- ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับเกินกว่า 5% ของน้ำหนักตับโดยอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้ มีสาเหตุมาจากทั้งการดื่มแอลกอออล์ พฤติกรรม โรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด และความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม
- อาการของไขมันพอกตับ สังเกตได้จากรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย ปวด ตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ปวดท้อง น้ำหนักตัวลดลงอย่างผิดปกติ ตัวเหลืองและตาขาวมีสีเหลือง บวมน้ำบริเวณท้องหรือขา รู้สึกเหนื่อยล้ามาก หรือเริ่มมีอาการสับสน
- อาการแทรกซ้อนของไขมันพอกตับที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
- วิธีป้องกันไขมันพอกตับ ทำได้ด้วยการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมโรคประจำตัว ระวังการใช้ยาและอาหารเสริม งดแอลกอฮอล์ทุกประเภท และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี
ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วใครๆ ก็สามารถเป็นได้ทั้งนั้น โดยภาวะไขมันพอกตับเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากกว่า 5% ของน้ำหนักตับ ถ้ามีไขมันสะสมมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับภาวะไขมันพอกตับ พร้อมอาการ สาเหตุที่ควรหมั่นสังเกต เพื่อสุขภาพตับที่ดี
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%202%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%81%20%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A)%20re-op%20(2).jpg)
ไขมันพอกตับคืออะไร
ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับเกินกว่า 5% ของน้ำหนักตับ ซึ่งปกติร่างกายจะดึงไขมันจากหน้าท้องและตับมาใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะไขมันในตับที่เป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่หากมีการสะสมมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้ในระยะยาว
ไขมันพอกตับมีกี่ระยะ
- ระยะแรก เริ่มมีไขมันเข้าไปพอกสะสมอยู่ในเนื้อตับ แต่ในระยะนี้ยังไม่มีอาการอักเสบหรือการก่อตัวของพังผืดเกิดขึ้น
- ระยะที่สอง ตับเริ่มเกิดการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดูแลรักษาเกิน 6 เดือน อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้
- ระยะที่สาม การอักเสบที่รุนแรงและต่อเนื่องเริ่มทำลายเซลล์ตับ จนมีพังผืดเกิดขึ้นแทนที่เนื้อตับที่ดี
- ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายเสียหายจนตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ นำไปสู่ภาวะตับแข็ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับ
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%202%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%81%20%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A)%20re-op%20(3).jpg)
อาการของไขมันพอกตับ มีอะไรบ้าง
- รู้สึกอ่อนเพลีย
- มีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย
- รู้สึกปวดหรือตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา
- ปวดท้อง หรือรู้สึกอิ่มแน่นบริเวณช่องท้องด้านขวา
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักตัวลดลงอย่างผิดปกติ
- ตัวเหลืองและตาขาวมีสีเหลือง
- มีอาการบวมน้ำบริเวณท้องหรือขา
- รู้สึกเหนื่อยล้ามาก หรือเริ่มมีอาการสับสน
สาเหตุของไขมันพอกตับ
- ไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งแอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญไขมันของตับ ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันจนนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
- ไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรม เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง ทานอาหารที่มีไขมัน แป้ง หรือน้ำตาลสูง การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม
ใครบ้างที่เสี่ยงไขมันพอกตับ
- อาการอ้วนลงพุง
- โรคประจำตัวบางชนิด ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง
- รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล หรือแป้งในปริมาณมาก
- สตรีวัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- การได้รับยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัด และยาต้านไวรัสบางชนิด
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด
- ผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แต่มีไขมันช่องท้องสูง หรือชอบทานของหวาน
ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับไขมันพอกตับ
- ตับอักเสบเรื้อรัง (NASH) ไขมันที่สะสมอยู่ปริมาณมากจะเข้าไปกระตุ้นให้เนื้อตับเกิดการอักเสบ และส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายในที่สุด
- พังผืดในตับ (Liver Fibrosis) เมื่อตับเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับส่วนที่ดี ทำให้ตับเริ่มทำงานได้ลดลง
- โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นระยะสุดท้ายของโรคที่ตับสูญเสียสภาพและการทำงานไปโดยสิ้นเชิง เนื้อตับส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืดที่แข็งและขรุขระ
- มะเร็งตับ (Liver Cancer) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันพอกตับ จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%202%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%81%20%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A)%20re-op%20(4).jpg)
การวินิจฉัยไขมันพอกตับ
- การตรวจเลือด ในระยะแรกค่าตับอาจดูปกติ แต่หากเริ่มมีการอักเสบ ค่าตัวชี้วัดอย่าง ALT, AST และ ALP จะสูงขึ้น นอกจากนี้ควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงเช็กโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูงประกอบด้วย
- การตรวจอัลตราซาวด์ ใช้สำหรับดูลักษณะโครงสร้างของตับและตรวจหาการสะสมของไขมัน ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีไขมันสะสมมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจมีข้อจำกัดในผู้ที่มีผนังหน้าท้องหนาหรือมีน้ำหนักตัวมาก
- การเจาะชิ้นเนื้อตับ เป็นวิธีที่ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ชัดเจนหรือใช้แยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้เป็นทางเลือกแรกในการวินิจฉัย
- การตรวจด้วยเครื่อง FibroScan เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงที่ใช้ประเมินระดับพังผืดและความยืดหยุ่น รวมถึงวัดปริมาณไขมันสะสมในตับได้อย่างแม่นยำ เป็นวิธีที่รวดเร็ว ไม่ทำให้เจ็บตัว และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางคัดกรองภาวะไขมันพอกตับทำอย่างไร
การคัดกรองภาวะไขมันพอกตับในเบื้องต้นสามารถทำได้หลายวิธี เริ่มจากการตรวจเลือดเพื่อหาค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) เพื่อเช็กอาการผิดปกติ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อตรวจดูลักษณะการสะสมของไขมันในเนื้อตับ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่อง FibroScan ซึ่งช่วยวัดปริมาณไขมันและประเมินระดับพังผืดได้อย่างแม่นยำ โดยการตรวจเหล่านี้สำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง
วิธีรักษาไขมันพอกตับ
การรักษาในระยะ 1 - 2
- งดดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการทำลายตับ
- ควบคุมอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นผักและผลไม้ที่มีประโยชน์
- ออกกำลังกายและคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- การรักษาด้วยยา ในบางกรณีแพทย์อาจมีการสั่งยาเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดปริมาณไขมันในตับ หรือช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
การรักษาในระยะ 3 - 4
- ปรับพฤติกรรม ทำควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์
- การใช้ยาควบคุมโรค ในรายที่มีตับอักเสบร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ ยาลดน้ำหนัก หรือยาที่ช่วยควบคุมปริมาณไขมันในตับ
- การป้องกันภาวะแทรกซ้อน มุ่งเน้นดูแลเพื่อไม่ให้โรคลุกลามไปสู่สภาวะที่อันตรายกว่าเดิม
- การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แพทย์จะนัดตรวจเลือดและทำอัลตราซาวด์เป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะตับแข็งและโรคมะเร็งตับอย่างเข้มงวด
%20re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Feb%202%20(%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%20%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%81%20%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A)%20re-op%20(5).jpg)
วิธีป้องกันไม่ให้เป็นไขมันพอกตับ
- ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอัตรา 0.25–0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ จนกว่าจะถึงเกณฑ์มาตรฐาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ โดยผสมผสานทั้งแบบคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว 30 นาที และการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักแบบแรงกระแทกต่ำ
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารพลังงานต่ำ ไขมันต่ำ และกากใยสูง โดยหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ ชีส รวมถึงจำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลในแต่ละมื้อ
- ควบคุมโรคประจำตัว หากเป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกาย
- ระวังการใช้ยาและอาหารเสริม หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แพทย์ไม่ได้แนะนำ
- งดแอลกอฮอล์ทุกประเภท
- ตรวจสุขภาพประจำปี เข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามการทำงานของตับและเฝ้าระวังภาวะไขมันพอกตับ
ยากลุ่มไหนบ้าง ที่ไขมันพอกตับไม่ควรทาน
นอกจากดูแลตนเองเมื่อเป็นภาวะไขมันพอกตับ มาดูกันว่ามียาอะไรบ้างที่ห้ามกินสำหรับไขมันพอกในตับ
- ยาที่มีผลต่อตับโดยตรง เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล หากรับประทานเกินขนาดต่อเนื่อง ยาต้านไวรัส และยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง
- ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทา เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ยาลดไขมัน (Statins) แม้จะเป็นยารักษา/ละลายไขมันในเลือด แต่ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับรุนแรงหรือตับอักเสบต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) กลุ่มยาแก้ปวด เช่น Ibuprofen และ Naproxen
- ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อราบางชนิด เช่น ยาแก้เชื้อรา Fluconazole รวมถึงกลุ่มยาที่ใช้รักษาวัณโรค เช่น Isoniazid, Rifampin, Pyrazinamide
- สมุนไพรและอาหารเสริม เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก และเห็ดเผาะ หากรับประทานเกินขนาดหรือติดต่อกันนานเกินไป
- ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน
ค่าตรวจ/รักษาไขมันพอกตับราคาเท่าไร
การตรวจคัดกรองไขมันพอกตับในไทยเริ่มต้นด้วยการตรวจเลือดเพื่อดูค่าตับ ราคาประมาณ 500–2,000 บาท หากต้องการความแม่นยำสูงด้วยเครื่อง FibroScan จะมีค่าใช้จ่ายราว 1,800–3,500 บาทต่อครั้ง โดยมักจัดเป็นแพ็กเกจรวมค่าแพทย์แล้ว ส่วนการรักษาจะเน้นการปรับพฤติกรรมควบคู่กับการใช้ยา ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลักร้อยถึงหลายพันบาทต่อเดือนตามความรุนแรงของโรค ดังนั้นควรเตรียมงบประมาณสำหรับการตรวจครั้งแรกไว้ประมาณ 2,000–4,000 บาท โดยอาจมีค่าติดตามผลและค่ายาต่อเนื่องในระยะยาว
ตรวจไขมันพอกตับที่โรงพยาบาลวิภาวดี
ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากละเลยก็อาจนำไปสู่อาการรุนแรงขึ้นได้ หากสนใจตรวจสุขภาพ ตรวจไขมันพอกตับ สามารถตรวจได้ที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลดไขมันพอกตับ รักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้อาการดีขึ้น และสุขภาพตับดีขึ้น
สรุป
ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมเกิน 5% จนเสี่ยงต่อตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระยะ โดยมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่อาจมีสัญญาณเตือน เช่น อ่อนเพลียหรือแน่นชายโครงขวา สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกิน แอลกอฮอล์ และโรคกลุ่มเมตาบอลิก การวินิจฉัยทำได้ด้วยการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือ FibroScan
ส่วนการรักษามุ่งเน้นการคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดแอลกอฮอล์ เลี่ยงยาที่ทำลายตับ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต โดยสามารถเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้การรักษาตรงจุด
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
ไขมันพอกตับสามารถอยู่ได้กี่ปี?
ไขมันพอกตับมักถูกตรวจพบโดยบังเอิญผ่านการตรวจสุขภาพประจำปี มักแสดงผลเป็นค่าการทำงานของตับที่สูงผิดปกติหรือเริ่มมีภาวะตับอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เร่งดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาวจนนำไปสู่ภาวะตับแข็งได้ในอนาคต โดยทั่วไปแล้วภาวะไขมันพอกตับจะใช้เวลาในการพัฒนาความรุนแรงจนกลายเป็นโรคตับแข็งภายในระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี
ไขมันพอกตับห้ามกินอะไรบ้าง?
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหวาน และน้ำอัดลม รวมถึงกลุ่มอาหารที่มีไขมันสูงอย่างของทอด ผลิตภัณฑ์จากกะทิ เนย และชีส นอกจากนี้ควรจำกัดการบริโภคเบเกอรีและแป้งขัดขาว เช่น ข้าวขาวหรือขนมปังขาว ตลอดจนเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างกุนเชียงและไส้กรอก และควรละเว้นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงป่นและปลาเค็ม เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
ไขมันพอกตับควรกินผลไม้อะไร?
ภาวะไขมันพอกตับควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงและมีรสหวานน้อย เพื่อช่วยในระบบขับถ่ายและควบคุมระดับน้ำตาล โดยกลุ่มผักที่แนะนำ ได้แก่ บรอกโคลี คะน้า ผักกาด ตำลึง หัวไชเท้า แครอต กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา และผักบุ้ง สำหรับกลุ่มผลไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ อาโวคาโด แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และส้ม
ไขมันพอกตับเป็นมะเร็งไหม?
หากปล่อยภาวะไขมันพอกตับทิ้งไว้โดยไม่รีบทำการรักษา จะมีความเสี่ยงสูงที่โรคจะพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การสร้างพังผืดและการเกิดโรคตับแข็ง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เซลล์ตับเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ในระยะยาว
คันตามตัวเป็นอาการของไขมันพอกตับหรือไม่?
อาการคันตามร่างกายสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของตับได้จริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับโดยตรงเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำดีคั่งในร่างกาย โดยลักษณะอาการที่โดดเด่นคือจะรู้สึกคันบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือลามไปทั่วทั้งตัว โดยที่ผิวหนังมักจะไม่มีผื่นคันปรากฏให้เห็น
เครื่องดื่มบำรุงตับมีอะไรบ้าง?
การเลือกเครื่องดื่มที่เหมาะสมมีส่วนช่วยอย่างมากในการฟื้นฟูและบำรุงตับ โดยเฉพาะกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียว น้ำมะนาวหรือเลมอน น้ำขมิ้นชัน ชามินต์ และน้ำบีตรูต ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น
วิตามินอะไรดูแลตับ?
การเลือกเสริมวิตามินและสารอาหารที่เหมาะสมมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแลสุขภาพตับ โดยเฉพาะวิตามินอี วิตามินบีรวม โดยเฉพาะบี 6, 9 และ 12 เลซิติน โคลีนและกลูต้าไธโอน ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
ไขมันพอกตับกินทุเรียนได้ไหม?
ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการรับประทานทุเรียนอย่างเคร่งครัด เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีทั้งน้ำตาลฟรุกโตส ไขมัน และพลังงานสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มการสะสมไขมันในตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตับอักเสบหรือทำให้อาการของไขมันพอกตับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม