ไขมันพอกตับคืออะไร รู้ทันอาการ สาเหตุ พร้อมเช็กพฤติกรรม

  • ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับเกินกว่า 5% ของน้ำหนักตับโดยอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้ มีสาเหตุมาจากทั้งการดื่มแอลกอออล์ พฤติกรรม โรคประจำตัว ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด และความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม
  • อาการของไขมันพอกตับ สังเกตได้จากรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย ปวด ตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ปวดท้อง น้ำหนักตัวลดลงอย่างผิดปกติ ตัวเหลืองและตาขาวมีสีเหลือง บวมน้ำบริเวณท้องหรือขา รู้สึกเหนื่อยล้ามาก หรือเริ่มมีอาการสับสน
  • อาการแทรกซ้อนของไขมันพอกตับที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ตับอักเสบเรื้อรัง พังผืดในตับ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ
  • วิธีป้องกันไขมันพอกตับ ทำได้ด้วยการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมโรคประจำตัว ระวังการใช้ยาและอาหารเสริม งดแอลกอฮอล์ทุกประเภท และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี

 

ไขมันพอกตับ ภัยเงียบที่หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วใครๆ ก็สามารถเป็นได้ทั้งนั้น โดยภาวะไขมันพอกตับเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากกว่า 5% ของน้ำหนักตับ ถ้ามีไขมันสะสมมากเกินไปอาจเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับภาวะไขมันพอกตับ พร้อมอาการ สาเหตุที่ควรหมั่นสังเกต เพื่อสุขภาพตับที่ดี

 

ไขมันพอกตับคืออะไร

 

ไขมันพอกตับคืออะไร

ไขมันพอกตับ คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับเกินกว่า 5% ของน้ำหนักตับ ซึ่งปกติร่างกายจะดึงไขมันจากหน้าท้องและตับมาใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะไขมันในตับที่เป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่หากมีการสะสมมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งตับได้ในระยะยาว

ไขมันพอกตับมีกี่ระยะ

  • ระยะแรก เริ่มมีไขมันเข้าไปพอกสะสมอยู่ในเนื้อตับ แต่ในระยะนี้ยังไม่มีอาการอักเสบหรือการก่อตัวของพังผืดเกิดขึ้น
  • ระยะที่สอง ตับเริ่มเกิดการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือดูแลรักษาเกิน 6 เดือน อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้
  • ระยะที่สาม การอักเสบที่รุนแรงและต่อเนื่องเริ่มทำลายเซลล์ตับ จนมีพังผืดเกิดขึ้นแทนที่เนื้อตับที่ดี
  • ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายเสียหายจนตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ นำไปสู่ภาวะตับแข็ง และมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับ

 

อาการของไขมันพอกตับ มีอะไรบ้าง

 

อาการของไขมันพอกตับ มีอะไรบ้าง

  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย
  • รู้สึกปวดหรือตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา
  • ปวดท้อง หรือรู้สึกอิ่มแน่นบริเวณช่องท้องด้านขวา
  • คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักตัวลดลงอย่างผิดปกติ
  • ตัวเหลืองและตาขาวมีสีเหลือง
  • มีอาการบวมน้ำบริเวณท้องหรือขา
  • รู้สึกเหนื่อยล้ามาก หรือเริ่มมีอาการสับสน

สาเหตุของไขมันพอกตับ

  • ไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เกิดจากการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งแอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการเผาผลาญไขมันของตับ ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันจนนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
  • ไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านสุขภาพและพฤติกรรม เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง ทานอาหารที่มีไขมัน แป้ง หรือน้ำตาลสูง การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม

ใครบ้างที่เสี่ยงไขมันพอกตับ

  • อาการอ้วนลงพุง
  • โรคประจำตัวบางชนิด ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง
  • รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล หรือแป้งในปริมาณมาก
  • สตรีวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • การได้รับยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาเคมีบำบัด และยาต้านไวรัสบางชนิด
  • ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จัด
  • ผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แต่มีไขมันช่องท้องสูง หรือชอบทานของหวาน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับไขมันพอกตับ

  • ตับอักเสบเรื้อรัง (NASH) ไขมันที่สะสมอยู่ปริมาณมากจะเข้าไปกระตุ้นให้เนื้อตับเกิดการอักเสบ และส่งผลให้เซลล์ตับถูกทำลายในที่สุด
  • พังผืดในตับ (Liver Fibrosis) เมื่อตับเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะสร้างพังผืดขึ้นมาแทนที่เนื้อตับส่วนที่ดี ทำให้ตับเริ่มทำงานได้ลดลง
  • โรคตับแข็ง (Cirrhosis) เป็นระยะสุดท้ายของโรคที่ตับสูญเสียสภาพและการทำงานไปโดยสิ้นเชิง เนื้อตับส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืดที่แข็งและขรุขระ
  • มะเร็งตับ (Liver Cancer) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันพอกตับ จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้

 

การวินิจฉัยไขมันพอกตับ

 

การวินิจฉัยไขมันพอกตับ

  1. การตรวจเลือด ในระยะแรกค่าตับอาจดูปกติ แต่หากเริ่มมีการอักเสบ ค่าตัวชี้วัดอย่าง ALT, AST และ ALP จะสูงขึ้น นอกจากนี้ควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงเช็กโรคร่วมอื่นๆ เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูงประกอบด้วย
  2. การตรวจอัลตราซาวด์ ใช้สำหรับดูลักษณะโครงสร้างของตับและตรวจหาการสะสมของไขมัน ซึ่งจะตรวจพบได้เมื่อมีไขมันสะสมมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจมีข้อจำกัดในผู้ที่มีผนังหน้าท้องหนาหรือมีน้ำหนักตัวมาก
  3. การเจาะชิ้นเนื้อตับ เป็นวิธีที่ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้ชัดเจนหรือใช้แยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน แต่ในปัจจุบันไม่นิยมใช้เป็นทางเลือกแรกในการวินิจฉัย
  4. การตรวจด้วยเครื่อง FibroScan เป็นเทคโนโลยีคลื่นเสียงที่ใช้ประเมินระดับพังผืดและความยืดหยุ่น รวมถึงวัดปริมาณไขมันสะสมในตับได้อย่างแม่นยำ เป็นวิธีที่รวดเร็ว ไม่ทำให้เจ็บตัว และช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางคัดกรองภาวะไขมันพอกตับทำอย่างไร

การคัดกรองภาวะไขมันพอกตับในเบื้องต้นสามารถทำได้หลายวิธี เริ่มจากการตรวจเลือดเพื่อหาค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) เพื่อเช็กอาการผิดปกติ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อตรวจดูลักษณะการสะสมของไขมันในเนื้อตับ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่อง FibroScan ซึ่งช่วยวัดปริมาณไขมันและประเมินระดับพังผืดได้อย่างแม่นยำ โดยการตรวจเหล่านี้สำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง

วิธีรักษาไขมันพอกตับ

การรักษาในระยะ 1 - 2

  • งดดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการทำลายตับ
  • ควบคุมอาหาร เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นผักและผลไม้ที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายและคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • การรักษาด้วยยา ในบางกรณีแพทย์อาจมีการสั่งยาเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดปริมาณไขมันในตับ หรือช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

การรักษาในระยะ 3 - 4

  • ปรับพฤติกรรม ทำควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์
  • การใช้ยาควบคุมโรค ในรายที่มีตับอักเสบร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ ยาลดน้ำหนัก หรือยาที่ช่วยควบคุมปริมาณไขมันในตับ
  • การป้องกันภาวะแทรกซ้อน มุ่งเน้นดูแลเพื่อไม่ให้โรคลุกลามไปสู่สภาวะที่อันตรายกว่าเดิม
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แพทย์จะนัดตรวจเลือดและทำอัลตราซาวด์เป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังการเกิดภาวะตับแข็งและโรคมะเร็งตับอย่างเข้มงวด

 

วิธีป้องกันไม่ให้เป็นไขมันพอกตับ

 

วิธีป้องกันไม่ให้เป็นไขมันพอกตับ

  • ลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย หากมีน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอัตรา 0.25–0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ จนกว่าจะถึงเกณฑ์มาตรฐาน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ โดยผสมผสานทั้งแบบคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็ว 30 นาที และการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เช่น ยกน้ำหนักแบบแรงกระแทกต่ำ
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารพลังงานต่ำ ไขมันต่ำ และกากใยสูง โดยหลีกเลี่ยงของทอดและอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม เนย กะทิ ชีส รวมถึงจำกัดปริมาณแป้งและน้ำตาลในแต่ละมื้อ
  • ควบคุมโรคประจำตัว หากเป็นเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมไปกับการคุมอาหารและออกกำลังกาย
  • ระวังการใช้ยาและอาหารเสริม หลีกเลี่ยงการรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แพทย์ไม่ได้แนะนำ
  • งดแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • ตรวจสุขภาพประจำปี เข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามการทำงานของตับและเฝ้าระวังภาวะไขมันพอกตับ

ยากลุ่มไหนบ้าง ที่ไขมันพอกตับไม่ควรทาน

นอกจากดูแลตนเองเมื่อเป็นภาวะไขมันพอกตับ มาดูกันว่ามียาอะไรบ้างที่ห้ามกินสำหรับไขมันพอกในตับ

  • ยาที่มีผลต่อตับโดยตรง เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล หากรับประทานเกินขนาดต่อเนื่อง ยาต้านไวรัส และยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ทั้งในรูปแบบรับประทานและแบบทา เมื่อมีการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ยาลดไขมัน (Statins) แม้จะเป็นยารักษา/ละลายไขมันในเลือด แต่ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับรุนแรงหรือตับอักเสบต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) กลุ่มยาแก้ปวด เช่น Ibuprofen และ Naproxen
  • ยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อราบางชนิด เช่น ยาแก้เชื้อรา Fluconazole รวมถึงกลุ่มยาที่ใช้รักษาวัณโรค เช่น Isoniazid, Rifampin, Pyrazinamide
  • สมุนไพรและอาหารเสริม เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก และเห็ดเผาะ หากรับประทานเกินขนาดหรือติดต่อกันนานเกินไป
  • ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน

ค่าตรวจ/รักษาไขมันพอกตับราคาเท่าไร

การตรวจคัดกรองไขมันพอกตับในไทยเริ่มต้นด้วยการตรวจเลือดเพื่อดูค่าตับ ราคาประมาณ 500–2,000 บาท หากต้องการความแม่นยำสูงด้วยเครื่อง FibroScan จะมีค่าใช้จ่ายราว 1,800–3,500 บาทต่อครั้ง โดยมักจัดเป็นแพ็กเกจรวมค่าแพทย์แล้ว ส่วนการรักษาจะเน้นการปรับพฤติกรรมควบคู่กับการใช้ยา ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหลักร้อยถึงหลายพันบาทต่อเดือนตามความรุนแรงของโรค ดังนั้นควรเตรียมงบประมาณสำหรับการตรวจครั้งแรกไว้ประมาณ 2,000–4,000 บาท โดยอาจมีค่าติดตามผลและค่ายาต่อเนื่องในระยะยาว

ตรวจไขมันพอกตับที่โรงพยาบาลวิภาวดี 

ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากละเลยก็อาจนำไปสู่อาการรุนแรงขึ้นได้ หากสนใจตรวจสุขภาพ ตรวจไขมันพอกตับ สามารถตรวจได้ที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลดไขมันพอกตับ รักษาอย่างตรงจุดด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้อาการดีขึ้น และสุขภาพตับดีขึ้น

สรุป

ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมเกิน 5% จนเสี่ยงต่อตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งแบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระยะ โดยมักไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่อาจมีสัญญาณเตือน เช่น อ่อนเพลียหรือแน่นชายโครงขวา สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกิน แอลกอฮอล์ และโรคกลุ่มเมตาบอลิก การวินิจฉัยทำได้ด้วยการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือ FibroScan

ส่วนการรักษามุ่งเน้นการคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดแอลกอฮอล์ เลี่ยงยาที่ทำลายตับ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต โดยสามารถเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้การรักษาตรงจุด

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

ไขมันพอกตับสามารถอยู่ได้กี่ปี?

ไขมันพอกตับมักถูกตรวจพบโดยบังเอิญผ่านการตรวจสุขภาพประจำปี มักแสดงผลเป็นค่าการทำงานของตับที่สูงผิดปกติหรือเริ่มมีภาวะตับอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เร่งดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจส่งผลเสียร้ายแรงในระยะยาวจนนำไปสู่ภาวะตับแข็งได้ในอนาคต โดยทั่วไปแล้วภาวะไขมันพอกตับจะใช้เวลาในการพัฒนาความรุนแรงจนกลายเป็นโรคตับแข็งภายในระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี

ไขมันพอกตับห้ามกินอะไรบ้าง?

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหวาน และน้ำอัดลม รวมถึงกลุ่มอาหารที่มีไขมันสูงอย่างของทอด ผลิตภัณฑ์จากกะทิ เนย และชีส นอกจากนี้ควรจำกัดการบริโภคเบเกอรีและแป้งขัดขาว เช่น ข้าวขาวหรือขนมปังขาว ตลอดจนเนื้อสัตว์แปรรูปอย่างกุนเชียงและไส้กรอก และควรละเว้นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงป่นและปลาเค็ม เพื่อลดภาระการทำงานของตับ

ไขมันพอกตับควรกินผลไม้อะไร?

ภาวะไขมันพอกตับควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงและมีรสหวานน้อย เพื่อช่วยในระบบขับถ่ายและควบคุมระดับน้ำตาล โดยกลุ่มผักที่แนะนำ ได้แก่ บรอกโคลี คะน้า ผักกาด ตำลึง หัวไชเท้า แครอต กะหล่ำปลี มะเขือเทศ แตงกวา และผักบุ้ง สำหรับกลุ่มผลไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ อาโวคาโด แอปเปิล ฝรั่ง แตงโม และส้ม

ไขมันพอกตับเป็นมะเร็งไหม?

หากปล่อยภาวะไขมันพอกตับทิ้งไว้โดยไม่รีบทำการรักษา จะมีความเสี่ยงสูงที่โรคจะพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้ เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่การสร้างพังผืดและการเกิดโรคตับแข็ง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลให้เซลล์ตับเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ในระยะยาว

คันตามตัวเป็นอาการของไขมันพอกตับหรือไม่?

อาการคันตามร่างกายสามารถเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของตับได้จริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับโดยตรงเพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง หรือตับแข็ง ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำดีคั่งในร่างกาย โดยลักษณะอาการที่โดดเด่นคือจะรู้สึกคันบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือลามไปทั่วทั้งตัว โดยที่ผิวหนังมักจะไม่มีผื่นคันปรากฏให้เห็น

เครื่องดื่มบำรุงตับมีอะไรบ้าง?

การเลือกเครื่องดื่มที่เหมาะสมมีส่วนช่วยอย่างมากในการฟื้นฟูและบำรุงตับ โดยเฉพาะกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียว น้ำมะนาวหรือเลมอน น้ำขมิ้นชัน ชามินต์ และน้ำบีตรูต ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น

วิตามินอะไรดูแลตับ?

การเลือกเสริมวิตามินและสารอาหารที่เหมาะสมมีส่วนช่วยอย่างมากในการดูแลสุขภาพตับ โดยเฉพาะวิตามินอี วิตามินบีรวม โดยเฉพาะบี 6, 9 และ 12 เลซิติน โคลีนและกลูต้าไธโอน ที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ไขมันพอกตับกินทุเรียนได้ไหม?

ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการรับประทานทุเรียนอย่างเคร่งครัด เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีทั้งน้ำตาลฟรุกโตส ไขมัน และพลังงานสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มการสะสมไขมันในตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตับอักเสบหรือทำให้อาการของไขมันพอกตับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-561-1111

02-058-1111


ทีมแพทย์ไขมันพอกตับคืออะไร รู้ทันอาการ สาเหตุ พร้อมเช็กพฤติกรรม