โลหิตจางคืออะไร? เช็กอาการที่ต้องรู้

  • โลหิตจางคือภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้เลือดพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น และอาจมีผิว ซีด หรือเหลืองร่วมด้วย
  • อาการและวิธีสังเกตเบื้องต้น ได้แก่ เหนื่อยง่ายผิดปกติแม้ทำกิจกรรมเบาๆ หน้าซีด เยื่อบุตาซีด ปากและเล็บซีด เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมง่าย ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรือปวดศีรษะเรื้อรัง
  • โลหิตจางไม่ได้มาจากการขาดธาตุเหล็กเสมอไป แต่ยังเกิดได้จากการขาดโฟเลตหรือวิตามินบี 12 โรคเรื้อรัง โรคในไขกระดูก โรคเลือดพันธุกรรมอย่างธาลัสซีเมีย ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่าย หรือการเสียเลือดเรื้อรัง เช่น ประจำเดือนมากผิดปกติหรือเลือดออกทางเดินอาหาร
  • อาหารที่ช่วยต้านโลหิตจางและเสริมการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ร่วมกับอาหารที่มีโฟเลต และวิตามินบี 12 รวมถึงการกินผัก/ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคู่กันเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช

อาการ “เหนื่อยง่าย หน้ามืด เวียนหัว” เป็นสิ่งที่หลายคนเคยประสบ และมักคิดว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโลหิตจาง เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดง หรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้อวัยวะต่างๆ ได้รับออกซิเจนที่ไม่เพียงพอ ผู้ที่มีภาวะนี้ก็จะรู้สึกอ่อนเพลียง่าย ผิวซีดกว่าปกติ และมักเข้าใจผิดว่ามาจากการขาดธาตุเหล็กเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมาจากอะไรบ้าง บทความนี้มีคำตอบ

 

โลหิตจาง คืออะไร

 

โลหิตจาง คืออะไร

โลหิตจาง (Anemia) คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ ขาดประสิทธิภาพ สาเหตุเกิดได้จากการขาดสารอาหาร การเสียเลือดเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง อาการทั่วไปประกอบด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หายใจลำบาก รวมถึงมีผิวซีดหรือตัวเหลือง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น หัวใจวาย หมดสติ หรือเสียชีวิตได้

อาการของโลหิตจาง

ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการและจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนสังเกตได้ชัดเจน หากโลหิตจางเกิดจากโรคอื่น ร่างกายอาจแสดงอาการของโรคนั้นๆ นำก่อน ทำให้ไม่รู้ตัวจนกว่าจะได้รับการตรวจเลือด ภาวะนี้จึงถือเป็นภัยเงียบที่สังเกตได้จากสัญญาณเตือน ดังนี้

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
  • หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม
  • มือเท้าเย็นเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ
  • ผิวซีด ตัวเหลือง หรือตาเหลือง

 

สาเหตุของโลหิตจาง เกิดจากอะไร

 

สาเหตุของโลหิตจาง เกิดจากอะไร

ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้ลดลง

เกิดจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือด เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟเลต หรือมีความผิดปกติจากโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น ไตวายเรื้อรัง โรคตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคไขกระดูก นอกจากนี้การตั้งครรภ์ยังเป็นปัจจัยหนึ่ง เนื่องจากร่างกายจะมีปริมาณพลาสมาหรือน้ำเหลืองในเลือดเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้

เสียเลือดแบบเฉียบพลัน

โลหิตจางเกิดได้จากการเสียเลือดทั้งแบบฉับพลัน เช่น อุบัติเหตุที่มีบาดแผลใหญ่ การผ่าตัด การคลอดบุตร หรือภาวะตกเลือด และการเสียเลือดแบบเรื้อรัง เช่น การมีแผลในกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร หรือการมีประจำเดือนมากผิดปกติเป็นเวลานาน

เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ

ภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากร่างกายทำลายเม็ดเลือดแดงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น มักพบในผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมหรือมีการติดเชื้อ เช่น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIHA) โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia) รวมถึงการติดเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียมที่เป็นสาเหตุของโรคไข้มาลาเรีย

 

โลหิตจาง อาจไม่ได้มาจากขาดธาตุเหล็กเสมอไป เพราะอะไร

 

โลหิตจาง อาจไม่ได้มาจากขาดธาตุเหล็กเสมอไป เพราะอะไร

ภาวะโลหิตจางคือการมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุหลากหลายนอกเหนือจากการขาดธาตุเหล็ก การซื้อธาตุเหล็กมาทานเองโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดจึงมีความเสี่ยง เพราะโรคบางชนิดหากได้รับธาตุเหล็กเพิ่มอาจทำให้อาการแย่ลง

สาเหตุอื่นๆ ของโรคโลหิตจาง

  • ขาดวิตามินที่จำเป็น เช่น วิตามินบี 12 และโฟเลต มักพบในกลุ่มมังสวิรัติเคร่งครัด หรือผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมของลำไส้
  • โรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคตับ มะเร็ง รูมาตอยด์ หรือ SLE ซึ่งส่งผลให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
  • ความผิดปกติในไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือไขกระดูกฝ่อ ทำให้ผลิตเม็ดเลือดแดงได้ไม่เต็มที่
  • เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ภาวะขาดเอนไซม์ G-6PD หรือการติดเชื้อมาลาเรีย
  • ธาลัสซีเมีย โรคทางพันธุกรรมที่สร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ เม็ดเลือดแดงจึงแตกง่าย การทานธาตุเหล็กเพิ่มในกลุ่มนี้อาจทำให้เหล็กสะสมในร่างกายจนเป็นอันตราย
  • การสูญเสียเลือด ทั้งแบบเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ และแบบเรื้อรัง เช่น ประจำเดือนมามาก หรือเลือดออกในทางเดินอาหาร

วิธีเช็กอาการโลหิตจางด้วยตัวเองเบื้องต้น

การสังเกตตนเองเป็นเพียงการจับสัญญาณเตือน หากพบอาการหลายข้อร่วมกันควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด (CBC) ยืนยัน ไม่ควรซื้อวิตามินทานเอง

  • อ่อนเพลียผิดปกติ เหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเบาๆ ไม่มีแรงแม้จะพักผ่อนเพียงพอ
  • หน้ามืด ใจสั่น เวียนศีรษะเวลาเปลี่ยนท่านั่งหรือยืนรวดเร็ว หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
  • สังเกตความซีด ตรวจดูเยื่อบุตาด้านใน ริมฝีปาก ฝ่ามือ และเล็บ ในที่ที่มีแสงสว่าง หากดูขาวซีดผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
  • หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หอบง่าย หรือเจ็บหน้าอกขณะออกแรง เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง
  • อาการร่วมอื่นๆ ปวดศีรษะบ่อย มือเท้าเย็น ขาดสมาธิ หรือสมองล้า
  • หากมีอาการซีดร่วมกับเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ อุจจาระมีเลือดปน หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุของการสูญเสียเลือด

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโลหิตจาง

  • ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กจากการสูญเสียเลือดทางประจำเดือนเป็นประจำ
  • หญิงตั้งครรภ์ ร่างกายมีปริมาณพลาสมาเพิ่มขึ้นจนทำให้ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงลดลง
  • ผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารและหน้าที่ของไขกระดูกลดลง รวมถึงมักมีโรคเรื้อรังที่กระทบต่อการสร้างเม็ดเลือด
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต มะเร็ง โรคตับ หรือโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการผลิตเม็ดเลือดแดงของร่างกาย

ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางระดับรุนแรงที่ขาดการรักษาอย่างถูกต้องอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจนส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด ความเครียดที่เกิดขึ้นกับหัวใจนี้อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายจนเสียชีวิตได้

 

การวินิจฉัยโลหิตจาง

 

การวินิจฉัยโลหิตจาง

แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติสุขภาพส่วนตัว ครอบครัว และการตรวจร่างกาย จากนั้นจะตรวจเลือดเพื่อวัดค่าฮีโมโกลบิน ซึ่งค่ามาตรฐานในผู้ชายไม่ควรต่ำกว่า 13 กรัม/เดซิลิตร และผู้หญิงไม่ควรต่ำกว่า 12 กรัม/เดซิลิตร โดยมีวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้

  1. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) วิเคราะห์ระดับฮีโมโกลบิน ค่าความเข้มข้นของเลือด (Hct) รวมถึงตรวจสอบปริมาณ ขนาด และรูปร่างของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด รวมถึงระดับวิตามินบี 12 และโฟเลต
  2. การตรวจสเมียร์เลือด (Blood Smear) หยดเลือดบนสไลด์เพื่อย้อมสีและส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อประเมินลักษณะรูปร่างของเม็ดเลือดแดงและปริมาณฮีโมโกลบินอย่างละเอียด
  3. การเจาะตรวจไขกระดูก ใช้ในกรณีที่ต้องการวินิจฉัยโรคเลือดที่ซับซ้อน เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูกฝ่อ หรือภาวะโลหิตจางที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดจากการตรวจปกติ

แนวทางการรักษาภาวะโลหิตจาง

  • ขาดธาตุเหล็กหรือเสียเลือด เสริมด้วยธาตุเหล็กเพื่อเพิ่มฮีโมโกลบิน หากเกิดจากการเสียเลือดเฉียบพลันหรือเลือดออกภายใน แพทย์อาจใช้การผ่าตัดเพื่อห้ามเลือด
  • ขาดวิตามิน เสริมวิตามินบี 12 หรือโฟเลต เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตเม็ดเลือดแดงกลับมาเป็นปกติ
  • โรคเรื้อรัง มุ่งเน้นการรักษาโรคต้นเหตุ เช่น โรคไตเรื้อรังอาจมีการให้ฮอร์โมนกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด (Erythropoietin)
  • โรคในไขกระดูก รักษาตามอาการและความรุนแรง มีทั้งการใช้ยา เคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์
  • เม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน ใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อหยุดยั้งการทำลายเม็ดเลือดแดงและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว เน้นบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การให้ออกซิเจน ให้ของเหลวทางหลอดเลือดดำเพื่อลดปวด และการใช้ยาปฏิชีวนะ
  • โรคธาลัสซีเมีย ในรายที่รุนแรงจะใช้วิธีถ่ายเลือดสม่ำเสมอ ร่วมกับการให้ยาขับธาตุเหล็ก การผ่าตัดม้าม หรือใช้วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งมีโอกาสช่วยให้หายขาดได้

วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจาง

  • ทานอาหารที่มีสารอาหารจำเป็น เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และโฟเลตสูง เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว และธัญพืช โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์
  • เสริมวิตามินอย่างเหมาะสม สามารถทานวิตามินเสริมได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
  • ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้หญิงที่เสียเลือดมากจากประจำเดือน เพื่อเฝ้าระวังและรับการรักษาได้ทันท่วงที

อาหารที่ช่วยต้านโลหิตจางได้ มีอะไรบ้าง

  • อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เนื้อแดง ตับ เลือด เครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว (ผักโขม คะน้า) และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยสร้างฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดงโดยตรง
  • อาหารโฟเลตสูง (วิตามินบี 9) ผักใบเขียวเข้ม (ปวยเล้ง บรอกโคลี) หน่อไม้ฝรั่ง และถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์
  • อาหารวิตามินบี 12 สูง เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม และซีเรียลเสริมวิตามิน ป้องกันภาวะเม็ดเลือดแดงโตผิดปกติและช่วยระบบประสาท
  • อาหารวิตามินซีสูง ส้ม ฝรั่ง กีวี เบอร์รี่ และมะเขือเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดียิ่งขึ้น
  • ถั่วและธัญพืชเต็มเมล็ด เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ ถั่วเหลือง และโฮลเกรน เป็นแหล่งโปรตีนและธาตุเหล็กสำหรับผู้ที่ไม่เน้นทานเนื้อสัตว์

หมายเหตุ ผู้ป่วยโรคไตหรือธาลัสซีเมียควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริมธาตุเหล็กเพื่อป้องกันภาวะเหล็กเกิน

การดื่มชา กาแฟ เสี่ยงทำให้เกิดโลหิตจางจริงไหม

สารแทนนินและโพลีฟีนอลในชาและกาแฟมีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก โดยเฉพาะเหล็กจากพืช หากดื่มพร้อมมื้ออาหารเป็นประจำอาจทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็กและรักษาภาวะโลหิตจางได้ช้าลง

ข้อแนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยงเลือดจางควรกินอะไร

  • เลี่ยงการดื่มพร้อมมื้ออาหาร ไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟทันทีระหว่างทานอาหารหลัก
  • ดื่มห่างจากมื้ออาหาร ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงหลังมื้ออาหารหรือหลังทานยาเสริมธาตุเหล็ก
  • ทานวิตามินซีเพิ่ม การทานผลไม้รสเปรี้ยวในมื้ออาหารช่วยลดผลกระทบจากชาและกาแฟ และกระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็กได้ 
  • ระวังแคลเซียม แคลเซียมจากนมหรืออาหารเสริมอาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็กเช่นกัน จึงควรแยกเวลาทานออกจากกันนับเป็นวิธีที่ดีที่สุด

รักษาโลหิตจางที่โรงพยาบาลวิภาวดี

โลหิตจาง เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับใครหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิง สังเกตได้จากอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย รู้สึกใจสั่น ตัวซีด นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการโลหิตจางก็เป็นได้ หากสงสัยว่ากำลังเป็นอยู่หรือต้องการตรวจสุขภาพ สามารถรับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ที่นี่พร้อมด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการและเครื่องมือทันสมัย เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างตรงจุดมากขึ้น

สรุป

โลหิตจางคือภาวะเม็ดเลือดแดงน้อยจนลำเลียงออกซิเจนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เกิดได้จากการขาดสารอาหาร การเสียเลือด หรือโรคเรื้อรังและพันธุกรรม สัญญาณเตือนคือเหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ ใจสั่น และผิวซีด ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การรักษามุ่งเน้นตามสาเหตุ เช่น การเสริมธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือการรักษาโรคต้นกำเนิดควบคู่กับการตรวจเลือดวินิจฉัยโดยแพทย์

การดูแลตนเองทำได้โดยทานอาหารกลุ่มตับ เนื้อสัตว์ และผักใบเขียว รวมถึงเลี่ยงการดื่มชาหรือกาแฟพร้อมมื้ออาหารเพื่อไม่ให้ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนี้ หากใครที่สงสัยว่าเป็นอยู่หรือไม่ สามารถเข้ารับการตรวจหรือขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลวิภาวดี แพทย์ผู้ชำนาญการพร้อมให้คำแนะนำ การดูแลตัวเอง พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัย ทำให้การตรวจวินิจฉัยเป็นไปอย่างตรงจุด และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

โลหิตจาง อันตรายไหม?

โลหิตจางเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว เพราะอวัยวะต่างๆ จะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เหนื่อยง่าย หัวใจต้องทำงานหนักกว่าปกติ หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นลมหมดสติ หรืออันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในเด็กอาจส่งผลต่อพัฒนาการ ส่วนผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงรุนแรงกว่าปกติ

โลหิตจางหายเองได้ไหม?

โดยทั่วไปโลหิตจางไม่สามารถหายเองได้ เนื่องจากต้องรักษาที่ต้นเหตุ หากเกิดจากการขาดสารอาหาร การปรับพฤติกรรมการกินและทานยาเสริมตามคำแนะนำแพทย์จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวสู่สภาวะปกติได้ภายใน 2–6 เดือน แต่หากสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรมหรือโรคเรื้อรัง มักไม่หายขาดและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

ถ้าตั้งครรภ์ มีภาวะเลือดจางควรเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง?

คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก โดยเฉพาะในช่วงมื้ออาหารหลักหรือเวลาทานยาเสริมธาตุเหล็ก ได้แก่

  • อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม เนย ชีส หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

  • เครื่องดื่มที่มีสารแทนนินและโพลีฟีนอล เช่น ชา กาแฟ และน้ำอัดลม

  • อาหารแปรรูปและธัญพืชบางชนิดที่มีสารฟิตินสูง

เครื่องดื่มที่ช่วยบำรุงเลือดมีอะไรบ้าง?

เน้นเครื่องดื่มที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินซี เพื่อกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและการดูดซึมสารอาหาร เช่น

  • น้ำผลไม้และผัก น้ำลูกพรุน น้ำบีทรูท น้ำมัลเบอร์รี่ น้ำฟักทอง และน้ำทับทิม 

  • น้ำที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้มหรือน้ำฝรั่ง ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชได้ดียิ่งขึ้น

 

ข้อควรระวัง ควรเลือกแบบไม่เติมน้ำตาลเพื่อสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือระดับน้ำตาลในเลือด

รีวิวจากคนไข้

“ภูมิใจที่ได้ดูแลคุณ”

สอบถามรายละเอียดและนัดหมายล่วงหน้าที่

02-058-1111

02-561-1111


ทีมแพทย์โลหิตจางคืออะไร? เช็กอาการที่ต้องรู้