเวณปากทวารหนัก
- มีก้อนหรือติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักขณะขับถ่าย ซึ่งอาจยุบกลับไปได้เองหรือต้องใช้มือช่วยดันกลับ
- ในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวารภายนอก จะคลำเจอก้อนเนื้อที่ทวารหนักได้ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความลำบากในการนั่งหรือเดิน

การจำแนกความรุนแรงของริดสีดวงทวารภายในนิยมแบ่งตามลักษณะการยื่นของหัวริดสีดวงออกเป็น 4 ระยะ เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมในแต่ละลำดับขั้น
- ระยะที่ 1: ริดสีดวงอาการเริ่มแรกมีขนาดเล็กและอยู่ภายในรูทวารหนักเท่านั้น โดยจะไม่มีก้อนยื่นออกมาให้เห็นจากภายนอก
- ระยะที่ 2: อาการริดสีดวงทวารในระยะนี้ ริดสีดวงทวารยื่นพ้นปากทวารหนักออกมาขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดกลับเข้าไปด้านในได้เองตามธรรมชาติ
- ระยะที่ 3: อาการของริดสีดวงในระยะนี้ ริดสีดวงทวารยื่นออกมาข้างนอกขณะเบ่งถ่ายอุจจาระและไม่สามารถหดกลับได้เอง แต่ยังสามารถกลับเข้าที่เดิมได้โดยต้องใช้นิ้วดันกลับเข้าไป
- ระยะที่ 4: ริดสีดวงทวารยื่นออกมาอยู่ภายนอกตลอดเวลา ดันกลับเข้าที่ไม่ได้ หรือมีการยื่นของเยื่อบุทวารหนักออกมาทั้งหมด ซึ่งในระยะนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบจนเกิดเนื้อตาย การติดเชื้อ ภาวะตกเลือด หรือมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง
หากสังเกตพบอาการที่เข้าข่ายข้างต้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนอาการลุกลาม แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะริดสีดวงทวารเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
- แนะนำแพ็กเกจผ่าตัดริดสีดวงสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการริดสีดวงทวาร รวมถึงกรณีมีโรคร่วม หรือภาวะอื่นที่ส่งผลต่อโรคที่เป็นไปตามปกติ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : แพคเกจผ่าตัดริดสีดวง
แม้ว่าทุกคนจะมีโอกาสเกิดโรคริดสีดวงทวารได้ แต่บุคคลบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมกระตุ้นให้เกิดแรงดันภายในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ริดสีดวง เกิดจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้
- นั่งทำงานหรือประชุมต่อเนื่องหลายชั่วโมง: ไม่ได้ลุกเคลื่อนไหว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวกและเกิดแรงดันในเส้นเลือดรอบทวารหนักเพิ่มขึ้น
- นั่งแช่ในห้องน้ำเป็นเวลานาน: ซึ่งทำให้เส้นเลือดบริเวณทวารหนักขยายตัวและเสี่ยงต่อการเกิดโรค
- บริโภคอาหารรสจัด: ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อลำไส้ ส่งผลให้ท้องเสียบ่อยครั้งหรือเกิดภาวะเยื่อบุลำไส้อักเสบจนริดสีดวงกำเริบ
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ: กระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้อุจจาระแข็งจนต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น
- ภาวะตั้งครรภ์หรือการคลอดบุตร: เนื่องจากแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงให้หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง [ไขข้อสงสัย ทำไมคนตั้งครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร อ่าต่อได้ที่ : ทำไมคนตั้งครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร | โรงพยาบาลวิภาวดี ]
- พฤติกรรมการดื่มน้ำน้อยและกินอาหารที่มีกากใยต่ำ: ทำให้อุจจาระแข็งตัวและเป็นสาเหตุหลักที่ต้องออกแรงเบ่ง
- การออกแรงเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง: ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เส้นเลือดบริเวณทวารหนักโป่งพองตัว
- อายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน: หรือการขาดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานช้าลงและเกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง
เมื่อเกิดความผิดปกติจากโรคริดสีดวงทวาร การปฏิบัติตัว เมื่อเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้
- กรณีมีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก หลังถ่ายอุจจาระเสร็จควรใช้น้ำฉีดชำระทำความสะอาด แล้วใช้นิ้วดันก้อนกลับเข้าไปทันที อาจใช้สบู่อ่อนหรือเจลหล่อลื่นช่วยให้ดันกลับได้ง่ายขึ้น หากปล่อยก้อนทิ้งไว้ข้างนอกนานเกินไปอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบ บวม และปวดรุนแรงตามมา
- กรณีมีเลือดออก ซึ่งมักเป็นเลือดสดหยดตามหลังการถ่ายอุจจาระและส่วนใหญ่จะหยุดได้เอง แต่หากเลือดไม่หยุด หรือมีลักษณะเลือดปนกับอุจจาระ หรือมีมูกเลือดปน (Mucus Bloody Stool) ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม
- หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้น ร่วมกับการทำก้นแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) ที่อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส ครั้งละ 15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรชะล่าใจว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นเพียงโรคริดสีดวงทวารเท่านั้น เนื่องจากอาจมีความผิดปกติอื่นแฝงอยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเรื่อง มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) จึงแนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพื่อความแม่นยำ

ริดสีดวง รักษาได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกแนวทางที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของโรคในแต่ละราย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง
ระยะที่ 1-2: การปรับพฤติกรรมและการดูแลตนเอง
- วิธีรักษาริดสีดวงเริ่มแรก เน้นการเพิ่มใยอาหารหรือไฟเบอร์ และดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อให้อุจจาระนิ่มลง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน หรือการออกแรงเบ่งที่มากเกินไป
ระยะที่ 2-3: การใช้ยาและหัตถการโดยไม่ต้องผ่าตัด
- การใช้ยาบรรเทาอาการริดสีดวง ซึ่งมีทั้งรูปแบบยารับประทาน ยาทา หรือยาเหน็บทวาร
- การฉีดยา (Sclerotherapy) เพื่อให้หัวริดสีดวงฝ่อ ยุบตัว และหลุดไปเอง
- การรัดยาง (Rubber Band Ligation) บริเวณก้อนริดสีดวง เพื่อตัดเลือดที่ไปเลี้ยงทำให้หัวริดสีดวงหลุดออกเองภายใน 7-10 วัน
ระยะที่ 3-4: วิธีการรักษาขั้นสูงและการผ่าตัด
- การผ่าตัดแบบดั้งเดิม (Conventional Hemorrhoidectomy) เป็นการตัดก้อนริดสีดวงออกโดยตรง เหมาะสำหรับริดสีดวงที่มีขนาดใหญ่
- การผ่าตัดด้วยเครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ (Stapled Hemorrhoidopexy) เป็นการใช้เครื่องมือพิเศษดึงริดสีดวงกลับเข้าที่เดิม ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดได้มากกว่าวิธีทั่วไป
- การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty) เป็นการใช้พลังงานเลเซอร์เข้าไปจี้ทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวริดสีดวง ทำให้ฝ่อตัวและยุบลง วิธีนี้เจ็บน้อย ไม่มีแผลเปิด และฟื้นตัวได้รวดเร็ว
โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการโป่งพองของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดบริเวณปลายลำไส้ใหญ่ แม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและรักษาให้หายได้ด้วยการปรับพฤติกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่การแยกแยะโรคออกจากภาวะร้ายแรงอื่นอย่างมะเร็งทวารหนักคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด
ที่แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณด้วยทีมหมอศัลยกรรมเฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่มีประสบการณ์สูง เรามีบริการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่หลากหลายตามระยะของโรค โดยเฉพาะการรักษาด้วยเลเซอร์ที่ช่วยให้เจ็บน้อยและฟื้นตัวไว เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
ป้องกันไม่ให้เป็นริดสีดวงได้อย่างไร
หัวใจสำคัญคือการลดแรงดันในหลอดเลือดทวารหนัก ควรบริโภคอาหารที่มีใยอาหารสูงเพื่อช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ดื่มน้ำสะอาดวันละ 2-3 ลิตร และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่งเบ่งอุจจาระนานหรือการนั่งแช่ขณะขับถ่าย รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยป้องกันอาการท้องผูกเรื้อรัง
ริดสีดวง จะยุบเองไหม
ริดสีดวง หายเองได้ไหม? ในระยะเริ่มต้นที่อาการไม่รุนแรง ริดสีดวงยุบลงหรืออาการดีขึ้นได้เองหากมีการปรับพฤติกรรม เช่น การรับประทานกากใยเพิ่มหรือการทำก้นแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath) แต่หากโรคลุกลามถึงระยะที่มีก้อนยื่นออกมาตลอดเวลาหรือมีการอักเสบจนเกิดลิ่มเลือดอุดตัน มักไม่สามารถยุบเองได้และจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์
แผลขอบรูทวาร กี่วันหาย
สำหรับแผลปริขอบทวารหนัก (Anal Fissure) ชนิดเฉียบพลัน มักจะใช้เวลาสมานตัวและหายได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์ หากผู้ป่วยดูแลความสะอาดและปรับให้อุจจาระนิ่มลง แต่หากปล่อยจนกลายเป็นแผลเรื้อรังนานกว่า 6 สัปดาห์ แผลอาจจะไม่หายเองและต้องใช้ยาทาเฉพาะจุดหรือการรักษาทางศัลยกรรมเพิ่มเติม