อาการโรคไตเริ่มแรก มักไม่ชัดเจนทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าการทำงานของไตกำลังเสื่อมลงทีละน้อย เช่น อ่อนเพลีย บวมหน้า-เท้า ปัสสาวะผิดปกติ (บ่อย น้อยลง เป็นฟอง สีเข้ม) ความดันสูงขึ้น คันผิวหนัง หรือคลื่นไส้ หากปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นไตเสื่อมเรื้อรัง
การรู้ทันสัญญาณเตือนของโรคไตตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สามารถตรวจพบ วินิจฉัย และดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที บทความนี้พาไปรู้จักกับอาการโรคไตเริ่มแรก สาเหตุที่พบบ่อย แนวทางการรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้คุณดูแลสุขภาพไตได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่วันนี้
%20Re-op/Vibhavadi%20Dec%207_Article.jpg)
โรคไต คืออะไร?
โรคไต (Kidney Disease) คือภาวะที่ไตทำงานผิดปกติหรือมีความสามารถในการทำงานลดลง จนไม่สามารถทำหน้าที่กรองของเสีย สารพิษ ควบคุมสมดุลน้ำ แร่ธาตุ รวมถึงฮอร์โมนในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อไตทั้งสองข้างนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบต่างๆ จนเกิดอาการเจ็บป่วยตามมา โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไตวาย ไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ และนิ่วในไต
หน้าที่สำคัญของไตมีอะไรบ้าง?
- กรองของเสียออกจากเลือด ขับของเสียจากการเผาผลาญ เช่น ยูเรีย ครีเอตินิน กรดยูริก และยาต่างๆ ผ่านทางปัสสาวะ
- ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกายให้สมดุล
- ควบคุมความดันโลหิต สร้างสารสำคัญอย่าง Renin เพื่อควบคุมความดันโลหิต
- สร้างฮอร์โมนที่จำเป็น เช่น ฮอร์โมน Erythropoietin (EPO) เพื่อกระตุ้นไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดง
เมื่อไตทำงานผิดปกติหรือเสื่อมลง จะทำให้ของเสียและน้ำคั่งในร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการ บวม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย โลหิตจาง ความดันโลหิตสูง และอาจเกิดความผิดปกติของหัวใจ กระดูก และระบบประสาทได้ หากเป็นรุนแรงหรือเรื้อรัง อาจต้องได้รับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตเพื่อทดแทนการทำงานของไต
โรคไตมีกี่ประเภท?
- โรคไตเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI) ไตจะสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ซึ่งเกิดจากภาวะช็อก ติดเชื้อรุนแรง เสียเลือดมาก หรือใช้ยาบางชนิด โรคไตประเภทนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงที
- โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ไตเสื่อมลงอย่างช้าๆ ต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ชะลอได้ โดยสามารถแบ่งอาการของโรคไตประเภทได้เป็น 5 ระยะ
%20Re-op/Vibhavadi%20Dec%207_Article3.jpg)
สาเหตุของโรคไตเกิดจากอะไร?
โรคไตสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากโรคประจำตัว พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ทำลายหลอดเลือดฝอยในไต ส่งผลให้การกรองของเสียลดลง
- ความดันโลหิตสูง ความดันที่สูงต่อเนื่องทำให้หลอดเลือดในไตเสื่อมเร็ว ไตทำงานผิดปกติ
- การใช้ยาแก้ปวดหรือยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยากลุ่มแก้ปวด NSAIDs อาจทำลายเนื้อไตโดยไม่รู้ตัว
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือการอักเสบของไต หากเกิดซ้ำหรือรักษาไม่หายขาด อาจทำให้ไตเสียหายถาวร
- โรคทางพันธุกรรมหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคไต เช่น โรคถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease)
- ภาวะอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ จากนิ่วหรือการสะสมของแร่ธาตุ ทำให้ปัสสาวะไหลย้อนและทำลายไต
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคลูปัส ที่ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อไต
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มน้ำน้อย รับประทานเค็มหรือโซเดียมสูง ทำให้ไตต้องทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
สัญญาณเตือนอาการโรคไตเริ่มแรก มีอะไรบ้าง?
อาการโรคไตระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าไตกำลังทำงานผิดปกติอยู่ หรือไม่ได้สังเกตอาการ การสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้สามารถเข้ารับการตรวจและรักษาได้ทันที และยังลดความเสี่ยงภาวะไตเสื่อมหรือไตวายในอนาคตได้
- ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อยขึ้น มีฟองมากผิดปกติ
- ตัวบวม หน้า มือ เท้า หรือข้อเท้าบวม กดบุ๋มแล้วไม่คืนตัว
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน มีรสขมในปาก
- คันตามผิวหนัง หรือผิวแห้งผิดปกติ อาจมีจ้ำเลือดขึ้นง่าย
- เป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้อกระตุกบ่อย
- ความดันโลหิตสูงควบคุมยาก โดยเฉพาะในคนอายุน้อย
- ปวดหลังบริเวณเอวหรือสีข้าง อาจปวดตื้อๆ หรือรุนแรง
%20Re-op/Vibhavadi%20Dec%207_Article2.jpg)
อาการโรคไตที่ต้องรีบไปพบแพทย์
- ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีสีเข้มผิดปกติอย่างชัดเจน
- ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ปัสสาวะเลย
- ตัวบวมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่หน้า รอบตา หรือขาทั้งสองข้าง
- เหนื่อย หอบ แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
- คลื่นไส้ อาเจียนมาก เบื่ออาหารรุนแรง หรือซึมลง
- ปวดเอวหรือสีข้างอย่างรุนแรงร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น
- ความดันโลหิตสูงมาก ควบคุมไม่ได้ หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว
- สับสน ชัก หรือหมดสติ
โรคไตเรื้อรังมีกี่ระยะ?
โรคไตเรื้อรังสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ตามค่า eGFR ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงไตวายระยะสุดท้าย โดยอาการโรคไตแต่ละระยะแบ่งเป็นดังนี้
- ระยะที่ 1–2 ไตเริ่มเสื่อมเล็กน้อย การทำงานของไตยังค่อนข้างดี มักไม่มีอาการชัดเจน แต่เริ่มพบสัญญาณผิดปกติ เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ
- ระยะที่ 3 การทำงานของไตลดลงมากขึ้น เริ่มมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย บวม ความดันโลหิตสูง หรือปัสสาวะผิดปกติ
- ระยะที่ 4 ไตทำงานลดลงอย่างมาก อาการชัดเจนขึ้น จำเป็นต้องเตรียมการรักษาทดแทนไต เช่น การเตรียมฟอกไตหรือประเมินการปลูกถ่ายไต
- ระยะที่ 5 ไตวายระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ ผู้ป่วยต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต เพื่อดำรงชีวิต
การตรวจวินิจฉัยโรคไต
- ตรวจเลือด วัดระดับของเสียจากการเผาผลาญกล้ามเนื้อและโปรตีนในเลือด และคำนวณอัตราการกรองของเสียของไต
- ตรวจปัสสาวะ หาโปรตีนอัลบูมินในปัสสาวะ และความผิดปกติอื่นๆ เช่น เลือดในปัสสาวะ
- อัลตราซาวด์ไต เพื่อดูขนาด โครงสร้าง และโครงสร้างของไต
- การตัดชิ้นเนื้อไต (ในบางกรณี) เพื่อหาสาเหตุแบบเฉพาะเจาะจง
%20Re-op/Vibhavadi%20Dec%207_Article4.jpg)
แนวทางการรักษาโรคไต
การรักษาอาการโรคไต สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อให้อาการโรคไตดีขึ้น มีแนวทางการรักษาดังนี้
1. ควบคุมโรคต้นเหตุ
การควบคุมโรคต้นเหตุคือขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการรักษาโรคไตเรื้อรัง ซึ่งช่วยชะลอการลุกลามของโรค โดยมุ่งเป้าไปที่การรักษาโรคประจำตัวที่ทำให้ไตเสียหาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เกาต์ หรือการอักเสบของไต
2. ปรับพฤติกรรมและอาหาร
การปรับพฤติกรรมและอาหารช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้น โดยจำกัดโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียมและฟอสฟอรัส เพื่อลดของเสียที่ไตต้องกรอง สำหรับผักผลไม้เลือกชนิดโพแทสเซียมต่ำ เช่น แตงกวา กะหล่ำปลี แอปเปิล สับปะรด โดยต้มแล้วล้างน้ำเพื่อลดโพแทสเซียม หลีกเลี่ยงกล้วย มะม่วงสุก ผักโขมและนมสด ควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายเบาๆ เลิกสูบบุหรี่และจำกัดแอลกอฮอล์ เพื่อสุขภาพไตโดยรวม
3. การใช้ยา
ยาหลักที่ใช้บ่อยคือกลุ่มยาลดความดันโลหิต เช่น ACE inhibitors (Enalapril) และ ARBs (Losartan) ซึ่งช่วยลดโปรตีนในปัสสาวะและปกป้องไตโดยตรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันสูง ยาควบคุมน้ำตาล เช่น SGLT2 inhibitors (Dapagliflozin) ช่วยลดความเสี่ยงไตวาย ส่วนยาขับปัสสาวะ (Furosemide) แก้บวมน้ำและลดของเหลวคั่งในร่างกาย หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไต เช่น NSAIDs (Ibuprofen, Diclofenac) ยาปฏิชีวนะบางชนิด (Gentamicin) และปรับขนาดยาอื่นๆ ตามค่า GFR เพื่อป้องกันไตแย่ลง
4. การฟอกไต
การฟอกไตมี 2 วิธีหลักคือฟอกไตทางหลอดเลือด (Hemodialysis) และฟอกไตทางช่องท้อง (Peritoneal dialysis) โดยเลือกตามสภาพผู้ป่วยและไลฟ์สไตล์
- ฟอกไตทางหลอดเลือด ใช้เครื่องไตเทียมกรองเลือดนอกตัว ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 4-5 ชั่วโมง ต้องสร้างเส้นเลือดเทียมที่แขนและทำที่โรงพยาบาล เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลจากทีมแพทย์
- ฟอกไตทางช่องท้อง ใช้น้ำยาฟอกไตผ่านท่อที่ฝังช่องท้อง ทำได้เองที่บ้านวันละ 4-5 ครั้งหรือต่อเนื่องกลางคืน เหมาะกับผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวสะดวกแต่เสี่ยงติดเชื้อสูงกว่า
ทั้งสองวิธีช่วยควบคุมสมดุลน้ำเกลือแร่ ลดอาการบวมและเหนื่อยล้า แต่ไม่หายขาด ต้องทำตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะปลูกถ่ายไต
5. การปลูกถ่ายไต
การปลูกถ่ายไตคือการผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาค (ญาติหรือเสียชีวิต) มาฝังในผู้รับ โดยไตใหม่จะอยู่บริเวณอุ้งเชิงกรานและต่อเข้ากับหลอดเลือดใหญ่กับกระเพาะปัสสาวะ ใช้ไตเพียงข้างเดียวก็เพียงพอ ขั้นตอนเริ่มจากการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและเนื้อเยื่อ (HLA matching และ Crossmatch Test) เพื่อลดเสี่ยงร่างกายปฏิเสธไต ก่อนผ่าตัดผู้รับต้องฟอกไตให้เลือดสะอาด งดน้ำอาหาร และปรับสมดุลเกลือแร่
ผู้บริจาคผ่าตัดแบบเปิดหรือส่องกล้องเพื่อตัดไตข้างที่ไม่สำคัญ (มักเลือกข้างซ้าย) หลังผ่าตัดต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต ติดตามการทำงานของไตและตรวจชิ้นเนื้อหากมีปัญหา อายุการใช้งานไตเฉลี่ย 15-20 ปี
ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตมีอะไรบ้าง?
