มะเร็งหลอดอาหารเป็นโรคที่มาจากการแบ่งตัวผิดปกติในเซลล์หลอดอาหาร ทำให้มีก้อนเนื้อหรือเนื้องอก และสามารถลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการตั้งแต่ระยะแรก แต่ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ หรือเป็นกรดไหลย้อนบ่อยๆ ถ้ารู้ทันตั้งแต่แรกๆ และรักษาอย่างถูกจุดก็ทำให้อาการดีขึ้นได้ บทความนี้จะมาอธิบายว่ามะเร็งหลอดอาหารรักษาอย่างไร กินอะไรได้บ้าง
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Mar%202%20(%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_1.jpg)
มะเร็งหลอดอาหาร เกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์จนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายเนื้อเยื่อในหลอดอาหารเท่านั้น แต่ยังสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยโรคนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะสาเหตุเกิดขึ้นได้ทั้งจากพันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและการกินที่สะสมมานาน ด้วยเหตุนี้ แม้แต่คนที่มั่นใจว่าดูแลสุขภาพมาอย่างดี ก็อาจมีความเสี่ยงได้หากมีปัจจัยกระตุ้นให้เซลล์เกิดความผิดปกติตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
มะเร็งหลอดอาหารสามารถแบ่งได้หลายประเภท โดยในปัจจุบันพบได้ 2 ประเภท ซึ่งแบ่งตามลักษณะการเกิดที่แตกต่างกัน ดังนี้
Squamous Cell Carcinoma (มะเร็งเซลล์สความัส) มักพบในส่วนกลางถึงส่วนบนของหลอดอาหาร เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บุผิวที่มีปัจจัยกระตุ้นหลักมาจากการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และสารก่อมะเร็งในอาหาร แม้ในช่วงแรกจะเติบโตช้า แต่ก็สามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างและต่อมน้ำเหลืองได้ในที่สุด
Adenocarcinoma (มะเร็งต่อม) มักเกิดขึ้นบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหารใกล้กับกระเพาะอาหาร มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอาการกรดไหลย้อนเรื้อรังหรือภาวะ Barrett’s esophagus (ผิวหลอดอาหารเปลี่ยนสภาพผิดปกติ) มะเร็งชนิดนี้มีลักษณะเด่นคือโตไวและมีโอกาสแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้รวดเร็วกว่าปกติ
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Mar%202%20(%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_2.jpg)
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Mar%202%20(%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_3.jpg)
การแยกความแตกต่างระหว่างมะเร็งหลอดอาหารและกรดไหลย้อนสามารถสังเกตได้จากอาการและสาเหตุหลัก โดยกรดไหลย้อน เกิดจากหูรูดหลอดอาหารหย่อนทำให้กรดไหลย้อนกลับมาสร้างความระคายเคือง ส่งผลให้มีอาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) เรอเปรี้ยว หรือจุกเสียด ซึ่งอาการมักจะเป็นๆ หายๆ และดีขึ้นได้เมื่อปรับพฤติกรรม
ในขณะที่มะเร็งหลอดอาหาร เกิดจากการเติบโตผิดปกติของเซลล์เนื้องอกที่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงสะสมหรือกรดไหลย้อนเรื้อรังจนเซลล์เปลี่ยนรูป มีสัญญาณเตือนสำคัญคืออาการกลืนลำบากที่เริ่มจากอาหารแข็งไปจนถึงของเหลว และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาการของมะเร็งจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หายไปเอง
การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgery) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย โดยแพทย์จะตัดเนื้อร้ายและต่อมน้ำเหลืองรอบข้างออกเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง ซึ่งหลังจากนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการกินและฟื้นฟูระบบย่อยอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์
การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย โดยมักใช้ร่วมกับการผ่าตัดหรือการฉายรังสีเพื่อช่วยลดขนาดก้อนเนื้อและยับยั้งการแพร่กระจาย แม้อาจมีผลข้างเคียงบ้างเช่นอาการคลื่นไส้หรือผมร่วง แต่ปัจจุบันมีวิธีการจัดการเพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้
การรักษาด้วยรังสีบำบัด (Radiation Therapy) การใช้รังสีพลังงานสูงพุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะจุดในหลอดอาหาร ซึ่งสามารถทำได้ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดก้อนเนื้อ แต่อาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองหรือแสบร้อนในลำคอชั่วคราวในบริเวณที่รับรังสี
การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) มุ่งเน้นไปที่การลดความเจ็บปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยในระยะลุกลาม โดยทีมแพทย์จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านโภชนาการ ควบคุมอาการปวด และดูแลสภาพจิตใจของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวอย่างใกล้ชิด
ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) สำหรับโปรตีน HER2 เป็นการรักษาที่พุ่งเป้าไปที่เซลล์มะเร็งที่มีโปรตีน HER2 มากผิดปกติ ซึ่งมักพบในมะเร็งบริเวณรอยต่อหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยยาจะเข้าไปยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการเติบโตของเซลล์มะเร็งนี้ มักใช้ควบคู่กับเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และยา Trastuzumab เป็นยามุ่งเป้าหลักที่ใช้กับผู้ป่วยกลุ่มที่มีผลตรวจโปรตีน HER2 เป็นบวก (HER2-positive) ซึ่งช่วยยับยั้งการลุกลามและช่วยให้ผู้ป่วยมีระยะเวลาการรอดชีวิตที่ยาวนานขึ้น
การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการใช้ยาเพื่อเข้าไปปรับปรุงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมามีประสิทธิภาพในการตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารด้วยตัวเอง มักถูกนำมาใช้ในกรณีที่โรคลุกลาม แพร่กระจาย หรือในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหลักแบบอื่น
หากตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก แพทย์สามารถใช้วิธีส่องกล้องเพื่อตัดชิ้นเนื้อร้ายออกได้ทันที ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ ส่วนในระยะลุกลาม การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนถือเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้ทั้งในการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรค การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา รวมถึงการใส่ท่อขยายหลอดอาหารเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยในระยะลุกลามสามารถรับประทานอาหารได้สะดวกขึ้น
%20Re-op/Vibhavadi%20Hospital%20-%20Mar%202%20(%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%20%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3)_4.jpg)
หากพบอาการผิดปกติ เช่น กลืนอาหารยาก หรือรู้สึกเจ็บขณะกลืน อย่านิ่งนอนใจ เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งหลอดอาหารได้ โรคนี้สามารถหายได้ถ้ารีบตรวจและทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยปรึกษาได้ที่ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี เพราะที่นี่มีเทคโนโลยีในการตรวจที่ทันสมัย ทำให้สามารถรักษาได้อย่างตรงจุด เพื่อให้ทานอาหารได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
มะเร็งหลอดอาหารเกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์จนกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายที่ลุกลามได้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลักจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรัง ซึ่งแตกต่างจากโรคกรดไหลย้อนทั่วไปตรงที่มีอาการกลืนลำบากและน้ำหนักลดอย่างรวดเร็วเป็นสัญญาณเตือน ส่วนแนวทางการรักษามีหลากหลายตั้งแต่วิธีมาตรฐานอย่างการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีบำบัด ไปจนถึงนวัตกรรมยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อเพิ่มอัตรารอดชีวิต
หากพบว่าตนเองกำลังมีอาการผิดปกติอย่างเช่นกลืนอาหารได้ยากขึ้น อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งหลอดอาหารได้ ควรรับการรักษาและขอคำแนะนำได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินอาหาร และเทคโนโลยีทันสมัย ที่ทำให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุดมากขึ้น เพื่อให้การกินเป็นสุขได้ทุกวัน
อาการแสบร้อนกลางอกเรื้อรังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้จริง แต่พบได้ไม่บ่อยนัก หากปล่อยให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบต่อเนื่องยาวนานเกิน 3-5 ปี อาจส่งผลให้เซลล์เยื่อบุหลอดอาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะผิวหลอดอาหารเปลี่ยนสภาพผิดปกติ ซึ่งเป็นสภาวะก่อนมะเร็งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อาการกลืนลำบากหรือรู้สึกติดขัดที่ลำคอ ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีลักษณะละเอียด นุ่ม และมีความชุ่มชื้นสูง เพื่อให้กลืนได้คล่องคอและลดการระคายเคือง โดยเน้นรสชาติที่ไม่จัดจ้าน เช่น โจ๊กปั่นละเอียด ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน หรือโยเกิร์ต พร้อมกับควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะแข็ง เหนียว กรอบ หรือแห้งสนิท เพราะจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดคอและทำให้รับประทานลำบากยิ่งขึ้น
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งหลอดอาหาร แต่มีความเสี่ยงแฝงในระยะยาวและไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย เนื่องจากละอองไอจากบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยสารเคมีที่สามารถเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อการทำงานของดีเอ็นเอในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร และอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ในอนาคต
แนวทางการเลือกรับประทานอาหาร เริ่มจากรับประทานผักให้ครบทุกเฉดสีเพื่อรับวิตามินที่หลากหลาย เช่น มะเขือเทศ แคร์รอต ฟักทอง บรอกโคลี คะน้า มะเขือเปราะ ผักกาดขาว กะหล่ำม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว ดอกแค รวมถึงผลไม้สด เช่น ส้ม สับปะรด มะละกอ และมะม่วง และเลือกธัญพืชไม่ขัดสีและอาหารกากใยสูง เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง หรือเสริมธัญพืชอย่างลูกเดือย และถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง
รีวิวจากคนไข้
“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”
ทีมแพทย์มะเร็งหลอดอาหารคืออะไร เช็กอาการที่ต้องรู้ วิธีรักษาและป้องก
นโยบายความเป็นส่วนตัว | นโยบาย คุกกี้
Copyright © Vibhavadi Hospital. All right reserved