มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในโรคร้ายอันดับต้น ๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ หากเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค รู้จักสังเกตความผิดปกติ และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ มะเร็งเต้านมก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลจนเกินไป บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับมะเร็งเต้านมอย่างเจาะลึก ตั้งแต่สาเหตุ สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร การรักษา ไปจนถึงการดูแลตัวเอง เพื่อให้พร้อมรับมือและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
Key Takeaways
การตรวจมะเร็งเต้านมพบในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 0-1) ช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดได้สูงกว่าระยะลุกลาม ดังนั้นการหมั่นคลำเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้
ความเสี่ยงไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ความอ้วน การดื่มแอลกอฮอล์ และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย
ปัจจุบันมีการรักษามะเร็งเต้านมที่หลากหลาย ทั้งการผ่าตัด ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และยาพุ่งเป้า ซึ่งแพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับชนิดและระยะของโรค
สารบัญบทความ
มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) คืออะไร
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นมะเร็งเต้านม
การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมโดยแพทย์
วิธีคลำนม สังเกตมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นมะเร็งเต้านม
การป้องกันมะเร็งเต้านม ทำได้อย่างไร
มะเร็งเต้านม ภัยร้ายใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง
มะเร็งเต้านม คือความผิดปกติของเซลล์ภายในท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนม ซึ่งมีการแบ่งตัวที่ผิดปกติแบบไม่สามารถควบคุมได้ พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (พบได้น้อย) เต้านมนั้นประกอบไปด้วยไขมัน (Fat cells) ต่อมน้ำนม (Lobule) และท่อน้ำนม (Duct) เซลล์ต่าง ๆ เหล่านี้สามารถกลายพันธุ์เกิดเป็นมะเร็งได้ โดยเซลล์ที่พบบ่อยที่สุดและเกิดความผิดปกติจนทำให้เกิดมะเร็งเต้านมคือเซลล์ท่อน้ำนม ชนิดของมะเร็งที่พบน้อยก็คือมะเร็งของต่อมน้ำนม

มะเร็งเต้านมมีกี่ระยะ? มะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นหลายระยะ ตั้งแต่ระยะที่ 0 ถึงระยะที่ 4 ซึ่งแต่ละระยะบ่งบอกถึงขนาดของก้อนมะเร็ง การลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง การแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ๆ
ระยะที่ 0 มะเร็งเต้านมระยะแรกที่เซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัว ยังไม่มีการแบ่งตัวหรือลุกลามไปยังจุดอื่น ๆ โอกาสหายสูง
ระยะที่ 1 มะเร็งเต้า อาการเตือนของมะเร็งในระยะแรก เซลล์มะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 ซม. เริ่มลุกลามออกมานอกเนื้อเยื่อตรงจุดที่ก่อตัวเพียงเล็กน้อย แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาด 2-5 ซม. ยังไม่กระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ อาจมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงหากเซลล์มะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 ซม.
ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. เริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
ระยะที่ 4 เป็นระยะแพร่กระจาย มะเร็งกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด กระดูก ตับ สมอง เป็นต้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ใช้การรักษาแบบประคับประคองเท่านั้น
แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเต้านมยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้โดยปัจจัยเสี่ยงมีดังนี้
ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน: การมีฮอร์โมนชนิดนี้สูงจะกระตุ้นให้เซลล์เนื้อเยื่อมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น
เพศและอายุ: เพศหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าชายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นเกิน 55 ปี จะพบอัตราการเจ็บป่วยได้มากถึง 2 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด
พันธุกรรม: หากมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้มาก่อน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งต่อกันได้
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต: การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ (รวมถึงการได้รับควันบุหรี่มือสอง) เพิ่มโอกาสเกิดความเสี่ยงได้ถึงร้อยละ 20
ประวัติสุขภาพสตรี: การเริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี, การเป็นหมัน, ไม่มีบุตร หรือไม่ได้ให้นมบุตร ทำให้ร่างกายสัมผัสกับฮอร์โมนนานกว่าปกติจนอาจเกิดการกระตุ้นเซลล์ร้าย
ลักษณะทางกายภาพ: ผู้ที่มีภาวะหน้าอกแน่น (Dense Breasts) ซึ่งมีเนื้อเยื่อและต่อมน้ำนมมากกว่าปกติ มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ภาวะโภชนาการและกิจกรรมทางกาย: โรคอ้วนและการไม่ออกกำลังกาย ส่งผลโดยตรงต่อสมดุลฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ประวัติการเจ็บป่วยเดิม: ผู้ที่เคยเผชิญกับภาวะนี้มาก่อน มีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลับมาเป็นซ้ำได้อีกครั้ง

อาการเริ่มต้นของมะเร็งเต้านมมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคเริ่มพัฒนาอาจเริ่มมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ การสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที มาดูกันว่ามีมะเร็งเต้านม อาการเป็นอย่างไรบ้างที่สังเกตได้
อาการของมะเร็งเต้านมที่สังเกตเห็นได้ง่ายคือเต้านมข้างใดข้างหนึ่งมีขนาดผิดปกติ รูปร่างของเต้านมดูไม่สมดุล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สังเกตได้ว่ามีอาการบวม หรือรู้สึกแน่นผิดปกติ เพราะขนาดเต้านมที่เปลี่ยนแปลงอาจเกิดจากการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งภายในเต้านม ซึ่งส่งผลต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ
มะเร็งเต้านมเป็นยังไง? การคลำพบก้อนเนื้อแข็งผิดปกติภายในเต้านมหรือบริเวณใต้รักแร้ ซึ่งก้อนเนื้ออาจกดเจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้ ก้อนมะเร็งมักมีลักษณะแข็งกว่าก้อนเนื้อธรรมดา มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผิวหนังดึงรั้ง หัวนมรั้ง มีน้ำเหลืองหรือของเหลวคล้ายเลือดไหลออก
อาการมะเร็งเต้านม ผิวหนังเต้านมบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม หรือหนาตัวคล้ายเปลือกส้ม อาจเป็นอาการของเซลล์มะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์
สังเกตมะเร็งเต้านม หากรู้สึกว่ามีอาการเจ็บนมทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นประจำเดือน หรือเต้านมบวมแดงอักเสบพร้อมกับพบเจอก้อนที่เต้านม ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยต่อไป
อาการคนเป็นมะเร็งเต้านม หากพบว่ามีของเหลวสีคล้ายเลือดหรือน้ำเหลืองออกมาจากหัวนมรูเดียว และไม่ได้อยู่ในช่วงให้นมบุตร อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านมระยะแรกที่เกิดในท่อน้ำนม ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโรคโดยละเอียด
อาการโรคมะเร็งเต้านมมักมีผื่นแดง แสบ คัน บริเวณหัวนมหรือเต้านมเรื้อรัง ชนิดแบบที่พบแพทย์ผิวหนังแล้วก็ยังไม่หาย จนผื่นกลายเป็นแผลตกสะเก็ดแข็ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอาการของโรคมะเร็งเต้านม เพราะอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ามะเร็งได้ลามมายังผิวหนังด้านบนบริเวณหัวนมหรือเต้านมแ
กระบวนการวินิจฉัยมักเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการตรวจพบสัญญาณมะเร็งเต้านมจากการคลำเต้านมด้วยตนเอง หรือพบจุดหินปูนที่น่าสงสัยจากการตรวจคัดกรองทางรังสี หน้าที่สำคัญของแพทย์คือการยืนยันว่าก้อนเนื้อที่พบนั้นเป็นมะเร็งจริงหรือไม่ และมีการลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกายแล้วหรือยัง แนวทางการวินิจฉัยที่แพทย์นิยมใช้ มีดังนี้
Diagnostic Mammography: การใช้รังสีเอกซเรย์ถ่ายภาพเต้านมเพื่อวิเคราะห์รอยโรคอย่างละเอียด
Ultrasound: การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูลักษณะของก้อนเนื้อและแยกแยะระหว่างก้อนเนื้อแข็งหรือถุงน้ำ
MRI (Magnetic Resonance Imaging): การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสร้างภาพโครงสร้างเต้านมที่มีความละเอียดสูง
การเจาะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ (Biopsy): ถือเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการวินิจฉัย แพทย์จะนำชิ้นเนื้อจากบริเวณที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันชนิดของเซลล์มะเร็ง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายและดูค่าบ่งชี้มะเร็งในบางกรณี
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจประเมินระยะและการแพร่กระจายในกรณีที่พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยมีแนวทางการวินิจฉัย ดังนี้
การเอกซเรย์ทรวงอก: เพื่อตรวจสอบความผิดปกติภายในช่องอกและปอด
Bone Scan: การตรวจสแกนกระดูกเพื่อดูว่ามะเร็งมีการลุกลามไปยังกระดูกส่วนต่าง ๆ หรือไม่
CT Scan (Computed Tomography): การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพ 3 มิติ ช่วยให้แพทย์ประเมินการแพร่กระจายไปยังอวัยวะภายในได้อย่างแม่นยำ

การรักษามะเร็งเต้านมจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับระยะของโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งมีแนวทางหลักดังนี้
การผ่าตัด (Surgery): การผ่าตัดเต้านมเป็นวิธีหลักสำหรับผู้ป่วยระยะเริ่มแรก ครอบคลุมทั้งการตัดเต้านมออกทั้งหมดหรือตัดเฉพาะบางส่วน และการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เพื่อประเมินการลุกลาม
ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy): การใช้ยาเพื่อทำลายหรือยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย มักใช้ก่อนหรือหลังผ่าตัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่อาจมีผลข้างเคียงชั่วคราว เช่น คลื่นไส้หรือผมร่วง
การฉายแสง (Radiation Therapy): การใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่หลังผ่าตัด ใช้เวลาสั้นเพียงไม่กี่นาทีต่อครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 3-6 สัปดาห์
ยาต้านฮอร์โมน (Hormone Therapy): ใช้กับมะเร็งชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมน (ER+/PR+) เช่น ยา Tamoxifen หรือ Letrozole เพื่อยับยั้งการเติบโตของเซลล์ โดยต้องใช้ยาต่อเนื่องนาน 5-10 ปี
ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุด (Targeted Therapy): การรักษาแบบพุ่งเป้าไปที่โปรตีนจำเพาะ (HER2) บนเซลล์มะเร็งโดยตรง ช่วยทำลายมะเร็งได้อย่างแม่นยำและลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติ
บทความน่ารู้ แผลมะเร็งเต้านมเป็นอย่างไร หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลยหรือไม่ หาคำตอบได้ที่บทความ : แผลมะเร็งเต้านม
ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเริ่มต้นมะเร็งเต้านมก็ตรวจคัดกรองได้ เพราะหากตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการรักษาก็จะยิ่งมีสูงขึ้น แพทย์แนะนำให้ผู้หญิงทุกคนหมั่นดูแลและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางการตรวจเต้านมเบื้องต้นที่ทำได้ดังนี้
การคลำเต้านมด้วยตัวเอง: เป็นการตรวจอาการมะเร็งเตานมขั้นตอนแรกที่ช่วยให้เราคุ้นเคยกับลักษณะปกติของเต้านมตนเอง ทำให้ตรวจพบก้อนหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่ได้รวดเร็ว
การตรวจด้วยแมมโมแกรม (Mammogram): เป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองเชิงลึก โดยแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมอย่างสม่ำเสมอทุก 1-2 ปี
การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือ MRI: ในกรณีที่ผลแมมโมแกรมแสดงความผิดปกติ หรือต้องการความชัดเจนในการวินิจฉัยเพิ่มเติม แพทย์จะพิจารณาใช้การอัลตราซาวด์หรือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อระบุรายละเอียดของรอยโรคให้แม่นยำยิ่งขึ้น
การหมั่นสังเกตความผิดปกติด้วยตนเองเป็นประจำ ช่วยให้ตรวจพบรอยโรคได้เร็วขึ้น โดยมี 3 ท่าง่าย ๆ ดังนี้
ขณะนอนราบ: หนุนไหล่ข้างที่จะตรวจแล้วยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ ใช้นิ้วชี้ กลาง และนาง คลำวนเป็นก้นหอยให้ทั่วเต้านมไปจนถึงรักแร้ หลีกเลี่ยงการบีบเนื้อนมเพราะอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นก้อนเนื้อได้
ยืนหน้ากระจก: สังเกตรูปร่าง ขนาด และความสมมาตรของเต้านม รวมถึงลักษณะหัวนมใน 3 ท่าทาง คือ ท่าปล่อยแขนข้างลำตัว, ท่ายกมือประสานเหนือศีรษะ และท่าเท้าเอวพร้อมโน้มตัวมาข้างหน้า
ขณะอาบน้ำ: ใช้สบู่ช่วยให้ผิวลื่นขึ้นเพื่อตรวจหาความผิดปกติได้ง่าย หากเต้านมใหญ่ให้ใช้มือหนึ่งประคองจากด้านล่างแล้วคลำจากบนลงล่าง ส่วนคนเต้านมเล็กให้ยกแขนขึ้นและใช้อีกมือคลำวนเป็นรูปก้นหอยให้ทั่ว
การมีวินัยในการดูแลตนเองช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับการรักษาและฟื้นฟูได้รวดเร็วขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารปรุงสุกสะอาดครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีนคุณภาพสูงเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หมั่นออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินหรือยืดเหยียดเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียน พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อลดความเครียดสะสม
ที่สำคัญต้องดูแลความสะอาดของแผลผ่าตัดตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด และคอยสังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น ไข้สูง หรือแผลบวมแดง เพื่อปรึกษาแพทย์ทันที
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมาก ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมน และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นอย่างบุหรี่และแอลกอฮอล์
รวมถึงจำกัดการใช้ฮอร์โมนทดแทนให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนควบคู่กับการเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม เพื่อดูแลสุขภาพเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันทำให้การรักษาได้ผลดีเยี่ยมหากตรวจพบเร็ว การใส่ใจสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพียงเล็กน้อย ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการตรวจคัดกรองเชิงรุกตามช่วงวัย คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความรุนแรงของโรค และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นใจได้อีกครั้ง
ที่แผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมดูแลคุณด้วยศูนย์รักษ์เต้านมที่ครบวงจร เราให้บริการตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยีแมมโมแกรม 3 มิติ (Digital Mammogram 3D) ที่มีความแม่นยำสูง พร้อมทีมหมอศัลยกรรมเฉพาะทางและพยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองประจำปี หรือการวางแผนการรักษามะเร็งเต้านมที่เหมาะสมกับเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณได้รับการดูแลที่อุ่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกขั้นตอนครับ
Facebook: Vibhavadi Hospital
Line: @Vibhavadihospital
Email: custserv@vibhavadi.com
Tel: 02-561-1111 หรือ 02-581-1111
ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด แต่ก็มีบางปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้ เช่น อายุ เพศ ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า หรือกรรมพันธุ์
การคลำเจอก้อนตรงเต้านมแต่บีบแล้วไม่เจ็บ ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจโดยละเอียด
มะเร็งเต้านมมักไม่ปรากฏอาการเมื่อเป็นในระยะแรก ๆ การไปตรวจเมื่อพบอาการผิดปกติอาจช้าเกินไป จึงควรหมั่นตรวจสุขภาพ และพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายเป็นปกติได้
อาการคันยุบยิบหัวนมเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น คันจากอาการการแพ้ การติดเชื้อ หรือมะเร็ง หากพบว่าอาการคันไม่หายไปเมื่อรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง ทั้งยังมีแผลและสีหัวนมผิดไปจากเดิม ควรพบแพทย์
การผ่าตัดเป็นขั้นตอนการรักษามะเร็งเต้านมที่จำเป็น เพราะเป็นการเอาเซลล์มะเร็งออกให้ได้มากที่สุด ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้มีการทำเคมีบำบัดหรือฮอร์โมนบำบัดก่อนการผ่าตัด หรือผ่าตัดเลยก็ได้
References
รีวิวจากคนไข้
“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”
ทีมแพทย์โรคมะเร็งเต้านมมีกี่ระยะ มีอาการอย่างไร พร้อมแนวทางรักษา
นโยบายความเป็นส่วนตัว | นโยบาย คุกกี้
Copyright © Vibhavadi Hospital. All right reserved