- โลหิตจาง
- กระดูกพรุน
- หัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ
- น้ำท่วมปอด
- ภาวะติดเชื้อง่าย
%20Re-op/Vibhavadi%20Dec%207_Article5.jpg)
การดูแลตัวเองสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
- ควบคุมอาหาร ลดเค็ม ลดฟอสฟอรัส ลดหวาน/มัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไต เช่น NSAIDs สมุนไพร อาหารเสริมบางชนิด
- งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์
- เลือกทานผัก ผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา
- หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารหมักดอง และอาหารที่มีโพแทสเซียม/ฟอสฟอรัสสูง เช่น ถั่วแห้ง ลูกเกด ทุเรียน มะขาม ฟักทอง ไข่แดง หอยนางรม
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ผู้ที่เป็นโรคไตห้ามกินอะไรบ้าง?
ผู้ที่เป็นโรคไตควรกินอาหารที่รสอ่อน โซเดียมต่ำ โปรตีนพอดี เลือกผัก-ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมไม่สูง และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป พร้อมทั้งควบคุมปริมาณอาหารและน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อชะลอไตเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิต
- อาหารเค็มจัด และโซเดียมสูง
- อาหารที่มีโพแทสเซียมสูง (ในผู้ป่วยบางระยะ)
- อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
- โปรตีนมากเกินไป (โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น–กลาง)
- อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มหวานจัด
- สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิด
- น้ำซุป น้ำแกงเข้มข้น
ผู้ที่เป็นโรคไตควรกินอะไรบ้าง?
- ข้าว แป้ง และคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน
- โปรตีนคุณภาพดีในปริมาณพอเหมาะ
- ผักโพแทสเซียมต่ำถึงปานกลาง
- ผลไม้โพแทสเซียมต่ำ
- ไขมันที่ดีต่อหัวใจ
- เครื่องปรุงรสโซเดียมต่ำ
- ดื่มน้ำตามคำแนะนำแพทย์
โรคไตต้องฟอกไตทุกคนไหม?
การเป็นโรคไตไม่จำเป็นต้องฟอกไตเสมอไป แพทย์จะพิจารณาฟอกไตเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย (eGFR ต่ำกว่า 15) หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำท่วมปอด เลือดเป็นกรด หรือมีของเสียคั่งจนเป็นอันตราย หากตรวจพบไวและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสม จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจช่วยให้ไม่ต้องฟอกไตไปตลอดชีวิตได้
วิธีป้องกันโรคไต
การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยวิธีป้องกันโรคไตที่สำคัญ ได้แก่
- ควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดการทำลายหลอดเลือดในไต
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว ช่วยให้ไตขับของเสียได้ดีขึ้น
- ไม่กลั้นปัสสาวะ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและการอักเสบของไต
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยาแก้ปวด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติของไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- หลีกเลี่ยงขนมและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งมักมีโซเดียมและสารปรุงแต่งสูง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยควบคุมน้ำหนัก น้ำตาล และความดันโลหิต
- งดอาหารเค็มจัดหรือหวานจัด เพื่อลดภาระการทำงานของไตในระยะยาว
ตรวจคัดกรอง หรือรักษาโรคไต ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
โรคไต เป็นปัญหาทางสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม หากสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาได้ทันท่วงที โดยตรวจคัดกรองสุขภาพไตอย่างสม่ำเสมอ ได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี โดยแพทย์ผู้ชำนาญการที่พร้อมดูแล ตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างแม่นยำ เพื่อให้อาการโรคไตดีขึ้น สุขภาพดีอย่างมีความสุข
สรุป
โรคไต คือภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่การกรองของเสียและรักษาสมดุลในร่างกาย ซึ่งมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สังเกตได้จากอาการบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรืออ่อนเพลีย สาเหตุหลักเกิดจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมการกินเค็ม โดยแบ่งเป็นชนิดฉับพลันที่รักษาหายได้และชนิดเรื้อรัง 5 ระยะที่ต้องดูแลต่อเนื่อง การรักษาเน้นการควบคุมโรคต้นเหตุ ปรับอาหาร และใช้ยาเพื่อชะลอการเสื่อม ส่วนการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตจะทำเฉพาะในระยะสุดท้ายเท่านั้น
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงยาที่เป็นพิษต่อไต หากสังเกตอาการแล้วพบว่าตนเองอาจเสี่ยงเป็นโรคไต หรือไตเริ่มมีปัญหา สามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย ที่ตรวจวินิจฉัยได้อย่างตรงจุด เพื่อให้สุขภาพดียิ่งขึ้น
FAQ
อาการโรคไตมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก แต่จะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะกลางถึงท้าย โดยมีสัญญาณเตือน เช่น ปัสสาวะผิดปกติ ร่างกายบวม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และคันตามผิวหนัง จนเข้าสู่ระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายที่ไตวายจนไม่สามารถขับของเสียได้และจำเป็นต้องเข้ารับการฟอกไต
โรคไตระยะที่ 5 คือภาวะไตวายที่ร่างกายไม่สามารถขับของเสียและน้ำได้ตามปกติ ส่งผลให้มีอาการอ่อนเพลียรุนแรง หายใจลำบาก ร่างกายบวม ปัสสาวะน้อยลง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายต่อหัวใจและสมอง ในระยะนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาด้วยการฟอกไต ล้างไต หรือปลูกถ่ายไตเพื่อประคับประคองชีวิต
อาการหน้าบวมอาจเป็นสัญญาณของโรคไต เนื่องจากไตไม่สามารถขับน้ำและเกลือส่วนเกินได้ตามปกติ แต่อาการบวมยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภูมิแพ้ โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ หรือการกินเค็มจัด หากเป็นโรคไตมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะผิดปกติ เป็นฟอง เหนื่อยง่าย ปวดหลัง ความดันสูง และคันตามตัว
โรคไตวายเรื้อรังมักไม่หายขาด แต่สามารถชะลอการเสื่อมและควบคุมอาการได้ หากตรวจพบเร็วและดูแลต่อเนื่อง ส่วนโรคไตวายเฉียบพลันหากตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจนและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสรักษาให้หายเป็นปกติได้
ค่า eGFR คือตัวเลขบอกประสิทธิภาพการทำงานของไต โดยประเมินจากอัตราการกรองของเสียต่อนาที เพื่อดูว่าไตยังสามารถกำจัดของเสียได้ดีไหม
การดื่มน้ำน้อยส่งผลเสียต่อร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคไต เพราะน้ำคือตัวกลางสำคัญที่ช่วยพาของเสียไปกรองที่ไตเพื่อขับออกทางปัสสาวะ หากขาดน้ำไตจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดการสะสมของเสียได้
โรคไตกับนิ่วในไตต่างกันแต่เกี่ยวข้องกัน โดยโรคไตคือภาวะที่ไตทำงานผิดปกติจากปัจจัยต่างๆ เช่น เบาหวานหรือความดันสูง ส่วนนิ่วในไตเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไตเสื่อมได้ หากปล่อยไว้นานจนอุดตันหรือติดเชื้อซ้ำๆ อาจนำไปสู่โรคไตเรื้อรังในที่สุด
ไม่แน่นอน แต่ผู้ป่วยโรคไตสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนับ 10-20 ปี หรือมากกว่านั้น หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและดูแลสุขภาพอย่างดี