โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย(Thalassemia)

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย(Thalassemia)           โรคโลหิตจาง หรือที่เรียกว่าโรคซีดนั้น มีโอกาสพบได้บ่อยในเด็กไทย ไม่ว่าจะช่วงวัยเด็กทารก เด็กวัยเตาะแตะ เด็กวัยเรียนหรือเด็กวัยรุ่นการที่จะวินิจฉัยโรคโลหิตจาง ทำโดยการตรวจเลือด และพบว่าเด็กผู้นั้นมีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่า หรือมีปริมาณฮีโมโกลบิน (ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบหลักในเม็ดเลือดแดง) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในเด็กอายุนั้น ๆ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทย คือภาวะขาดสารอาหารที่จำเป็นหรือขาดธาตุเหล็ก ซึ่งการดูแลเลี้ยงเด็กที่ถูกต้อง ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ทานยาบำรุงเลือดที่เหมาะสม ขจัดสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียเลือดเรื้อรัง เช่น โรคพยาธิ สามารถรักษาโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กให้หายได้            อย่างไรก็ตาม โรคโลหิตจางที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าเด็กหรือ ผู้ใหญ่คือ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (Thalassemia and Hemoglobinopathies) ซึ่งเป็นโรค ทางกรรมพันธุ์ โรคนี้สามารถถ่ายทอดได้จากบิดามารดาที่เป็นพาหะ (หรือมีภาวะแฝง) มาสู่บุตร ทำให้บุตรป่วยได้โดยที่บิดามารดาไม่จำเป็นต้องมีอาการผิดปกติเลย ประเทศไทยเรามีประชาชนที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียต่าง ๆ รวมกันประมาณ 20-30 % ของประชากรทั้งหมด และคู่สมรสที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียประเภทเดียวกัน เมื่อให้กำเนิดบุตรแต่ละคนจะมีโอกาสป่วยเป็นโรค ธาลัสซีเมียได้ 25 % หรือ 1 ใน 4   โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียที่สำคัญในประเทศไทย           โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียมีหลายประเภท ที่สำคัญในเมืองไทยคือ กลุ่มแอลฟ่าธาลัสซีเมียและกลุ่มเบต้าธาลัสซีเมีย (Alpha – and Beta – Thalassemia diseases) กลุ่มแอลฟ่าธาลัสซีเมียนั้น ถ้าเป็นแบบรุนแรง (Hemoglobin Bart hydrops fetalis) จะทำให้เด็กตาย คลอดหรือเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาได้ ถ้าเป็นแบบรุนแรงปานกลาง (Hemoglobin H disease)              ผู้ป่วยเด็กจะมีอาการซีดเรื้อรัง ตับม้ามโต ต้องได้รับเลือดทดแทนเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาที่มีไข้หรือเจ็บป่วยไม่สบาย เด็กจะซีดลงเร็วมาก เนื่องจากเม็ดเลือดแดงจะแตกทำลายเร็วขึ้น อย่างมาก สำหรับกลุ่มเบต้าธาลัสซีเมีย แบบที่มีอาการรุนแรงคือ โฮโมซัยกัสเบต้าธาลัสซีเมีย (Homozygous Beta Thalassemia) ผู้ป่วยเด็กจะเริ่มมีอาการซีดมากตั้งแต่อายุ 6 เดือน เป็น ต้นไป ตัวเหลือง ท้องป่อง ตับโต ม้ามโตมาก ร่างกายเจริญเติบโตช้า ตัวเตี้ยแคระแกรน โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนแปลงผิดปกติ (Thalassemia facies) มีโรคเจ็บป่วยอื่นแทรกซ้อนง่าย              ในรายที่เป็นรุนแรงผู้ป่วยต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างสม่ำเสมอทุก 2-4 สัปดาห์ จึงจะดำรงชีวิตอยู่ได้ มิฉะนั้นสุขภาพจะทรุดโทรมอย่างมาก ซีดมากจนหัวใจวายและมีอายุสั้น การรักษาโรคธาลัสซีเมีย             การปลูกถ่ายเซลต้นกำเนิดเม็ดเลือด เป็นหนทางเดียวที่จะรักษาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดได้ โดยได้รับจากพี่น้องหรือผู้บริจาคทีมี HLA ตรงกัน ส่วนการรักษาประคับประครองตามอาการอื่น ๆ ได้แก่ การให้เลือดทดแทนอย่างสม่ำเสมอตลอดไปร่วมกับการให้ยาขับเหล็กอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยจะมีภาวะธาตุเหล็กที่มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อตับ ตับอ่อน ต่อมไร้ท่อ และหัวใจ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับประทานยาบำรุงเม็ดเลือดโฟลิค (Folic acid) ทุกวันไปตลอดชีวิต ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและหลีกเลี่ยงยาบำรุงที่มีธาตุเหล็ก ผู้ป่วยบางรายมีม้ามโตมากหรือมีอาการซีดลงเร็วมากจนต้องให้เลือดบ่อยขึ้น แพทย์อาจจะต้องพิจารณาผ่าตัดม้ามออกเมื่อผู้ป่วยมีอายุเกิน 5 ปีแล้ว วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้             โรคโลหิตจางในเด็กไทย ยังมีโรคอื่น ๆ ที่พบได้อีกหลายโรคซึ่งกุมารแพทย์ผู้ชำนาญทางโลหิตวิทยา สามารถให้ความรู้และคำปรึกษาแนะนำกับท่านได้   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกอายุรกรรม รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง          ถ้านับสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย มะเร็งดูจะเป็นอันดับสอง เป็นรองก็แต่โรคหัวใจเท่านั้น แม้ว่าวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก ทำให้เราสามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งได้รวดเร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งการรักษาให้หายขาดด้วยการฉายแสงหรือเคมีบำบัด ก็ยังถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง ชนิดของมะเร็งในคนเรามีแตกต่างกันไปมากกว่า 100 ชนิดเลยทีเดียว ตรงนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ผลการรักษาแตกต่างกันออกไป ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากพบเจอกับโรคมะเร็งแน่นอน ก็ต้องมาพิจารณากันให้เข้าใจว่า แล้วอะไรกันที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งกันแน่         นักวิทยาศาสตร์ ทราบกันมากว่า 20 ปี แล้วว่า มะเร็งนั้นเป็นโรคที่มีความผิดปกติของสารพันธุกรรม ภายในเซลที่เรียกว่ายีน (Gene) ที่มีสภาวะบางอย่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการแบ่งตัวที่ไม่สามารถควบคุมได้ เกิดการมีเพิ่มปริมาณมากจนเป็นเซลมะเร็ง ยีนที่ควบคุมการเกิดมะเร็งนี้เราเรียกว่า ยีนก่อมะเร็ง (Oncogene) ซึ่งอาจมีการส่งผ่านทางกรรมพันธุ์ หรือเกิดขึ้นภายหลังอันเนื่องมาจากผลกระทบของสารเคมี เช่น อนุมูลอิสระ ดังที่กล่าวข้างต้น ตามหลักการของการเกิดโรคมีปัจจัยใหญ่ๆ อยู่ 30 อย่าง ที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คือ 1. Host (ตัวผู้ป่วย) 2. Agent (สารก่อมะเร็ง เชื้อโรค) 3. Environment (สภาพแวดล้อม)         ตัวผู้ป่วยเองเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะเซลในร่างกายคนเราซึ่งมีถึงเกือบ ห้าหมื่นล้านเซลนี้ ถ้าเซลตัวใดตัวหนึ่ง เกิดแปลกปลอมขึ้นมา ก็จะถูกระบบภูมิคุ้มกันเล่นงาน ถ้าหากระบบนี้ทำงานแย่ก็จะเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มจำนวนของเซลมะเร็งเกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า คนที่ประสบกับภาวะเครียดจัดสูญเสียอย่างรุนแรง ไม่ช้าไม่นานก็จะป่วยด้วยโรคมะเร็ง เพราะภูมิต้านทานลดลงนั่นเอง         สารก่อมะเร็งและการติดเชื้อ เป็นปัจจัยสำคัญดังที่กล่าวแล้วเรื่องของ มลพิษ ควันบุหรี่ อาหารที่ไหม้เกรียม เป็นต้นกำเนิดของอนุมูลอิสระซึ่งจะเข้าทำลายเซล การติดเชื้อไวรัสบางชนิดอาจก่อให้เกิดมะเร็งของลำคอ หรือปากมดลูก พบว่าหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วัยรุ่น มีโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก        สารกัมมันตรังสี เช่น กรณีการระเบิดของโรงงานปฏิกรณ์ปรมาณู หรือสงครามนิวเคลียร์จะพบอุบัติการณ์มะเร็งของเม็ดโลหิตขาวและมะเร็งผิวหนัง เพิ่มขึ้น        มะเร็งตับ มีสาเหตุที่ทราบแน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับสารที่ชื่อว่า อะฟลาทอคซิน ซึ่งอยู่ในอาหารประเภทถั่วที่ขึ้นรา ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แบบเรื้อรัง ก็เป็นสาเหตุที่สำคัญเพราะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งตับเพิ่มขึ้นถึง 200 เท่าเลยทีเดียว คนไข้ประเภทนี้จะไม่มีอาการผิดปกติ เรียกว่าเป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบบี (HBV Carrier) จำเป็นต้องรับการตรวจค้นหามะเร็งตับ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกด้วยการทำอัลตราซาวน์ทุก 6 เดือน - 1 ปี        มะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่เกิดกับท่อทางเดินน้ำดี ซึ่งพบบ่อยทางภาคอีสาน มีสาเหตุมาจากการรับประทานปลาดิบร่วมกับสารประเภทไนโตรซามีน ซึ่งได้มาจากการหมักโปรตีนกับสารพวกดินประสิว       มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เป็นอีกชนิดหนึ่งซึ่งพบความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับคนที่ชอบทานเนื้อสัตว์ แต่ไม่ชอบทานอาหารที่มีกากใย คือ พวกพืชผัก และธัญพืชต่างๆ ทำให้มีปัญหาเรื่องท้องผูกเป็นประจำ สารพิษ สารก่อมะเร็ง มีโอกาสเล่นงานเซลลำไส้ได้มากขึ้น        ดังที่ยกตัวอย่างมา เป็นเพียงส่วนน้อยในจำนวนสาเหตุการเกิดมะเร็งทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่เราก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเหล่านั้น คืออะไรแน่       แต่จะเห็นได้ว่าจำนวนไม่น้อย เกี่ยวข้องกับอาหารที่เรารับประทาน ก็พอจะแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทราบแน่ชัด เช่น สารพิษ ควันบุหรี่ อาหารปรุงแต่งรส เนื้อสัตว์ที่ไหม้เกรียม 2. ทานอาหารธรรมชาติ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ที่สดสะอาดให้มากๆเข้าไว้ โดยพยายามทานให้ไม่ซ้ำซาก เพื่อจะได้รับสารอาหารหลากหลายชนิด 3. หมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างถูกวิธี ให้พอเหมาะพอดี 4. ดื่มน้ำให้มาก ขับถ่ายให้เป็นเวลา พยายามอย่าให้ท้องผูก 5. ทำจิตใจให้เบิกบาน มองโลกในแง่ดี รู้จักแก้ปัญหาชีวิตในทางที่ถูกต้อง 6. การตรวจมะเร็งประจำปี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ามะเร็งรักษาหายได้ถ้าเป็นในระยะเริ่มแรก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกอายุรกรรม โทร.0-2561-1111 กด 1  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Vital Sign สัญญาณชีพ

Vital Sign สัญญาณชีพ          เวลาคุณไปโรงพยาบาล  คุณพยาบาลเค้าจะจับคุณชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตใช่ไหมคะ คุณรู้ไหมว่าเค้าเรียกว่าอะไร ศัพท์ทางการแพทย์เขาเรียกว่า  Vital Sign  หรือสัญญาณชีพ เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณหมอทราบข้อมูลทางสุขภาพของคุณเบื้องต้นก่อน  Vital Sign  หลักๆก็มี 4 อย่างค่ะ   วัดอุณหภูมิร่างกาย (ถ้าไม่ได้ป่วยเป็นไข้ เขาก็อาจจะไม่วัด) อุณหภูมิร่างกายที่ปกติอยู่ที่ ๓๗ องศาเซลเซียส อนุญาตให้ไม่เกิน 37.5  ถ้าเกิน คือ มีไข้ค่ะ วัดความดันโลหิต ความดันโลหิต คือแรงดันที่หัวใจต้องทำงานในการสูบฉีดโลหิต ความดันโลหิตค่าปกติ ยอดนิยมอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่ที่แสดงว่าสุขภาพดี คือ 110/70  แล้วอย่างไหนอันตรายกว่ากันระหว่างความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตต่ำ  ความดันโลหิตถ้าสูงเกินไป ต่ำเกินไป อันตรายหมด แต่ความดันโลหิตสูงอันตรายกว่าค่ะ เพราะความดันโลหิตสูง  อาจไม่แสดงอาการปวดศีรษะ  และความดันโลหิตในระยะยาว ทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง หัวใจและไต  การตรวจวัดความดันทำให้พบและรักษาได้ แทนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ฯ  เช่น ไตวายหรือเส้นเลือดสมองแตก จะวัดได้ที่ไหน ก็ที่ไหนมีตรวจสุขภาพฟรีๆ ก็เดินไปขอวัดความดันโลหิตได้เลยค่ะ หรือไปขอวัดตามโรงพยาบาลก็ได้ค่ะ วัดชีพจร คืออัตราการเต้นของหัวใจ ที่ปกติคือประมาณ 70-80  ครั้ง/นาที (ในผู้ใหญ่นะคะ) วัดจำนวนครั้งการหายใจ ปกติควรอยู่ที่ 20 – 26 ครั้งต่อนาที ในผู้ใหญ่เช่นกัน ข้อนี้บางทีเขาก็ไม่วัดค่ะ ถ้าไม่มาด้วยโรคระบบการหายใจคือดูจากชีพจรได้ ทีนี้ วิชาการสมัยใหม่ เขากำลังรณรงค์ให้วัด  Vital Sign   ตัวที่ 5. คือ วัดรอบเอว คุณหมอด้านหัวใจจะชอบมากค่ะ เพราะแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงโรคหัวใจเช่นกัน (คือภาวะอ้วนลงพุง ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้) รอบเอวที่ปกติคือ ถ้าเป็นผู้ชาย ต้องไม่เกิน 90 ซม. ถ้าเป็นผู้หญิง ต้องไม่เกิน 80 ซม.ค่ะ            เอาเป็นว่า คุณเคยวัดความดันโลหิตกันบ้างรึยังคะ?  แล้วรอบเอวคุณเท่าไหร่เอ่ย ?

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถ่ายเป็นเลือด บ่งบอกโรค

  ถ่ายเป็นเลือด บ่งบอกโรค         สวัสดีค่ะ เช้านี้ใครถ่ายเป็นเลือดบ้างคะ ปูผัดถามอะไรแย่ๆใช่มั๊ยคะ แต่ว่าไม่ได้นะ เรื่องแบบนี้ บางทีเราก็ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง จะให้ไปหาหมอเหรอ ลืมไปได้เลย ในฐานะที่ปูผัดอยู่ในวงการนะคะ ได้ยินคำถามเรื่องถ่ายเป็นเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน ปูผัดบอกได้เลยค่ะ ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนกังวล มันก็มีข้อสังเกตุใหญ่ๆ 2 ข้อเท่านั้น คือถ่ายเป็นเลือดสด หรือเลือดคล้ำ แต่ก่อนอื่นมาสังเกตุดูนะคะ ว่าพฤติกรรมคุณเป็นยังไงบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณไม่เคยฝึกหัดเรื่องการเข้าห้องน้ำ ทำธุระตอนเช้าๆ หรือถ่ายเป็นเวลา คุณเป็นประเภทท้องผูกประจำ ชอบนั่งห้องน้ำนานๆ อ่านหนังสือพิมพ์ คุณทานผักสด ผลไม้น้อยมากๆ เพราะไม่มีเวลาเลือก แถมชอบทานเนื้อสัตว์อีกต่างหาก คุณไม่มีเวลาออกกำลังกาย คุณเครียด คุณไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่า คุณนอนดึกประจำ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ   ถ้าคุณมีสิ่งเหล่านี้เกิน 3 ข้อ ก็แย่แล้วค่ะ        ทีนี้ ปูผัดอยากรู้ว่า เวลาทำธุระเสร็จ คุณเคยก้ม หรือหันไปมองผลงานบ้างมั๊ย ? รู้มั๊ยคะ ว่าอุจจาระน่ะ เป็นตัวบ่งบอกสุขภาพที่ดีได้อย่างนึง เช่น ถ่ายดำ คล้ายมีมูกเลือดปนออกมา ก็ไม่ค่อยดี ถ่ายปกติ แต่มีเลือดสดๆตามมา ก็โล่งใจนิดนึง เพราะแสดงว่าเลือดออกมาจากส่วนปลายๆ เช่น ปากทวารสันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเป็นริดสีดวงทวาร ยิ่งมีติ่งๆอะไรยื่นมาเสริม ยิ่งชัวร์ค่ะ แต่ถ่ายแบบมีเลือดปะปนกับอุจจาระออกมา ไม่ค่อยดีค่ะ ยิ่งสีคล้ำ ยิ่งต้องรีบไปหาหมอเชียว เพราะแสดงว่า เลือดเดินทางออกมาไกล อาจมีเลือดออกจากกระเพาะ ลำไส้ ควรรีบไปตรวจดูค่ะ แถมอีกนิด ทุกคน แม้แต่ปูผัดก็ตาม จะอายหมอมาก ถ้าต้องไปเปิดก้นให้หมอดู แต่...ไปเถอะค่ะ เพราะการปล่อยไว้ ทรมานกว่า และขอบอกว่า พวกหมอ เค๊าเห็นมานักต่อนักแล้ว การที่คุณอาย เกิดจากที่คุณคิดไปเองแหละค่ะ           เอาเป็นว่า ใครที่ยังไม่เคยสังเกตุ หรือมอง อุจจาระของตัวเอง ต่อจากนี้ไป ลองหันไปมองหน่อยก็แล้วกันนะคะ..

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ดูแลผมสวย...ตามแนวทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง

ดูแลผมสวย...ตามแนวทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง          ดูแลผมสวย...ตามแนวทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง ทำอย่างไร ผมจะสวยโดยประหยัดทรัพย์ และทรัพยากรได้ รู้มั๊ยคะว่า เส้นผมคนเรา มีน้ำมันหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ การสระผม ทำให้ผมสูญเสียความชุ่มชื้นจากน้ำมันตามธรรมชาติ ดังนั้นคุณหมอผิวหนัง จึงแนะนำว่า คุณๆ ควรสระผมแค่สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง และในแต่ละครั้ง สระด้วยแชมพูแค่ ๒ ครั้ง   ดูแลผมสวย...ตามแนวทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียง          ทำอย่างไร ผมจะสวยโดยประหยัดทรัพย์ และทรัพยากรได้ รู้มั๊ยคะว่า เส้นผมคนเรา มีน้ำมันหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ การสระผม ทำให้ผมสูญเสียความชุ่มชื้นจากน้ำมันตามธรรมชาติ ดังนั้นคุณหมอผิวหนัง จึงแนะนำว่า คุณๆ ควรสระผมแค่สัปดาห์ละ ๒ ครั้ง และในแต่ละครั้ง สระด้วยแชมพูแค่ ๒ ครั้ง ตามด้วยครีมนวด ๑ ครั้ง เท่านั้นพอ ไม่ต้องสระด้วยแชมพูถึง ๓ ครั้ง คุณควรปล่อยให้น้ำมันเส้นผมตามธรรมชาติ คงเหลือเคลือบเส้นผมอยู่บ้าง ซึ่งนั่นแหละ ที่จะทำให้ผมของคุณไม่แห้ง กระด้าง เออหนอ...ธรรมชาติเขาก็สร้างน้ำมันเคลือบเส้นผมมาให้ แล้วยังจะไปสระทิ้งอีก ใครที่ชอบความคุ้มโดยการไปร้านทำผม แล้วร้านมักจะสระผมให้ ด้วยแชมพู ๓ ครั้ง ครีมนวด ๑ ครั้ง ต่อไปนี้ บอกทางร้านใหม่ค่ะ บอกว่า สระแชมพู ๒ ครั้งพอ ตามด้วยครีมนวดเลย ผลที่ได้เหรอคะ ประหยัดน้ำ (ช่วยชาติ) ประหยัดแชมพู ประหยัดเวลา แล้วผมยังนุ่มสลวยด้วยน้ำมันตามธรรมชาติอีกด้วย            สำหรับคุณผู้ชาย ที่ชอบสระผมทุกวัน ก็สระแชมพูหนเดียวพอ หรือราดแค่น้ำเปล่าก็ยังได้ แล้วคอยดูนะคะ แชมพูคุณจะหมดช้ามากค่ะ  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

จัดฟัน ศูนย์ทันตกรรม รพ.วิภาวดี

จัดฟัน ศูนย์ทันตกรรม รพ.วิภาวดี            จัดฟัน ศูนย์ทันตกรรม รพ.วิภาวดี เมื่อไหร่ที่ต้องจัดฟัน เมื่อมีการเรียงฟัน การสบฟัน หรือโครงสร้างของขากรรไกรผิดปกติ ขั้นตอนทั่วไปในการจัดฟัน 1. X-Ray โครงสร้างฟัน 2. พิมพ์ปาก แยกฟัน 3. ติดเครื่องมือในสัปดาห์ต่อมา จากนั้นจะนัดพบทันตแพทย์จัดฟัน ทุก 3 - 4 สัปดาห์ ต่อครั้ง จนกระทั่งสภาพฟัน เป็นที่น่าพอใจ ใช้เวลาประมาณ ปีครึ่ง - 2 ปี จึงถอดเครื่องมือ 4. ใส่ Retainer 9 ต่อจนฟันคงสภาพในตำแหน่งที่จัดอีก 1-2 ปี ซึ่งจะนัดตรวจเป็นระยะ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี   จัดฟัน ศูนย์ทันตกรรม รพ.วิภาวดี  เมื่อไหร่ที่ต้องจัดฟัน         เมื่อมีการเรียงฟัน การสบฟัน หรือโครงสร้างของขากรรไกรผิดปกติ ขั้นตอนทั่วไปในการจัดฟัน      1. X-Ray โครงสร้างฟัน      2. พิมพ์ปาก แยกฟัน      3. ติดเครื่องมือในสัปดาห์ต่อมา จากนั้นจะนัดพบทันตแพทย์จัดฟัน ทุก 3 - 4 สัปดาห์ ต่อครั้ง จนกระทั่งสภาพฟัน เป็นที่น่าพอใจ ใช้เวลาประมาณ ปีครึ่ง - 2 ปี จึงถอดเครื่องมือ      4. ใส่ Retainer 9 ต่อจนฟันคงสภาพในตำแหน่งที่จัดอีก 1-2 ปี ซึ่งจะนัดตรวจเป็นระยะ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี  ระยะเวลา         ประมาณ ปีครึ่ง - 2 ปี ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอายุ ความยากง่าย และความร่วมมือของผู้ป่วยแต่ ละราย หมายเหตุ      - กรณีผู้ป่วยมาตามนัดไม่ได้ เลื่อนนัดออกไป การชำระเงินจะคิดรวมถึงย้อนหลังครั้งที่เลื่อนนัดไปด้วย เนื่องจากเป็นการแบ่งชำระงวดตามข้อตกลงเบื้องต้น      - เมื่อชำระเงินครบตามที่ตกลงเอาไว้ ถ้าการจัดการยังไม่เสร็จ จะไม่มีการเก็บเงินเพิ่มเติมอีกในการมาพบทันตแพทย์ครั้งต่อๆไป ยกเว้นในกรณีเครื่องมือที่ใส่อยู่ชำรุด เสียหาย ผู้ป่วยจะชำระเฉพาะค่าเครื่องมือนั้นๆ ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อจัดฟัน      1. ต้องปฏิบัติตัวตามที่ทันตแพทย์จัดฟันแนะนำอย่างเคร่งครัด เช่นการใส่ยางรัดฟัน การแปรงฟันหลังอาหารทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เศษอาหารติดตามซอกฟัน      2. งดอาหารบางประเภท           - อาหารแข็งมาก เช่น อ้อย น้ำแข็ง           - อาหารเหนียว เช่น หมากฝรั่ง ตังเม เนื้อที่เหนียวมากๆ           - อาหารหวานจัด เช่น ทอฟฟี่ ช็อกโกแลต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทันตกรรม รพ.วิภาวดี โทร. 0-2561-1111 กด 1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคไตเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลัน ภาวะโรคไตเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลัน ภาวะโรคไตเรื้อรัง           โดยปกติในวัยผู้ใหญ่ ไตของคนเราจะเริ่มทำงานลดลงหรือเสื่อมลงอย่างช้าๆตามอายุ โดยเฉลี่ยการทำงานของไตจะลดลงปีละประมาณ 1% แต่หากไตมีความผิดปกติหรือเกิดโรค การทำงานของไตก็จะเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ กรณีที่ไตเสื่อมลงอย่างรวดเร็วหรือหยุดทำงานทันทีเรียกว่า “ไตวายเฉียบพลัน” ซึ่งในกรณีนี้ไตอาจจะฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ถ้าได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่ถ้าไตเสื่อมลงอย่างช้าๆต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานเกินกว่า 3 เดือน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานของไตลดน้อยลงต่ำกว่า 60 % จะเรียกว่า “ภาวะโรคไตเรื้อรัง”   สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง           โรคไตเรื้อรังเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ที่พบบ่อยได้แก่ เป็นผลจากโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง  นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็น โรคเก๊าท์  นิ่วในไต ไตอักเสบ การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ  รวมถึงอาจเกิดจากผลข้างเคียงจากการใช้ยา และสารเคมีต่างๆ ได้แก่ ยาแก้ปวดที่เรียกว่า “เอ็นเสด (NSAID)” และยาปฏิชีวนะบางตัว เป็นต้น               นอกจากนี้ ยังเกิดจากกรรมพันธุ์หรือความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด เช่น เด็กที่น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่า 2,500 กรัม โดยไตของเด็กนี้จะทำงานน้อยกว่าเด็กทั่วไป  เด็กที่มีความผิดปกติของไตโดยกำเนิด เช่น ไตที่มีขนาดเล็ก มีการอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคถุงน้ำในไต    การป้องกันโรคไตเรื้อรัง           ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคไตเรื้อรังโดยเฉพาะในระยะแรกๆ มักจะไม่รู้ว่าตนเป็นโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากจะไม่ปรากฏอาการที่ชัดเจนให้รู้ หรือมีอาการแต่ไม่รู้ว่า ไตเสื่อม ดังนั้น จึงไม่สามารถจะวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง จากอาการได้โดยง่าย ต้องอาศัยการตรวจเลือดและปัสสาวะ  ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคที่เป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังดังที่กล่าวมาเบื้องต้น รวมถึงผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อคัดกรองโรคไตเรื้อรังอย่างน้อยทุก 1 ปี เพื่อจะได้เข้ารับรักษาตั้งแต่ระยะต้นๆ   สัญญาณอันตรายบ่งบอกว่าเป็นโรคไต มี 6 อาการ ได้แก่ ปัสสาวะขัดหรือลำบาก  เป็นอาการที่บ่งชี้ว่าท่านมีปัญหาของระบบทางเดินปัสสาวะ  และอาจเป็นโรคไตด้วย  แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่  -อาการปัสสาวะแสบขัดที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ซึ่งมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ท่านที่เป็นชายถ้ามีอาการนี้อาจมีโรคนิ่วระบบไตหรือต่อมลูกหมากโตซ่อนอยู่ก็ได้  หรือบางครั้งท่านอาจมีไข้และปวดเอวร่วมด้วย  -อาการถ่ายปัสสาวะลำบาก  ต้องเบ่งแรง  ปัสสาวะไม่พุ่งหรือปัสสาวะสะดุดกลางคัน  บางท่านอาจมีปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะกลางคืนร่วมด้วย  บ่งบอกถึงว่ามีการอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะ  ที่พบบ่อยได้แก่  ต่อมลูกหมากโตในเพศชายหรือมดลูกหย่อนในเพศหญิง ปัสสาวะกลางคืนบ่อยกว่าปกติ ในคนปกติ  เมื่อคนเรานอนหลับ 6 - 8 ชั่วโมง มักจะไม่ตื่นขึ้นมาปัสสาวะของคนเราสามารถเก็บปัสสาวะไว้ได้ประมาณ  250 ซีซี หรือเท่ากับน้ำ 1 แก้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะเวลากลางคืน  แต่ในผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง  ไตจะไม่สามารถลดการสร้างปัสสาวะได้ในตอนกลางคืน  จึงมีปัสสาวะออกมาก  ดังนั้นในตอนกลางคืนจึงต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ  โดยทั่วไปท่านอาจตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืน 1 - 2 ครั้ง ถ้าท่านดื่มน้ำก่อนนอน  หรืออาจจะเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก  ถ้ามีอาการเช่นนี้โดยไม่เป็นมาก่อนควรปรึกษาหมอ หรือบางครั้งการปัสสาวะกลางคืนนอกจากเป็นอาการของโรคไตแล้ว อาจพบในผู้ป่วยเบาหวาน  ผู้ที่มีอาการบวมจากเหตุอื่นๆ  ผู้ที่กินยาขับปัสสาวะ  ดังนั้นหากท่านมีอาการดังกล่าวทางที่ดีควรปรึกษาหมอ ปัสสาวะเป็นเลือดสีน้ำล้างเนื้อหรือขุ่นผิดปกติ ปัสสาวะจะมีสีเหลืองใส  อาจมีสีเข้มข้นเมื่อดื่มน้ำน้อยและจางลงเมื่อดื่มน้ำมากๆ  ถ้ามีปัสสาวะสีแดงคล้ายเลือดหรือสีน้ำล้างเนื้อ บ่งบอกว่าอาจมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ  ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ มีนิ่ว ไตอักเสบ หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ  เป็นต้น  ปัสสาวะเป็นเลือดอาจเกิดจากโรคนิ่วหรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือเกิดจากไตอักเสบ  เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ  หรือโรคเลือดที่ทำให้มีเลือดออกง่าย อาการบวมรอบตา บวมหน้า บวมเท้า บวมรอบตา บวมที่หน้า อาจสังเกตได้ง่ายเวลาที่ตื่นนอน ส่วนเท้าบวมอาจพบเมื่อเข้าช่วงบ่าย  หรือเมื่อมีกิจกรรมในท่ายืนเป็นเวลานานๆ สังเกตได้จากแหวนหรือรองเท้าที่เคยสวมใส่จะคับขึ้น  เมื่อใช้นิ้วมือกดที่เท้าหรือหน้าแข้งจะมีรอยบุ๋ม อาการนี้อาจเกิดจากโรคไต  นอกจากนี้อาจเกิดจากโรคหัวใจหรือโรคตับก็ได้ อาการที่กล่าวถึงโรคไตเรื้อรังนี้หมายถึง  ลักษณะบวมที่หลังเท้าและหน้าแข้ง  ถ้าเป็นมากจะกดแล้วเป็นรอยบุ๋ม มีโรคไตหลายโรคที่ผู้ป่วยมาด้วยอาการบวม  อย่างไรก็ตาม พบว่าคนที่มีอาการบวมจำนวนมากละเลยเพราะไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใดๆ  บางท่านอาจไม่อยากตรวจเพราะกลัวว่าหมอจะบอกว่าเป็นโรคไต  ดังนั้นบางทีก็ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเป็นเดือนเป็นปี  หรือไม่ก็มีอาการบวมมากจนทนไม่ไหวต้องมาหาหมอ ปวดหลัง ปวดเอว อาการนี้เป็นอาการที่พบบ่อยมาก  แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ซึ่งมักหายได้เองจากการหยุดพักงานหรือกินยาแก้ปวด สำหรับอาการปวดหลัง ปวดเอว ที่เกิดจากโรคไต มักมีสาเหตุมาจากนิ่วอยู่ในไตหรือในท่อไต อาการปวดเป็นผลมาจากการอุดตันท่อไตหรือไตเป็นถุงน้ำโป่งพอง  โดยลักษณะการปวดจะเป็นดังนี้  คือ จะปวดที่บั้นเอวหรือชายโครงด้านหลัง  และมักมีปวดร้าวไปที่ท้องน้อย  ขาอ่อน  หรืออวัยวะเพศ  อาการปวดมักเป็นข้างใดข้างหนึ่ง  สิ่งผิดปกติที่มักพบร่วม  คือ ปัสสาวะมีสีน้ำล้างเนื้อ  หรือขุ่นขาว  อาจมีปัสสาวะกระปริบกระปรอย  หรือมีอาการปวดหัวเหน่าร่วมด้วย ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นอาการสำคัญของโรคไตเรื้อรัง  โดยเฉพาะรายที่มีความดันโลหิตสูงมานานและควบคุมไม่ได้  โรคไตที่หมอมักจะนึกถึงคือ โรคไตเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแดงไตตีบ  เนื่องจากความดันโลหิตสูงโดยตัวมันเองอาจไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดหัว  มึนงง  เป็นต้น  ดังนั้นท่านควรได้รับการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นประจำ  อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง             สัญญาณอันตรายข้างต้นที่กล่าวมา  อาจเป็นการบ่งชี้ถึงการทำงานของไตของท่านที่เกิดผิดปกติขึ้นแล้ว ดังนั้นหากเกิดสัญญาณเหล่านี้  ควรรีบเข้าพบและปรึกษาแพทย์ทันที  เพราะโรคไตบางชนิด หากทราบว่าเป็นและรักษาแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถรักษาแก้ไขได้  ในรายที่มีอาการของโรคไตเข้าขั้นรุนแรงแล้ว การรักษาทำได้เพียงชะลอการเสื่อมของไตได้เท่านั้น  มีบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมาตรวจรักษาและพบว่าไตหยุดทำงานแล้ว เนื่องเพราะผู้ป่วยมีอาการมานานแล้ว แต่ไม่ยอมมาตรวจรักษา  จึงน่าเสียดายเพราะจะต้องรักษาด้วยวิธีการล้างไตเท่านั้น  และอาจจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร   ความรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง แบ่งการป่วยออกเป็น 5 ระยะ คือ โรคไตเรื้อรังในระยะที่ 1 ไตยังทำงานปกติ แต่ตรวจพบความปกติของไต เช่น พบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือ พบเม็ดเลือดขาวเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ อาจเรียกได้ว่า “ไตเริ่มผิดปกติ” โรคไตเรื้อรังระยะที่ 2  ไตทำงานเหลือ 60-90%  หรือไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3  ไตทำงานเหลือ  30-60% หรือไตเรื้อรังระยะปานกลาง โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4  ไตทำงานเหลือ 15-30%   หรือไตเรื้อรังรุนแรง โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5  ไตทำงานเหลือน้อยกว่า 15%  หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย    วิธีการรักษาและปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคไต             การดูแลรักษาโรคไตเรื้อรังมีหลายลักษณะ  โดยจะต้องรักษาตามระยะของโรค ดังนี้ โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1  ต้องงดสูบบุหรี่ รักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุของโรคไต โรคไตเรื้อรัง โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1  ต้องจำกัดความเค็ม โรคไตเรื้อรังระยะที่ 3  จำกัดอาหารโปรตีน  โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4  จำกัดการกินผลไม้  โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5  ต้องรักษาโดยการล้างไตหน้าท้อง ฟอกเลือด หรือผ่าตัดปลูกไต ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย              ทั้งนี้ในปัจจุบันนับว่าวิทยาการทางแพทย์ในการรักษาโรคไตเรื้อรังในประเทศไทยนั้น มีความทัดเทียมประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยุโรป และสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจึงเชื่อมั่นได้ในประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลของแพทย์ชาวไทยที่มีศักยภาพทัดเทียมต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษา หรือผ่าตัดในต่างประเทศ ขอบคุณข้อมลจาก สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม