โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia - ปอดบวม) โรคที่อันตราย พบป่วยมากในช่วงฤดูฝน

โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia - ปอดบวม) โรคที่อันตราย พบป่วยมากในช่วงฤดูฝน           โรคปอดอักเสบ (นิวโมเนีย – Pneumonia) หรือ “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่อันตรายและพบว่าที่ป่วยเป็นโรคนี้มากในช่วงฤดูฝน โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่ค่อยแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคต่ำ โดยมากจะพบกับผู้ป่วยที่เคยมีอาการไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอื่นๆ แทรกตามมา เช่น ฝีในปอด (lung abscess) มีหนองในช่องหุ้มปอด, ปอดแฟบ (atelectasis) หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis) เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจนและภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็กและคนแก่ อาจจะทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว   สาเหตุของโรคนี้ ส่วนใหญ่เกิดมาจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส (ไข้หวัดใหญ่ หัด และอีสุกอีใส) เชื้อรา และสารเคมี ฯลฯ โดยเชื้อโรคจะแพร่กระจายโดยการไอ จาม หรือหายในรดกัน การสำลักเอาสารเคมีหรือเศษอาหารเข้าไปในปอด การแพร่กระจายของเชื้อไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่น เป็นต้น อาการของผู้ป่วยที่มักจะเกิดขึ้นในทันทีคือ มีไข้ขึ้นสูงประมาณ 39-40 องศาเซลเซียส และอาจมีอาการจับไข้ตลอดเวลา หนาวสั่น (โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น) หายในเร็วแต่ถี่ๆ (หอบ) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ แต่ต่อมาเสมหะจะมีสีขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง สีเขียว หรือมีเลือดปน ส่วนอาการที่พบในเด็กโตและผู้ใหญ่นั้นอาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรงๆ บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ สีข้าง หรือท้องด้วย ในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก ถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปากเขียว ลิ้นเขียว และเล็บจะเริ่มกลายเป็นสีเขียว   วิธีหลีกเลี่ยงอาการปอดบวมอักเสบ          ถึงแม้ว่าโรคนี้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็สามารถกลับมาป่วยด้วยโรคนี้ได้ดังเดิม ดังนั้นการป้องกันและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย และสิ่งที่จุช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการแพร่กระจายโรคปอดบวมคือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นดูแลความสะอาด และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ และอาหารเสริมสุขภาพในปริมาณที่พอเหมาะ อย่าฉีดยาด้วยเข็มแชละกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ อย่าอมน้ำมันก๊าดเล่น ควรเก็บน้ำมันก๊าดให้พ้นมือเด็ก ป้องกันมิให้เป็นโรคปอดเรื้อรัง (หลอดลมอักเสบถุงลมพอง) ด้วยการไม่สูบบุหรี่ ในกรณีที่ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ควรดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยระวังไม่ให้เด็กสำลัก ควรแยกของเล่นชิ้นเล็กๆ ออกห่างจากมือเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนำเข้าปาก เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่นๆ หากมีอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด การรักษา สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมากๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือกลับมีอาการหอบควรแนะนำไปโรงพยาบาล ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยว่ามีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หากรักษาไม่ทัน อาจเสียชีวิตได้ ถ้าทีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือระหว่างเดินทางไปด้วย การรักษามักจะต้องทำการตรวจโดยเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ หรือเจาะเลือดไปเพาะเชื้อและให้การรักษาโดยให้ออกซิเจน น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจให้เพนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดในขนาดสูงๆ หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ              นอกจากโรคปอดบวมที่มักพบในฤดูฝนแล้ว โรคไข้เลือดออกก็เป็นอะไรที่เราต้องระมัดระวัง เพราะหน้าฝนมักมีน้ำท่วมขัง มีโอกาสที่จะถูกยุงลายกัดได้ง่าย และถ้าประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานต่ำด้วยแล้วก็จะยิ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะด้วยโรคอะไรก็ตาม หากเราห่างไกลเข้าไว้ และรู้จักดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานสิ่งดีๆ พักผ่อนมากๆ และคิดในสิ่งดีๆ ก็จะทำให้ทั้งกายและใจเราเป็นสุข ห่างไกลจากโรคทั้งปวง   ขอบคุณบทความจาก จาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไวรัสตับอักเสบ บี Hepatitis B คืออะไร

  ไวรัสตับอักเสบ บี Hepatitis B คืออะไร           โรคตับอักเสบ บี เป็นการอักเสบของตับซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบ บีโดยเชื้อไวรัสจะบุกรุกเข้าสู่เซลล์ตับและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ในบางกรณีเชื้ออาจจะอยู่นิ่งเป็นปีๆ โดยผู้ที่มีเชื้อไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย เชื้อนี้สามารถแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็วในเซลล์ตับซึ่งส่งผลก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายตับ   เชื้อไวรัสตับอักเสบติดต่อได้อย่างไร            เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง ท่านสามารถรับเชื้อได้โดยวิธี   มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยาง การจูบกันจะไม่ติดต่อถ้าปากไม่มีแผล  ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  ใช้เข็มสักตามตัวหรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน และการเจาะหู  ใช้แปรงสีฟันร่วมกัน มีดโกน ที่ตัดเล็บ  แม่ที่มีเชื้อสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะคลอด ถ้าแม่มีเชื้อลูกมีโอกาสได้รับเชื้อ 90 %และให้นมตัวเอง ถูกเข็มตำจากการทำงาน  รักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้ออยู่  โดยการสัมผัสกับ เลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โยผ่านเข้าทางบาดแผล อาการของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ บี              อาการจะเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 45-90 วัน บางรายอาจจะนานถึง 180 วันผู้ป่วยที่เป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดตามตัวมีไข้ แน่นท้อง ถ่ายเหลวเป็นอยู่ 4-15 วันหลังจากนั้นจะมี ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข็ม อาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไปภายใน 1-4 สัปดาห์บางรายอาจเป็นนานถึง 6 สัปดาห์ จึงสามารถทำงานได้ปกติ   ผลของการเป็นไวรัสตับอักเสบ บี           หลังจากเป็นไวรัสตับอักเสบ บีจะมีการดำเนินของโรคดังนี้  90%ของผู้ป่วยหายขาดกล่าวคือภายใน 10 สัปดาห์การทำงานของตับกลับสู่ปกติ และมีภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยส่วนหนึ่งตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี HbAg + แต่การทำงานของตับปกติ พวกนี้สามารถติดต่อผู้อื่นเรียก carrier 5-10%จะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง Chronic hepatitis ผู้ป่วยกลุ่มนี้เจาะเลือดจะพบการทำงานของตับผิดปกติเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนและยังตรวจพบเชื้อตลอด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการอักเสบของตับเป็นระยะๆ บางรายเป็นตับแข็ง บางรายเป็นมะเร็งตับ  ท่านไม่มีอาการ แต่ท่านเป็นไวรัสตับอักเสบได้ ผู้ที่เป็นภาหะของโรคนี้จะไม่แสดงอาการให้เห็น ทำให้ไม่ทราบว่ามีเชื้อตัวนี้อยู่ในร่างกายซึ่งอาจจะส่งผลเสียทำให้นำเชื้อสู่ผู้อื่น ดังนั้นก่อนที่จะแต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์ควรจะหาไวรัสตับอักเสบก่อน การวินิจฉัย แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ และตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ    การรักษา           ส่วนใหญ่หายเองได้โดยการพักผ่อน และรับประทานอาหารไม่มัน การให้ยา interferon หรือ lamivudine ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์   การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี           หากท่านติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านจะปฏิบัติตัวอย่างไร           เมื่อท่านตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ท่านควรจะขอรับคำแนะนำจากแพทย์ในการดูแลตัวเอง และต้องคำนึงถึงบุคคลใกล้ชิดด้วยเพราะท่านอาจจะนำเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด วิธีการปฏิบัติตัวหากท่านมีเชื้ออยู่ในร่างกาย หากท่านเป็นตับอักเสบ บี ท่านไม่ต้องกังวลเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองและมีภูมิคุ้มกัน  รับประทานยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์  รับการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจเลือดจะทำให้ทราบว่าตับท่านมีการอักเสบมากหรือน้อย  บอกให้คนใกล้ชิดทราบ หากคนใกล้ชิดไม่มีภูมิหรือเชื้อต้องฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบ  มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยการสวมถุงยาง  อย่าบริจาคเลือด  ไม่ดื่มสุราของมึนเมา  ไม่ใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์  พักผ่อนให้เพียงพอ    ขอขอบคุณแหล่งที่มา siamhealth.net  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ไวรัสตับอักเสบ A B C D และ E

ไวรัสตับอักเสบ A B C D และ E ไวรัสตับอักเสบ        ตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบเกิดจากการทำลายเนื้อเยื่อ ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับผิดปกติ นำไปสู่การเจ็บป่วยไม่สบาย          โรคตับอักเสบ เป็นโรคที่รู้จักกันมานาน ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งผู้ป่วยโรคนี้ทุกวัย ทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ขณะที่ส่วนน้อยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา คือ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ  สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคตับอักเสบ คือ การติดเชื้อไวรัสรองลงมาเกิดจากสุรา ยาบางชนิด ฯลฯ  ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ เชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งเป็น ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ ไวรัสตับอักเสบชนิด บี ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี ไวรัสตับอักเสบชนิด อี   ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ        การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม         ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ใช้เวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ เด็กมักจะมีอาการน้อย ผู้ใหญ่จะมีอาการชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อนี้จะออกมากับอุจจาระของผู้ป่วยต้องแต่ในระยะ 2 สัปดาห์ก่อนมีอาการ จนถึงระยะที่มีอาการของโรค เชื้อไวรัสนี้จะทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ทำให้พบมีการระบาดในชุมชน กลุ่มคนที่รวมกันตาม โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น         ตับอักเสบจากไวรัส เอ เมื่อเป็นแล้วจะหายเป็นปกติ ไม่เป็นพาหะของ ไม่เป็นเรื้อรัง ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้หลังจากฟื้นตัว อัตราการตายต่ำมาก    ไวรัสตับอักเสบชนิด บี       พบคนที่เป็นพาหะ(Carrier) ของเชื้อไวรัสนี้ ในประชาการโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมีความชุกของพาหะร้อยละ 8-10 คือ ประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อได้หลายทาง ทางเข้าของเชื้อได้แก่ ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้ ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นหาหะ อาจติดเชื้อระหว่างคลอด การเลี้ยงดู ทางเลือดและน้ำเหลือง การได้รับเลือดของผู้ที่เป็นพาหะอาจเกิดจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การฝังเข็มการสักการเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้ใบมีดโกน แปรงสีฟันร่วมกัน เป็นต้น ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผล ผิวหนังถลอก ทางสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) ระหว่างพาหะกับผู้อื่น เช่นสมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน เป็นต้น        ระยะการฟักตัวของเชื้อนี้กินเวลา 30-180 วัน เฉลี่ย 60-90 วัน ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสนี้จะหายเป็นปกติที่เหลือเป็นพาหะของเชื้อต่อไป         พาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนี้ มักไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อต่อไป ส่วนหนึ่งอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่าอย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยใช้วัคซีน    ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี        เป็นสาเหตุที่สำคัญของตับอักเสบที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับเลือดหรือ เดิมเรียกว่า ไวรัสตับอักเสบชนิด ไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี          การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี พบในประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 1 ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด นอกจากนี้ อาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์           ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 15-160 วัน เฉลี่ย 50 วัน ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสนี้ยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังและเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี และยังคงเป็นปัญหาต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคนี้   ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี         เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบเชื้อนี้ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี และการติดต่อ เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ บี   ไวรัสตับอักเสบชนิด อี        มีรายงานการระบาดของไวรัสนี้ในบางประเทศ เช่น อินเดีย กัมพูชา เชื้อไวรัสนี้แพร่โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ     อาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน มีอาการแบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้   ระยะอาการนำ มีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามลำตัว ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เบื่ออาหารมาก คลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวามีท้องเสียได้ ปัสสาวะสีเหลือง เข็มผิดปกติ ฯลฯ อาการนำเป็นอยู่ 4-5 วัน จนถึง 1-2 สัปดาห์ ระยะอาการเหลือ “ดีซ่าน” ผู้ป่วยมีตาเหลือง ตัวเหลือง อาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียอยู่อาการข้างต้นหายไป หายเหลือง โดยทั่วไประยะเวลาของการป่วย นาน 2-4 สัปดาห์ จนถึง 8-12 สัปดาห์ ระยะฟื้นตัว อาจใช้เวลา 2-24 สัปดาห์ (เฉลี่ย 8 สัปดาห์)      การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัส         จากอาการดังกล่าว ทราบจาก การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดดังนี้   ตรวจเลือดสมรรถภาพของตับ (Liver function test) เอ็นไซม์ SGOT & SGPT สูงกว่าปกติด้วย ถ้าผู้ป่วยมีดีซ่าน ตรวจเลือดว่าเป็นไวรัสชนิดใด เช่น - IgM Anti HAV - HBsAg;IgM Anti HBc - Anti HCV การรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัส        ยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง เป็นการรักษาตามอาการได้แก่ การพักผ่อนเต็มที่ ในระยะต้นจะทำให้อ่อนเพลียลดลง งดการออกกำลังกายการทำงาน งดการดื่มสุรา รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย น้ำหวาน น้ำผลไม้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงในระยะที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก ในรายที่อาการมากอาจให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดดำ ให้ยาแก้คลี่นไส้ ยาวิตามิน ฯลฯ   การป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ การมีอนามัยส่วนบุคคล ส่วนรวมที่ดี เช่น การล้างมือให้สะอาด ก่อนทำสิ่งใดหลังการขับถ่าย การประกอบอาหารถูกหลักอนามัยเลือกรับประทานอาหารที่สุก น้ำดื่มที่สะอาด เป็นต้น หลีกเลี่ยงการรับ การสัมผัสเลือด น้ำเหลือง สิ่งขัดหลั่งของผู้อื่น ไม่ใช่เข็มหรือของมีคม ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ไม่สำส่อนทางเพศ ใช้ถุงยางอนามัย การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบบี 4.1 ทารกแรกคลอดทุกราย โดยเฉพาะถ้ามารดาเป็นพาหะของเชื้อ 4.2 เด็กทั่วไป เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 4.3 เด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ อาจเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีแล้ว ให้ตรวจเลือดก่อนพิจารณาฉีดวัคซีนคือ ตรวจหาภูมิคุ้มเคยต่อไวรัส บี (HBc Ab) ถ้าผลตรวจเป็นลบ ควรฉีดวัคซีนป้องกันให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ถ้ามีผลตรวจเป็น บวกตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ต้องรับการฉีดวัคซีนนี้ รายละเอียดการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี โปรดปรึกษาแพทย์ การฉีดวัคซีนป้องกัน ไวรัสตับอักเสบ เอ ใช้เมื่อมีการระบาดในบริการทารก โรงเรียน ฯลฯ   ด้วยความปรารถนาดีจาก อายุรกรรมโรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

คืนความสดใส... ให้กระดูก ง่ายๆ กับ รพ.วิภาวดี

คืนความสดใส... ให้กระดูก ง่ายๆ กับ รพ.วิภาวดี “ คืนความสดใส... ให้กระดูก” ง่ายๆ กับ รพ.วิภาวดี      อยากมีชีวิตยืนยาว.. นอกจากต้องรู้เท่าทันทุกโรคภัย อย่าลืมหันมาให้ความสำคัญกับการดูแล “กระดูก” ด้วย เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไร หากมีชีวิตยืนยาวแต่ต้องนั่งเท้าคางอยู่บนรถเข็น!! ในงาน “คืนความสดใส .. ให้กระดูกคุณ” ที่ศูนย์กระดูกและข้อ รพ.วิภาวดี จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีเคล็ดลับดีๆ เรื่องกระดูกมาเล่าสู่กันฟัง      เริ่มจากการป้องกันกระดูกไม่ให้ผุก่อนวัยอันควร นพ.ปิยะพันธ์ ธาราณัติ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ รพ.วิภาวดี อธิบายให้เห็นภาพว่า ผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป และผู้ชายที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป กระดูกจะปิดตัว และรอวันเสื่อม เพราะร่างกายจะดูดแคลเซียมไปใช้งานทุกวัน การป้องกันที่ง่ายที่สุดคือการรับแคลเซียมอย่างเพียงพอตลอดอายุขัย ซึ่งปกติอาหารไทยต่อมื้อ มีแคลเซียม 400-500 มิลลิกรัม แต่ร่างกายคนเราต้องการ 1,200-1,500 มิลลิกรัม จึงควรเสริมด้วยแคลเซียม เม็ดและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเล่นเวท เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แอโรบิก เพิ่มความความแข็งแรงของระบบหัวใจ-หลอดเลือด จ๊อกกิ้งหรือวิ่งมาราธอน เพิ่มความคงทนต่อการใช้งาน โยคะ ไทเก็ก เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ ลีลาศ เพื่อการผ่อนคลาย ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องดูให้เหมาะกับวัยและสุขภาพร่างกายของแต่ละคนเป็นสำคัญ      แค่ฟังเฉยๆ อาจไม่เห็นภาพ กูรูด้านโยคะ ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ เลยสาธิตโยคะท่าเด็ด “Half Moon” พิชิตอาการปวดหลัง และ Awkward Pose ป้องกันอาการปวดเข่าเอาไว้ ทำกันแบบง่ายที่บ้าน ขณะที่ ผศ.ดร.ราตรี เรืองไทย ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังกายในน้ำ เชียร์อัพการออกกำลังกายในน้ำว่า ช่างดีจริงๆ เพราะในน้ำมีแรงดัน เลยมีข้อดีช่วยลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ พัฒนาระบบไหลเวียนของเลือดและหัวใจ และทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องกระดูกและข้อ โดยสามารถทำเองได้ง่ายๆ ด้วยการเดินช้าๆในน้ำ แบะขา 45 องศา และใช้มือวักน้ำดันไปข้างหน้า เดินไปกลับวันละ 2 รอบ คราวนี้มาถึงเรื่องอาหารการกิน พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา แนะว่าการทานอาหารไม่ใช่แค่ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ แต่ต้องรับประทานสารอาหารให้ครบถ้วนด้วย ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งต้องเพิ่มสารอาหารที่เสริมสร้างความหนาแน่นให้กระดูก อาทิ แคลเซียมมีมากในงาดำและพริกไทยดำ ควรทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ แมงกานีส- แมกนีเซียม-ฟอสฟอรัส พบในน้ำสับปะรด ดื่มวันละ 1แก้ว ช่วยป้องกันการสลายของกระดูก โบรอน พบมากในกระหล่ำปลี ช่วยเพิ่มเอสโตรเจน ฯลฯ      นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยง ชา กาแฟ และอาหารรสเค็ม เพราะมีส่วนทำให้กระดูกเปราะง่าย ... แค่ขยันนำทิปเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวข้างต้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน “กระดูก” คงไม่ผุ ไม่พรุน ง่ายๆ แน่นอน  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอด ทีมอายุรแพทย์ โรคระบบทางเดินหายใจ สาเหตุเกิดจาก      1. ความสกปรกของอากาศ ภาวะอากาศเป็นพิษในเมืองใหญ่ๆ เช่น ควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เช่น นิเกิล สารกัมมันตรังสี      2. การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลานานๆ มีส่วนสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งปอดโดย 80% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมีประวัติสูบบุหรี่ 75 % ของผู้ป่วยเป็นผู้สูบบุหรี่จัด คือ สูบอย่างน้อยวันละ 20 มวนติดต่อกัน 20 ปีขึ้นไป หรืออย่างน้อยวันละ 10 มวน ติดต่อกัน 30 ปีขึ้นไป      3. แผลเป็นในปอด เป็นผลจากการเป็นโรคเรื้อรังมานาน เช่น วัณโรคปอด ซึ่งอาจเป็นจุดก่อให้เกิดมะเร็ง     อาการ         1. ไอแห้งๆ ไอนานกว่าธรรมดา         2. ไอมีเสมหะ         3. ไอเป็นเลือด แต่เลือดมักออกปนกับเสมหะ         4. ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก         5. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย         6. เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังประสาทบริเวณกล่องเสียง         7. บวมที่หน้า คอ แขน และอกส่วนบน เนื่องจากมีเลือดดำคั่ง         8. หายใจลำบากและหอบเหนื่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลง ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย         9. กลืนลำบาก เนื่องจากหลอดอาหารถูกกด         10. เจ็บปวด เนื่องจากมะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปในกระดูก ผนังอก ฯลฯ         11. อัมพาต เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือไขสันหลัง     การวินิจฉัย         1. ถ่ายภผู้ที่าพเอกซเรย์ปอด          2. ตรวจเสมหะที่ไอออกมา เพื่อหาเซลมะเร็ง ดังนั้นผู้ที่สูบบุหรี่ มีอาการไอเรื้อรัง และผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจตามวิธีดังกล่าวปีละครั้ง      การรักษา     โดยทั่วไปหลักสำคัญในการรักษามะเร็ง คือ         1. การผ่าตัด         2. การรักษาโดยรังสี     การป้องกัน เหตุส่งเสริม ให้เกิดโรคมะเร็งปอดมีหลายประการ สาเหตุบางอย่างอาจมีทางป้องกันได้ยาก แต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่สืบเนื่องจากการสูบบุหรี่นั้น เป็นสิ่งที่อาจป้องกันได้และการไม่สูบบุหรี่หรือเลิกบุหรี่ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเป็นมะเร็งของปอดได้ จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์ ปราศจากโรคที่มีสาเหตุจากบุหรี่ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกอายุรกรรม รพ.วิภาวดี โทร.0-2561-1111 กด 1  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การดูแลระวังรักษาเท้า ผู้เป็นเบาหวาน

การดูแลระวังรักษาเท้า ผู้เป็นเบาหวาน การดูแลระวังรักษาเท้า ผู้เป็นเบาหวาน          การดูและ ระวังรักษาเท้าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้เป้นเบาหวาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน มีอัตราเสี่ยงต่อการเปิดแผลเรื้อรัง หรือเกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงมากกว่าคนปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ อาจลุกลามถึงต้องเสียนิ้วหรือขา สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้โดยการเอาใจใส่สำรวจเท้าทุกวัน ถ้าเกิดความผิดปกติควรได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะสั้น สาเหตุผู้ที่เป็นเบาหวานเกิดแผลที่เท้ากว่าคนปกติ      1. ผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน ส่วนใหญ่พบมีการเสื่อมของส่วนประสาทส่วนปลายที่ไปเลี้ยงมือและเท้า การรับความรู้สึกน้อยลงเกิดอาการชา โดยเฉพาะนิ้วเท้า การรับความรู้สึกน้อยลงเกิดอาการชา โดยเฉพาะนิ้วเท้ามีโอกาสเป็นแผลโดยไม่รู้ตัวหรือกว่าจะสังเกตพบ แผลได้ลูกลามไปมาก เมื่อประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาและเท้าเสื่อม กล้ามเนื้อจะแฟบลงทำให้รูปร่างของเท้าผิดปกติ นิ้วเท้างอขึ้น เท้ารับน้ำหนักไม่สม่ำเสมอ บริเวณที่รับน้ำหนักมากหรือถูกกดอยู่เป็นเวลานานจะหนาขึ้น เกิดเป็นตาปลาหรือเป็นแผล      2. การไหลเวียนของโลหิตที่สู่ขาลดลง เนื่องจากผนังหลอดเลือดแดงหนาขึ้นทำให้ขาดอาหารและออกซิเจนผิวหนังจะบางลง แผลหายช้า เกิดอาการปวดที่น่องเวลาเดิน ถ้าเป็นมากจนหลอดเลือดอุดตัน เนื้อเยื่อส่วนปลายจะตายมีสีดล่ำดำขึ้น จนต้องตัดนิ้วหรือนิ้วแห้งดำหลุดไปได้      3. ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในโลหิตสูงอยู่นาน จะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อราที่ผิวหนังระหว่างนิ้วเท้า ทำให้ผิวหนังกลอกมีแผลเกิดขึ้น อาจมีเชื้อโรคที่รุนแรงเกิดขึ้นตามมา วิธีป้องกัน      การเสื่อมของประสาทส่วนปลาย           ขณะนี้ยังไม่มีวิธีที่ดีพอสำหรับป้องกันไม่ให้เกิด แต่อาจทำให้เกิดช้าลงหรือความรุนแรงน้อยลง โดยการควบคุมเบาหวาน รักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคเบาหวานวินิจฉัยได้อย่างไร

โรคเบาหวานวินิจฉัยได้อย่างไร             เบาหวาน หมายถึง การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มากกว่าคนปกติระดับน้ำตาลในตอนเข้าก่อนอาหารในคนปกติจะอยู่ในช่วง 70 ถึง 100 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ เกณฑ์การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานกำหนดว่าระดับต้องเท่ากับหรือมากกว่า 126 มิลิกรัมเปอร์เซนต์ขึ้นไปและถ้าพบในคนที่มีอาการเลยต้องตรวจซ้ำให้แน่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น การวิจัยต้องเจาะเลือดตรวจเสมอ สำหรับคนที่ระดับน้ำตาลอยู่ในช่วง 101 ถึง 125 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ถือว่าผิดปกติ แต่ยังไม่เป็นเบาหวาน มีโอกาส ที่จะเกิดเบาหวานได้สูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดใหญ่ได้ โรคหรือภาวะที่มักพบร่วมกับเบาหวาน          เบาหวาน มักจะพบในคนที่อ้วน มีญาติหรือบรรพบุรุษเป็นเบาหวานมักจะมีความดันโลหิตสูง และมีไขมันในเลือดที่ผิดปกติร่วมด้วย สองโรคหลังนี้จะมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น จึงต้องรักษาอย่างเข้มงวด ไปพร้อมๆ กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด          ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดที่ผิดปกติ มักพบร่วมกับโรคเบาหวาน เป็นตัวเร่งให้เกิดโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือดขนาดใหญ่ ด้วยความปรารถนาดีจาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม