ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก เช็กอาการเริ่มต้น สาเหตุ รับมือ

  • ไข้หวัดใหญ่ในเด็กเป็นการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง โดยมี 3 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์ A, B และ C
  • ไข้หวัดใหญ่ในเด็กมีอาการดังนี้ ไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย มีน้ำมูก คัดจมูก คลื่นไส้ อาเจียน หนาวสั่น
  • วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ทำได้ด้วยการล้างมือด้วยสบู่อย่างสม่ำเสมอ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ทำความสะอาดสิ่งของหรือพื้นที่ที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กชนิด 4 สายพันธุ์ แยกของใช้สม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก เป็นอาการที่พ่อแม่ควรสังเกตลูกน้อย เพราะมองเผินๆ อาจคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่จริงๆ แล้วไข้หวัดใหญ่มีอาการที่รุนแรงกว่า อาการที่สำคัญ เช่น ไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38°C ไอ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย โดยมักระบาดในช่วงฤดูฝน - ฤดูหนาว วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเด็กๆ มีอาการคือ ให้เด็กหยุดเรียนทันทีและแยกห้องนอน 5 - 7 วัน เพื่อลดการแพร่เชื้อ หมั่นเช็ดตัว และดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าลูกมีอาการซึมลงหรือไม่ดีขึ้น ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังมีอาการ บทความนี้จะแนะนำวิธีรับมืออาการไข้หวัดใหญ่ในเด็กอย่างถูกต้อง เพื่อการรักษาที่ตรงจุด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กคืออะไร

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กคืออะไร

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก (Influenza) เป็นการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง แม้จะดูคล้ายไข้หวัดทั่วไปแต่มีความรุนแรงกว่ามาก โดยเด็กมักจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว และมีอาการทางเดินหายใจ ซึ่งหากไม่ระวังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายอย่างปอดอักเสบได้

 

สาเหตุไข้หวัดใหญ่ในเด็กเกิดจากอะไร

  • เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยเฉพาะสายพันธุ์ A (H1N1, H3N2) และสายพันธุ์ B ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ระบาดบ่อยในปัจจุบัน
  • ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำมูก น้ำลาย) ที่ปนเปื้อนอยู่ตามสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ของเล่นหรือลูกบิดประตู แล้วนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสใบหน้า
  • เด็กเล็กช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี ถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และมักมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต
  • สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการระบาด สถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เป็นจุดแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีการใกล้ชิดและใช้สิ่งของร่วมกัน

ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์

  • สายพันธุ์ A มีความรุนแรงที่สุดและอันตรายมาก เนื่องจากกลายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง โดยมีสายพันธุ์ย่อยที่พบได้บ่อยคือ H1N1 และ H3N2
  • สายพันธุ์ B เป็นเชื้อที่พบได้เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น โดยทั่วไปความรุนแรงจะน้อยกว่าสายพันธุ์ A แบ่งออกเป็น 2 ตระกูลหลักคือ Victoria และ Yamagata
  • สายพันธุ์ C ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง และไม่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดใหญ่เหมือนสายพันธุ์อื่นๆ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กติดต่อกันอย่างไร

  • การสัมผัสโดยตรง เป็นการรับเชื้อผ่านการจับมือหรือสัมผัสตัวผู้ป่วยโดยตรง แล้วเด็กนำมือที่เปื้อนเชื้อนั้นมาขยี้ตา แคะจมูก หรือสัมผัสบริเวณใบหน้าของตนเอง
  • โดนละออง น้ำมูก จากการไอ จามของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายลอยอยู่ในอากาศได้ในรัศมีประมาณ 6 ฟุต
  • หยิบจับของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส โดยเชื้อไวรัสสามารถติดอยู่ตามของใช้ส่วนตัวหรือของเล่นที่เด็กใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือของเล่นในสถานรับเลี้ยงเด็ก
  • อยู่ในสถานที่แออัด หรืออากาศถ่ายเทไม่ดี ทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กมีอาการอะไรบ้าง

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กมีอาการอะไรบ้าง

  • ไข้สูง
  • ปวดเมื่อยตามตัว
  • ปวดศีรษะ
  • ไอเรื้อรัง
  • เหนื่อยง่าย
  • มีน้ำมูก คัดจมูก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • หนาวสั่น

อาการที่พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์

  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย
  • ซึม ไม่กิน ไม่ดื่ม
  • ปวดหูอย่างรุนแรง
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • ชัก
  • อาเจียนไม่หยุด

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

 

ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) 

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

สาเหตุ

ไวรัสทางเดินหายใจทั่วไป (เช่น Rhinovirus) กว่า 200 ชนิด

ไวรัส Influenza สายพันธุ์ A หรือ B โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

อาการหลัก

- ไข้ต่ำหรือไม่มีไข้

- น้ำมูกไหล คัดจมูก

- เจ็บคอเล็กน้อย

- อ่อนเพลียน้อย

- หายเองใน 3-7 วัน

- ไข้สูงเฉียบพลัน (38-40°C)

- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะรุนแรง

- ไอแห้ง เจ็บคอมาก

- อ่อนเพลียหนัก อาจอาเจียน ท้องเสีย (ในเด็ก)

- อาจแทรกปอดบวมในเด็กเล็ก

การป้องกัน

- ล้างมือบ่อย สวมหน้ากาก

- หลีกเลี่ยงคนป่วย

- ดื่มน้ำอุ่น พักผ่อน

- ฉีดวัคซีนประจำปี เด็ก 6 เดือนขึ้นไป

- ล้างมือ สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงฝูงชน

- กินอาหารครบ พักผ่อนเพียงพอ

การรักษา

- รักษาตามอาการ (ยาลดไข้ พาราเซตามอล ยาแก้คัดจมูก)

- ดื่มน้ำมาก พักผ่อน

- ไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ

- ยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir หากเริ่มใน 48 ชม.

- รักษาตามอาการ ลดไข้ พักผ่อน

- พบแพทย์ทันทีหากไข้สูงนานหรือหายใจลำบาก

 

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กมีอาการแทรกซ้อนอะไรบ้าง

  • หูชั้นกลางอักเสบ
  • ไซนัสอักเสบ
  • หลอดลมอักเสบ
  • ปอดอักเสบ
  • มีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็วผิดปกติ หอบเหนื่อย
  • ไอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
  • ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เรียกไม่ค่อยตื่น
  • อาการชักเกร็ง หรือชักจากการที่ร่างกายมีไข้สูงเกินไป
  • เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ตัวเย็นซีด
  • มีความดันโลหิตต่ำ อาจเป็นสัญญาณอันตรายของอาการช็อก
  • มีไข้สูงติดต่อกันนานเกิน 3-5 วัน หรือไข้ลดลงแล้วแต่กลับมาเป็นไข้ซ้ำอีกครั้งพร้อมอาการที่รุนแรงกว่าเดิม

 

การตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

 

การตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

  1. ประเมินอาการเบื้องต้น จากอาการไข้สูงลอยติดต่อกัน 3-7 วัน ร่วมกับอาการไอแห้ง ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก โดยพิจารณาควบคู่ไปกับประวัติการสัมผัสผู้ป่วยหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด
  2. ตรวจ Rapid Antigen Test (ATK) เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากจมูกหรือคอ สามารถทราบผลได้ภายใน 15-30 นาที ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเริ่มยาต้านไวรัส เช่น Oseltamivir ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีอาการ
  3. ตรวจหาสายพันธุ์ที่เป็นด้วย PCR (Polymerase Chain Reaction) เป็นวิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่มีความแม่นยำสูงที่สุด สามารถระบุสายพันธุ์หลักอย่าง A (H1N1, H3N2) และสายพันธุ์ B ได้อย่างละเอียดและชัดเจนกว่าการตรวจประเภทอื่น

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กรักษาอย่างไร

  1. บรรเทาตามอาการ เช่น ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อยๆ เช็ดตามร่างกายเพื่อช่วยระบายความร้อนและลดอุณหภูมิของร่างกายลง
  2. ทานยาลดไข้พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนเพื่อบรรเทาไข้และอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ตามความเหมาะสม แต่ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กโดยเด็ดขาด
  3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำเปล่าหรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ
  4. พักผ่อน จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อให้เด็กได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่

 

วิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

  • ล้างมือด้วยสบู่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังจากกลับจากที่สาธารณะ
  • ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส
  • ทำความสะอาดสิ่งของหรือพื้นที่ที่เด็กสัมผัสบ่อยๆ
  • ควรให้เด็กรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กชนิด 4 สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าฤดูฝนหรือฤดูหนาวเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้
  • แยกของใช้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือของเล่น โดยไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

รักษาไข้หวัดใหญ่ในเด็กที่โรงพยาบาลวิภาวดี

หากสังเกตพบว่าเด็กมีอาการตัวร้อน ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอแห้ง และซึมลง ควรรีบพาเด็กพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ที่ศูนย์กุมารเวชและโรคเด็ก โรงพยาบาลวิภาวดี เพื่อป้องกันไม่อาการรุนแรงขึ้น หรือป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการฉีดวัคซีนก็เป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

สรุป

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา ติดต่อได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของปนเปื้อน สังเกตได้จากอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว และอ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างปอดอักเสบ สำหรับการดูแลเบื้องต้นควรเน้นการพักผ่อน ดื่มน้ำอุ่น เช็ดตัวลดไข้ ทั้งนี้ควรป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์ ควบคู่ไปกับการรักษาสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อ

หากต้องการตรวจสุขภาพ หรือฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าจะในเด็กหรือในผู้ใหญ่ รวมถึงใครที่ต้องการตรวจสุขภาพ สามารถดูข้อมูลได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัย และแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่จะช่วยให้สุขภาพดีเป็นเรื่องง่ายในทุกวัน


FAQ

โดยทั่วไปเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการไข้สูงต่อเนื่องประมาณ 3-7 วัน และสามารถฟื้นตัวจนหายเป็นปกติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

เด็กที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B มักมีอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งไข้สูงเฉียบพลันร่วมกับหนาวสั่น ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และมีอาการทางเดินหายใจรุนแรงกว่าหวัดทั่วไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย

ไข้หวัดใหญ่ในเด็กมีความรุนแรงและอันตรายกว่าหวัดธรรมดา โดยเฉพาะในเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยงที่มีภูมิคุ้มกันน้อย เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ หรือชักจากไข้สูง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

หลังรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ร่างกายมักแสดงอาการอย่างรวดเร็วภายใน 1-4 วัน หรือเฉลี่ยเพียง 2-3 วันเท่านั้น

การรักษาเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่เน้นใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้และแก้ปวด แต่ในรายที่อาการหนักหรือเป็นกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir ซึ่งควรได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกเพื่อให้ผลดีที่สุด และห้ามใช้ยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีความรุนแรงและแพร่ระบาดได้กว้างขวางกว่า เนื่องจากกลายพันธุ์ง่ายและติดต่อได้ทั้งคนและสัตว์ ในขณะที่สายพันธุ์ B พบเฉพาะในคนและมักมีอาการเบาบางกว่า แม้ทั้งสองสายพันธุ์จะมีอาการไข้สูงและปวดตัวคล้ายกัน แต่สายพันธุ์ A มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างปอดอักเสบได้มากกว่า

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ควรหยุดพักรักษาตัวและกักตัวอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าไข้จะลดลงอย่างน้อย 24 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ พร้อมทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ และแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อความปลอดภัย

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุกร้อนโดยใช้ช้อนกลาง จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากไข้หวัดใหญ่ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการเลือกทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง แอปเปิล หรือตระกูลเบอร์รี

บทความที่เกี่ยวข้อง