- โรคไบโพลาร์คือความผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสภาวะอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรงระหว่างสองขั้ว ได้แก่ ช่วงมาเนีย และช่วงซึมเศร้า อาการรุนแรงและยาวนานต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน โดยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติได้เอง
- สาเหตุของอาการไบโพลาร์ แม้ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มักเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท พันธุกรรม เหตุการณ์กระทบกระเทือนใจรุนแรง ความผิดปกติทางร่างกายอย่างโรคไทรอยด์ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ความเครียดสะสมและการอดนอน
- กลุ่มอาการไบโพลาร์มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นกลุ่มอารมณ์ดีผิดปกติ และกลุ่มอารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ แต่ไม่สามารถควบคุมให้กลับสู่ภาวะปกติได้เอง
- อาการไบโพลาร์เบื้้องต้นที่ต้องสังเกต ได้แก่ คึกคัก มีพลังงานสูงกว่าปกติ นอนน้อยแต่ไม่รู้สึกเพลีย พูดเร็ว พูดไม่หยุด ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกันแต่ทำไม่สำเร็จ เชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินจริง ทำพฤติกรรมที่ไม่ยั้งคิด อารมณ์รุนแรงกว่านิสัยเดิม เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย นอนมากเกินไป สมาธิสั้น
ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน หลายคนอาจเคยสัมผัสกับความรู้สึกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย จนเกิดคำถามในใจว่า “เราเป็นไบโพลาร์หรือเปล่านะ?” โดยไบโพลาร์เป็นภาวะความผันผวนของอารมณ์ที่มีความผิดปกติ ระหว่างอารมณ์ดีเกินปกติกับซึมเศร้า ซึ่งในบางครั้งก็จะมีอารมณ์ปกติบ้างเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน บทความนี้ได้รวมเช็กลิสต์อาการไบโพลาร์เบื้องต้น สัญญาณเตือน และวิธีรับมือเมื่อคนใกล้ตัวมีอาการไบโพลาร์
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%201%20(%E0%B9%84%E0%B8%9A%20%E0%B9%82%E0%B8%9E%20%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD)%20Re-op_1.jpg)
รู้จักไบโพลาร์ คืออะไร
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว คือความผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสภาวะอารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรงระหว่างสองขั้ว ได้แก่ ช่วงมาเนีย (Mania) ที่มีอาการคึกคักหรืออารมณ์ดีผิดปกติ และช่วงซึมเศร้า (Depression) ซึ่งอาจเกิดขึ้นสลับกันหรือมีช่วงอารมณ์ปกติคั่นกลาง ต่างจากอารมณ์ขึ้นลงทั่วไปในชีวิตประจำวันตรงที่ความเปลี่ยนแปลงนี้จะรุนแรงและยาวนานต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน โดยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติได้เอง จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตในสังคม
สาเหตุของไบโพลาร์ เกิดจากอะไร
แม้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่โรคไบโพลาร์มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท เช่น เซโรโทนินและโดพามีน ที่ควบคุมอารมณ์และการนอนหลับ
- พันธุกรรมจากคนในครอบครัวที่มีประวัติโรคทางจิตเวช
- เหตุการณ์กระทบกระเทือนใจรุนแรง
- ความผิดปกติทางร่างกายอย่างโรคไทรอยด์ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
- ความเครียดสะสมและการอดนอน ที่ส่งผลรบกวนการทำงานของสมองจนทำให้เกิดอาการแปรปรวนได้
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%201%20(%E0%B9%84%E0%B8%9A%20%E0%B9%82%E0%B8%9E%20%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD)%20Re-op_2.jpg)
สังเกตกลุ่มอาการไบโพลาร์ มีอะไรบ้าง
อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania)
- มีพลังงานล้นเหลือและคึกคักเกินปกติ
- นอนน้อยหรือไม่ยอมนอน
- พูดมากและพูดเร็ว
- หงุดหงิดง่าย
- เชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินไป
- ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยโดยไม่ยั้งคิด
- มีความต้องการทางเพศสูงขึ้นผิดปกติ
อาการซึมเศร้า (Depress)
- รู้สึกเศร้า หดหู่ และหมดกำลังใจ
- เก็บตัว ไม่อยากพบปะหรือพูดคุยกับใคร
- ขาดความสนใจในกิจกรรมต่างๆ
- คิดช้าและสมาธิสั้น
- มองโลกในแง่ร้าย
- มีความคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%201%20(%E0%B9%84%E0%B8%9A%20%E0%B9%82%E0%B8%9E%20%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD)%20Re-op_3.jpg)
ไบโพลาร์มีกี่ประเภท
Bipolar I Disorder
ไบโพลาร์ประเภท 1 มีสภาวะอารมณ์ดีหรือก้าวร้าวอย่างสุดโต่งจนควบคุมตัวเองไม่ได้ สลับกับช่วงซึมเศร้ารุนแรง บางกรณีอาการคล้ายกับโรคจิตเภททำให้วินิจฉัยยาก แพทย์จึงต้องพิจารณาแยกแยะอย่างละเอียดเพื่อให้ระบุโรคได้อย่างถูกต้อง
Bipolar II Disorder
ไบโพลาร์ประเภท 2 จะมีอาการซึมเศร้าร่วมกับสภาวะอารมณ์ดีหรือก้าวร้าวแบบไม่รุนแรง (Hypomania) โดยไม่มีอาการคลุ้มคลั่งรุนแรงเท่าประเภทที่ 1 ช่วงอารมณ์แปรปรวนมักเกิดขึ้นในระยะสั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือกี่วันก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติ
Cyclothymic Disorder
ไบโพลาร์ประเภทไซโคลไทมิก คือภาวะอารมณ์แปรปรวนเรื้อรังอย่างน้อย 2 ปี โดยมีอาการอารมณ์ดีและซึมเศร้าสลับกันแบบไม่รุนแรง อาการในแต่ละช่วงจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นๆ และไม่รุนแรงเท่าอาการของโรคไบโพลาร์แบบเต็มรูปแบบ
ไบโพลาร์ที่ไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัย
ไบโพลาร์ที่ไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัย คือกลุ่มที่มีอาการคล้ายโรคไบโพลาร์แต่ไม่ตรงตามเกณฑ์ของประเภทที่ 1 ประเภทที่ 2 หรือไซโคลไทมิก โดยมีสาเหตุจากปัจจัยภายนอก เช่น ผลข้างเคียงของสารเสพติด โรคทางระบบประสาท หรือโรคทางกายอื่นๆ ซึ่งในบางรายอาจไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
อาการไบโพลาร์เบื้องต้น ที่ควรสังเกต
- คึกคัก มีพลังงานสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน
- นอนน้อยแต่ไม่รู้สึกเพลีย ยังทำกิจกรรมต่อได้
- พูดเร็ว พูดไม่หยุด ความคิดแล่นเร็วและเปลี่ยนเรื่องไว
- ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกันแต่ทำไม่สำเร็จ หรือทำโดยขาดการวางแผน
- เชื่อมั่นในตัวเองสูงเกินจริง คิดว่าตนเองเก่งหรือสำคัญมาก
- ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ตัดสินใจเสี่ยง หรือทำพฤติกรรมที่ไม่ยั้งคิด
- หงุดหงิดง่ายและอารมณ์รุนแรงกว่านิสัยเดิม
- บางครั้งรู้สึกเศร้า หดหู่ และหมดหวังต่อเนื่องจนกระทบการใช้ชีวิต
- เบื่อหน่าย ขาดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เคลื่อนไหวเชื่องช้าหรือกระสับกระส่าย
- นอนมากเกินไปหรือนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน
- สมาธิสั้น คิดช้า และตัดสินใจลำบาก
- รู้สึกไร้ค่า โทษตัวเอง มองโลกในแง่ร้าย หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง
กลุ่มเสี่ยง
- คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ จากปัจจัยทางพันธุกรรม
- คนที่มีประวัติซึมเศร้าเรื้อรังหรืออารมณ์แปรปรวนผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มมีอาการตั้งแต่วัยรุ่น
- กลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ช่วงอายุ 15–24 ปี ซึ่งมักเริ่มแสดงอาการก่อนอายุ 20 ปี
- คนผู้ที่ผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจรุนแรง การสูญเสีย หรือถูกทำร้ายในวัยเด็ก
- คนที่มีความเครียดเรื้อรังจากปัญหาชีวิตหรือการทำงานโดยขาดการจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม
- คนที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น
- คนที่นอนน้อยเรื้อรังหรือนอนไม่เป็นเวลา ซึ่งรบกวนวงจรการทำงานของสมองในกลุ่มเสี่ยง
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Apr%201%20(%E0%B9%84%E0%B8%9A%20%E0%B9%82%E0%B8%9E%20%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD)%20Re-op_4.jpg)
เช็กลิสต์ วิธีเช็กตัวเองเบื้องต้นว่าเข้าข่ายเป็นไบโพลาร์หรือเปล่า
- ทำงานไม่สำเร็จ มักเริ่มต้นงานได้ดีแต่ทำไม่จบเมื่ออารมณ์เริ่มเปลี่ยน ทำให้มีงานค้างคาจำนวนมาก แม้บางรายจะเรียนรู้วิธีจัดการจนดูเหมือนคนขยันก็ตาม
- มีอาการของโรคซึมเศร้า พบอาการร่วมเช่น เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ และไม่มีเรี่ยวแรง
- พูดเร็วผิดปกติ พูดเร็วแทรกผู้อื่น ไม่สนใจบทสนทนา และเปลี่ยนหัวข้อบ่อยจนตามไม่ทัน
- หงุดหงิดง่ายรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการฟุ้งพล่านและซึมเศร้าเกิดขึ้นพร้อมกัน จนส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
- ใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ มักใช้เพื่อคลายความเศร้าจนนำไปสู่การเสพติด และทำให้ประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาลดลง
- อารมณ์ดีมากผิดปกติ มีช่วงที่รู้สึกดีมากเกินไปสลับกับภาวะซึมเศร้า โดยบางรายอาจยังดูเหมือนคนปกติที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปัญหาการนอนหลับ ช่วงฟุ้งพล่านจะนอนน้อยแต่ไม่เพลีย ส่วนช่วงซึมเศร้าจะนอนมากแต่ยังรู้สึกเหนื่อยล้า
- พฤติกรรมวู่วามไม่คิดหน้าคิดหลัง มีความเชื่อมั่นสูงจนโอ้อวดและตัดสินใจทำเรื่องเสี่ยงๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา
วิธีรับมือคนใกล้ชิดที่มีอาการไบโพลาร์เบื้องต้น
- ทำความเข้าใจตัวโรค ศึกษาอาการและการรักษาเพื่อมองว่าคือความเจ็บป่วย ไม่ใช่นิสัยส่วนตัว
- รับฟังโดยไม่ตัดสิน เปิดพื้นที่ให้ระบายความกังวล หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือบอกว่าคิดไปเอง
- สื่อสารด้วยความสงบ ใช้น้ำเสียงอ่อนโยน ไม่โต้เถียงหรือท้าทาย โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ป่วยหงุดหงิดง่าย
- สังเกตสัญญาณเตือน เฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ พูดเร็ว หรือเก็บตัวผิดปกติ เพื่อพาไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที
- สนับสนุนการรักษา ดูแลให้ทานยาสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเอง และไปพบแพทย์ตามนัด
- จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ระวังการใช้เงิน การตัดสินใจเรื่องใหญ่ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอย่างแอลกอฮอล์
- ให้กำลังใจในวันซึมเศร้า ชวนทำกิจกรรมง่ายๆ เช่น เดินเล่นหรือทานข้าว โดยไม่กดดันให้รีบหาย
- เฝ้าระวังการทำร้ายตัวเอง หากมีสัญญาณอยากตาย ห้ามปล่อยให้อยู่ลำพัง ให้รีบพาไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที
- ดูแลสุขภาพจิตตนเอง ผู้ดูแลควรหาเวลาพักผ่อนและปรึกษาผู้ชำนาญการเพื่อป้องกันความเครียดสะสม
การเตรียมตัวก่อนเข้าพบแพทย์
- จดบันทึกอาการ สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ความถี่ และสิ่งกระตุ้นเพื่อให้ข้อมูลแพทย์ได้ชัดเจน
- เตรียมประวัติสุขภาพ รวบรวมข้อมูลโรคประจำตัว การรักษาในอดีต รวมถึงประวัติการใช้สารเสพติด
- พาคนใกล้ชิดไปด้วย เพื่อช่วยให้ข้อมูลในมุมมองคนรอบข้างและช่วยจดจำคำแนะนำของแพทย์
- เตรียมคำถามที่สงสัย เช่น แนวทางการรักษา ระยะเวลาการทานยา และผลข้างเคียง
- เลือกสถานพยาบาลที่สะดวก เพื่อให้สามารถเดินทางไปรับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
- ตั้งเป้าหมายการรักษา ระบุความต้องการเบื้องต้น เช่น ต้องการควบคุมอารมณ์หรือกลับไปทำงานได้ปกติ
- ไม่ต้องกังวลจนเกินไป เล่าข้อมูลเท่าที่จำได้ แพทย์จะเป็นผู้ซักถามเพิ่มเติมเพื่อหาข้อสรุปเอง
ขั้นตอนวินิจฉัยโรคไบโพลาร์
- การซักประวัติ สอบถามประวัติสุขภาพครอบครัว โรคประจำตัว การใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงสอบถามข้อมูลจากคนใกล้ชิดเพื่อประเมินพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- การตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อแยกโรคทางกายที่ส่งผลต่ออารมณ์ เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
- การประเมินทางจิตเวช วิเคราะห์สภาวะจิตใจอย่างละเอียด โดยอาจใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยาช่วยประเมินลักษณะอาการ
- การติดตามพฤติกรรม ในบางรายแพทย์อาจให้จดบันทึกอารมณ์ การนอน และกิจวัตรประจำวัน เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาให้แม่นยำยิ่งขึ้น
ไบโพลาร์ รักษาอย่างไรบ้าง
การรักษาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์ สหวิชาชีพ และครอบครัว โดยเน้นการใช้ยาควบคู่กับการทำจิตบำบัดเพื่อควบคุมอารมณ์ให้คงที่และป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ดังนี้
- การรักษาด้วยยา เพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง เช่น กลุ่มยาควบคุมอารมณ์ ยาต้านอาการทางจิต หรือยาต้านซึมเศร้า ผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องตามแพทย์สั่งและไม่ควรหยุดยาเองเพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น
- การทำจิตบำบัด เป็นการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์สภาพจิตใจ พัฒนาทักษะการรับมือความเครียด และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ
- การทำจิตบำบัดสัมพันธภาพและการดำเนินชีวิต เน้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและจัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เพื่อรักษาความสมดุลของอารมณ์ในชีวิตประจำวัน
- โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับตัวโรคและการดูแลเบื้องต้น เพื่อให้จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างราบรื่น
- การบำบัดแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามามีบทบาทในการรักษาเพื่อลดความตึงเครียด เรียนรู้วิธีปรับตัวและรับมือกับโรคอย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย
วิธีป้องกันโรคไบโพลาร์
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีป้องกันโรคได้สมบูรณ์ แต่สามารถลดความเสี่ยงและควบคุมอาการได้ด้วยการดูแลตัวเองและสังเกตความเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอตามแนวทางดังนี้
- สังเกตอารมณ์และพฤติกรรมตนเอง ติดตามความผิดปกติ เช่น อารมณ์ดีเกินไปสลับกับซึมเศร้า หากพบสัญญาณเตือนควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
- หลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้อาการกำเริบหรือกลับมาเป็นซ้ำ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดยาหรือปรับขนาดยาเอง เพื่อป้องกันอาการรุนแรงขึ้นและช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ลดความเครียด ผ่อนคลายจิตใจ และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนที่มีคุณภาพช่วยรักษาความสมดุลของอารมณ์และลดโอกาสที่อาการจะกำเริบ
- จัดการความเครียด หากิจกรรมที่ชอบหรือทำสมาธิเพื่อช่วยให้จิตใจสงบและลดความแปรปรวนทางอารมณ์
- รับฟังความเห็นจากคนใกล้ชิด การเปิดใจรับฟังคนรอบข้างช่วยให้รู้เท่าทันอารมณ์ที่เปลี่ยนไปและขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
รักษาโรคไบโพลาร์ที่โรงพยาบาลวิภาวดี
สำหรับใครที่กังวลหรือสงสัยว่าตนเองกำลังเป็นไบโพลาร์หรือเปล่า? สามารถเข้าปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับไบโพลาร์ ทั้งในอาการ การรักษา และแนวทางการดูแลตัวเองได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่พร้อมให้คำปรึกษา การดูแลตัวเอง รวมถึงการรักษาหลายรูปแบบที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ทั้งการรักษาด้วยยา ทำจิตบำบัด และการรักษารูปแบบอื่นๆ ทำร่วมกับคนใกล้ชิด เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกวัน
สรุป
โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วเป็นความผิดปกติทางจิตเวชที่เกิดจากปัจจัยร่วมกันทั้งพันธุกรรม ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง และสิ่งแวดล้อมที่กระทบกระเทือนจิตใจ โดยจะแสดงอาการแปรปรวนรุนแรงสลับระหว่างช่วงมาเนียที่คึกคักผิดปกติและช่วงซึมเศร้าที่หดหู่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ นอกจากนี้การดูแลสุขอนามัยการนอน หลีกเลี่ยงสารเสพติด และการหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของตนเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงจากการกำเริบของโรคและทำให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
การรักษามีหลายระดับ จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดผ่านการซักประวัติและตรวจร่างกายจากแพทย์ โดยที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำการรักษา เพื่อให้รู้สึกมั่นใจ พร้อมก้าวข้ามสู่ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
ไบโพลาร์กับซึมเศร้า ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองโรคมีความผิดปกติทางอารมณ์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่รูปแบบ โดยโรคซึมเศร้าจะมีเพียงอารมณ์ดิ่งหดหู่ต่อเนื่องเป็นหลัก ส่วนไบโพลาร์จะมีทั้งช่วงอารมณ์ตกสลับกับช่วงอารมณ์ดีหรือคึกคักผิดปกติเป็นรอบๆ ซึ่งช่วงที่อารมณ์ตกอาจดูคล้ายโรคซึมเศร้ามาก แต่การมีช่วงอารมณ์พุ่งสูงขึ้นมาคือจุดต่างสำคัญในการวินิจฉัย
ไบโพลาร์อันตรายไหม?
โรคนี้อาจเป็นอันตรายได้หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เนื่องจากอารมณ์ที่แปรปรวนรุนแรงนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้จ่ายเกินตัว ประมาท ใช้สารเสพติด หรือทำร้ายตัวเองในช่วงซึมเศร้าหนัก แต่หากได้รับการรักษาด้วยยาและปรับพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ
คนเป็นไบโพลาร์จะรู้ตัวไหมว่ากำลังเป็นอยู่?
ส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว โดยเฉพาะช่วงอารมณ์ดีผิดปกติเพราะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังและสร้างสรรค์ จึงไม่คิดว่าป่วยและมักมาพบแพทย์เฉพาะช่วงที่อารมณ์ดิ่งหรือมีปัญหาชีวิตแล้ว คนรอบข้างจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงและแนะนำให้เข้ารับการรักษา
เมื่อเป็นไบโพลาร์แล้ว ต้องกินยาตลอดชีวิตไหม?
ไม่จำเป็นต้องกินตลอดชีวิตทุกคน แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ยาระยะยาวเนื่องจากโรคมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูง แพทย์อาจพิจารณาลดหรือหยุดยาในผู้ที่อาการคงที่มานานหลายปี แต่สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงหรือกำเริบบ่อยอาจต้องกินยาต่อเนื่องเพื่อประคับประคองอารมณ์ สิ่งสำคัญคือต้องปรับยาตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด