ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วแต่ละปีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ ทำใหเกิดความรุ่นแรงมากหรือน้อย แต่จะรุ่นแรงมากในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรือภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ผู้สูงอายุ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต ทำให้ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ต้องลาหยุดงาน และประสิทธิภาพการทำงานลดลงโรคไข้หวัดใหญ่จะก่อให้เกิดความรุ่งแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาดังนี้ อาการ        ไข้หวัดธรรมดา ไข้ : พบได้บ่อยในเด็ก ผู้ใหญ่อาจจะมีไข้ต่ำๆ ปวดกล้ามเนื้อ : ไม่ค่อยพบถ้ามีก็น้อยๆ อ่อนเพลีย : ไม่ค่อยพบ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน : มีน้อยและเป็นระยะสั้นๆ คัดจมูกน้ำมูกไหล : ไม่ค่อยพบ เจ็บคอ : พบบ่อยในระยะเริ่มแรก เชื้อ : เชื่อไวรัสในทางเดินหายใจตัวอื่นๆ         ไข้หวัดใหญ่ ไข้ : มีไข้สูงเฉียบผลัน 38-40 องศา ปวดกล้ามเนื้อ : ปวดเมี่อยตามกล้ามเนื้อและปวดหลัง อ่อนเพลีย : เป็นมากและอาจเป็นนานถึงสัปดาห์ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน : พบได้ในเด็ก คัดจมูกน้ำมูกไหล : พบบ่อย ในระยะหลังๆ เชื้อ : Influenza Virus การระบาด                 ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการระบาดทั่วภูมิภาค บางปีถ้ารุนแรงจะระบาดที่วโลก เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจึงมีไวรัสก่อให้เกิดโรค ในสัตว์ก็แพร่สู่มนุษย์ทำให้เกิดโรคได้สำหรับประเทศไทย มีการระบาดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ช่วง พฤษภาคม-ตุลาคม และ มกราคม-กุมภาพันธ์ การติดต่อ                 เชื้อสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยการหายใจ ได้รับน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยโดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูก และปาก และจากการได้สัมผัสสิ่งที่เป็นเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ หรือการจูบ รวมถึงการที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วขยี้ตา หรือ เอาเข้าปาก เป็นต้น  อาการแทรกซ้อน                 ส่วนมากจะหายใจได้เองโดยมีภาวะแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อย ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไซนัส อักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หลอดลมอักเสบ ภาวะที่สำคัญคือปอดอักเสบ ซึ่งมักจะเกิดกับจากแบคทีเรียพวก นิวโมค๊อกคัส หรือสเตฟฟิโลค๊อกคัส ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงมักจะเกิดในเด็ก ผู้สูงอายุ การรักษา                 ให้นอนพักผ่อนมากๆและไม่ควรออกกำลังกายดื่มน้ำ น้ำผลไม้ หรืออาจจะดื่มน้ำเกลือแร่ร่วมด้วย แต่ไม่ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว เพราะจะทำให้ขาดเกลือแร่ได้ รักษาตามอาการเหมือนไข้หวัด คือ ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง กินอาหารอ่อน ใช้ยาแก้ปวด Paracetamol ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1-2 เม็ด (500 มิลลิกรัม) วันละ 2-3 ครั้ง ควรหลีกเลียงการใช้ยาแอสไพริน ถ้ามีอาการหอบหรือสงสัย ปอดอักเสบ ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ด้วยความปรารถนาดี จาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

วิ่งอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพดี

วิ่งอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพดี1.วิ่งอย่างไรจึงเรียกว่าถูกวิธีและปลอดภัยจากการบาดเจ็บ                หัวข้อนี้อาจใช้เวลาสักหน่อยเพราะมีความสำคัญ หลักการเบื้องต้นที่ถือว่าเป็นหัวใจของการออกกำลังกาย คือ การอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง (Warm up & Cool down) ซึ่งจำเป็นต้องยืดกล้ามเนื้อที่ใช้มากๆ คือ กล้ามเนื้อน่อง ซึ่งจะป้องกันตะคริวได้เป็นอย่างดีรวมกับกล้ามเนื้อต้นขา,กล้ามเนื้อหลังและสะโพกส่วนล่าง ส่วนกล้ามเนื้อแขนและไหล่ก็สำคัญรองลงมา หลังจากนั้นก็วิ่งเหยาะๆก่อน แต่ก่อนจะลงสนามคงต้องไม่ลืมที่จะแต่งตัวให้เหมาะสมก่อน ซึ่งบางคนก็ทราบแล้ว แต่ส่วนมือใหม่ ขอแนะนำดังนี้ครับ                1.เสื้อผ้า เลือกตามสภาพอากาศ โดยทั่วไปเลือกให้เบา, ระบายเหงื่อได้ดีและแห้งเร็ว                2.รองเท้า แนะนำเลือกซื้อรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ และถ้าเสริมด้วยยางรองส้นเท้าด้วยก็จะเยี่ยมเลยและอย่าลืมถุงเท้า เพื่อลดการเสียดสีที่ทำให้นิ้วเท้าพองได้ขั้นตอนการเริ่มออกกำลังกาย                1.เลือกสนามวิ่งที่นุ่ม เช่น สนามหญ้าแล้วค่อยเปลี่ยนไปวิ่งสนามที่แข็งขึ้น                2.ยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังวิ่ง                3.แนะนำให้เดินเร็วก่อนแล้วค่อยวิ่งเหยาะๆสักช่วงหนึ่งก่อน แล้วจึงวิ่งเร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นและเริ่มคุ้นเคยกับการรับน้ำหนักที่มากกว่าการเดินปกติ                4.ขณะวิ่งถ้ามีการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ, เจ็บบริเวณส่วนต่างๆให้หยุดพัก                5.ถ้ามีเพื่อนวิ่งด้วยก็จะดี เผื่อว่าเรามีการบาดเจ็บระหว่างการวิ่งจะได้ช่วยดูแลกันได้เทคนิคการวิ่ง                1.การลงเท้า มีความสำคัญมาก โดยส่วนใหญ่คนที่วิ่งเพื่อสุขภาพจะแนะนำให้ลงส้นเท้าก่อน                2.การเคลื่อนไหวของแขน จะช่วยในการทรงตัวโดยแขนจะแกว่งไปแนว หน้า-หลัง อย่าเกร็งหรือหนีบแขนไว้แนบลำตัว, กำมือหลวมๆ                3.การหายใจ หายใจเข้าทางจมูก และหายใจออกทางจมูกและปาก ถ้าเราสามารถฝึกการหายใจเข้าอกขยายและหายใจออกแขม่วท้องได้ก็จะดีมาก บางครั้งอาจให้จังหวะกับตัวเอง เช่น 1, 2, 3; 1, 2, 3 เป็นต้น2.มีโรคอะไรบ้าง ที่เกิดได้จากการวิ่ง หรือเป็นโรคที่แพทย์พบได้บ่อยอันมีสาเหตุมาจากการวิ่งส่วนใหญ่จะพบปัญหาช่วงล่างตั้งแต่ หลัง สะโพก ต้นขา เข่าน่อง ข้อเท้า และฝ่าเท้า กลุ่มอาการกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ เช่นเส้นเอ็นสะโพกและต้นขาอักเสบ ตะคริวบริเวณกล้ามเนื้อน่อง รอยช้ำเนื้อเยื่อส้นเท้าอักเสบ และการบาดเจ็บ  ข้อเคล็ดที่ข้อเข่า และข้อเท้า3.สัญญาณเตือนของร่างกาย จากการออกกำลังกายโดยการวิ่ง                                   ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้สูงอายุคงต้องอาศัยการสังเกตด้วยตนเองเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน ดังนี้                1.อาการหน้ามืดและวิงเวียน บ่งบอกถึงการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ                2.อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อต่อ บ่งบอกถึง กล้ามเนื้อและข้อต่อรับแรงกระแทกมากเกินไป                3.รู้สึกอ่อนเพลียมากระหว่างวันหลังการออกกำลังกาย บ่งบอกถึง การที่ออกกำลังกายมากเกินไปที่ร่างกายจะรับได้                4.ไม่สามารถสนทนาพูดคุยได้ขณะออกกำลังกาย บ่งบอกถึง การที่เราหายใจไม่ทัน หรือไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆต่อได้ บ่งบอกถึง การออกกำลังกายมากเกินที่ร่างกายจะรับไหว                5.มีอาการป่วยบ่อยๆ บ่งบอกถึง การที่ออกกำลังกายหักโหมทำให้ ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง4.ข้อห้ามสำหรับบุคคลที่ไม่ควรเลือกออกกำลังกายโดยการวิ่ง                โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีข้อห้ามชัดเจนว่าห้ามบุคคลใดวิ่งออกกำลังกายแต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่หักโหมจนเกินไป และต้องระมัดระวัง ในกรณีต่อไปนี้                1.ผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะ โรคความดันโลหิตสูง, โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคไตเสื่อม และโรคหอบหืด                2.โรคอ้วน เริ่มจากการเลือกรองเท้า, สนามที่นุ่ม ออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไปและสังเกตตัวเองว่าปวดตามข้อต่อหรือไม่5.ข้อแนะนำจากแพทย์ เกี่ยวกับเคล็ดลับการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี                                      1. “เริ่มต้น” ตั้งแต่บัดนี้ (สำคัญที่สุด)                2. “ทีละน้อย” ค่อยๆทำ                3. “มองตัวเองว่าผิดปกติอะไร”                4. “ทำสม่ำเสมอ” อย่างน้อย 3 ครั้ง/ สัปดาห์                5. “อย่าลืมดื่มน้ำ” ดื่มทีละนิดเป็นช่วงๆ                6. “งดอาหารก่อนออกกำลังกาย” ก่อนออกกำลังกายไม่ควรทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด                7. “พักผ่อนให้เพียงพอ” เพื่อการฟื้นฟูและพร้อมกับการออกกำลังกายต่อไป                หวังว่าเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นให้กับผู้อ่านที่คิดจะหันมาดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่นโดยการออกกำลังกาย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มาควบคุมความดันโลหิตกันเถอะ

 มาควบคุมความดันโลหิตกันเถอะด้วยวิธีการ-ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ-รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเกลือน้อย-งดดื่มสุรา                               -เลิกสูบบุหรี่-รับประทานยาตามแพทย์สั่งด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โปรตีน

โปรตีนสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของสมอง เจ้าตัวเล็กต้องการโปรตีน เพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้กับกล้ามเนื้อ เลือด ฮอร์โมน ประมาณวันละ 2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าวัยอื่น ๆ อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนก็คือ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่วด้วยความปรารถนาดี ศูนย์กุมารเวช รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เกลือกับความดันโลหิต

เกลือกับความดันโลหิตการลดปริมาณเกลือ จะลดความดันโลหิต ดังนั้นจึงไม่ควรจะรับประทานอาหารที่มีรสเค็มรับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 3/4  ช้อนชาปริมาณเกลือเปรียบเทียบเกลือ 1/4  ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  500 มิลิกรัมเกลือ 1/2 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  1,000 มิลิกรัมเกลือ 3/4 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  1,500 มิลิกรัมเกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  2,000 มิลิกรัมด้วยความปรารถนาดี จากศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาหารลดความดันโลหิต

อาหารลดความดันโลหิตตามแนวทางของ DASH Diet Dietary Approaches to Stop Hypertension ชนิดอาหารปริมาณข้าว (หรือบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนที่เทียบเท่าปริมาณ 1 ส่วน ควรเป็นชนิดที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง)2 ทัพพีต่อมื้อ วันละ 3 มื้อผัก ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกว่า มะเขือเทศมื้อละจานผลไม้ขนาดกลาง ส้ม 1 ลูก ฝรั่ง 1 ลูก มะม่วงครึ่งซีก สัปปะรด 6 ชิ้นมื้อละผลเนื้อสัตว์ เป็นปลาดีที่สุด หากเป็นไก่หรือเป็ดต้องลอกหนังออก  หมูเป็นหมูเนื้อแดง4-5ชิ้นต่อมื้อนม พร่องมันเนย หรือโยเกิร์ตวันละ 2 กล่องถั่ว ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ แอลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วเขียววันละส่วนน้ำมัน ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด แทนน้ำมันปาล์มงดอาหารทอด ผัด   ให้ใช้อบ ต้มหรือเผาน้ำตาล  งดของหวานทุกชนิด ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์หัวใจ  รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เพื่อผิวสวยใส...ในช่วงหน้าร้อน

เพื่อผิวสวยใส...ในช่วงหน้าร้อนนพ.ธัญธรรศ  โสเจยยะ แพทย์ด้านผิวหนังและเลเซอร์ศูนย์ผิวหนัง รพ.วิภาวดี         หลายคนแอบกังวลว่า หน้าร้อนทีไร  ผิวพรรณจะพังเพราะแสงแดด รังสีอัลตราไวโอเลตที่ส่องตรงมาจากดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับพื้นโลก ฝุ่น ควัน และสายลมร้อน ส่งผลให้ผิวแห้ง คล้ำ เหี่ยว ดูแก่กว่าวัย สบายใจได้ครับ ถ้ารู้สึกรับมือตามวิธีดังต่อไปนี้1.ทำความสะอาดผิวเป็นกิจวัตร เพราะเราต้องสัมผัสควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ มลพิษต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำความสะอาดผิวทุกวัน สำหรับผิวหน้าควรใช้ผลิตภัณฑ์ สำหรับทำความสะอาดเครื่องสำอางโดยเฉพาะสามารถละลายคราบเครื่องสำอางตกค้างจากผิวได้ดี และควรอาบน้ำด้วยสบู่ ที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื่นไว้อย่าอาบน้ำอุ่นจัด ๆ เพราะความร้อนจะทำลายเคลือบผิวธรรมชาติและพาเอาความชุ่มชื่นออกจากผิวเรา ทั้งนี้คุณต้องเบามือกับผิวมาก ๆ ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ห้ามถูผิวแรง ๆ เด็ดขาด เวลาเช็ดตัวก็ซับเพียงเบา ๆ2.หมั่นบำรุงผิว ทาครีมบำรุง ชโลมมอยส์เจอไรเซอร์อย่างเบามือให้ทั่วทุกครั้ง หลังจากอาบน้ำในตอนเช้าและก่อนนอน นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย และไม่จำเป็นจะต้องเป็นครีมยี่ห้อแพง ๆ เสมอไป ทาให้ทั่วในปริมาณที่พอเหมะและทำเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะช่วงกลางคืนเป็นช่วงที่ผิวดูดซึมครีมบำรุงต่าง ๆ ได้ดีที่สุด3.ปกป้องผิวจากแสงแดด ดูแลรักษา และบำรุงแทบตาย แต่สุดท้ายเอาผิวไปผึ่งแดดทุกวัน ๆ ก็หมดสภาพเพราะผิวที่เผชิญแสงอัลตราไวโอเลตบ่อย ๆ ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อการไหลเวียนของโลหิตกับออกซิเจนที่จะไปหล่อเลี้ยงผิวด้วย ทำให้ผิวหยาบกร้าน มีริ้วรอยย่นลึก ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ฉะนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน แต่ถ้าคุณไม่ชอบทาครีมหลายๆ อย่าง ก็เลือกใช้รองพื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ ที่มีสารกันแดดผสมอย่างน้อย SPF15 ขึ้นไป4.สูดอากาศบริสุทธิ์เสียบ้าง การได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าประจำวัน ด้วยการออกไปเดินสูดอากาศภายนอกบ้าง ไม่เพียงแค่จะทำให้คุณผ่อนคลายสบายจิตขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวได้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นแถมไปอีกด้วย คุณทราบไหมว่า หากร่างกายมีระดับความวิตกกังวลสูงจากการทำงาน จะทำให้ระดับโปรตีนเพื่อต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่ทำลายสุขภาพผิวของเรา และผลที่ได้รับก็คือ ผิวจะเริ่มแห้งหมอง เพราะขาดความชุ่มชื่นและนำไปสู่ผิวซีดเหลืองในที่สุด5.กินผักผลไม้ การได้รับไฟเบอร์จากผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยให้ขับถ่ายสารพิษออกจากระบบของร่างกายได้ดีขึ้น และยังทำให้ได้รับแร่ธาตุและวิตามินที่เพียงพอในการหล่อเลี้ยงผิวสวยของคุณด้วย สมาคมโภชนาการของออสเตรเลียแนะนำว่า ในมื้ออาหารของคุณก็ควรมีผักผลไม้เสิร์ฟเป็นประจำทุกวัน โดยควรประกอบไปด้วยผัก 5 ชนิด ผลไม้สดอีก 2 ชิ้น แต่หากคุณไม่นิยมการบริโภคผักผลไม้สดเอาซะจริง ๆ ก็ลองนำปั่นเป็นเครื่องดื่ม แล้วคุณจะติดใจ6.ดื่มน้ำบริสุทธิ์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่เซลล์ผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นตัวขนส่งโภชนาการที่ดีต่อสู่ผิว โดยผ่านระบบการย่อยและขับถ่ายของเสียออกจากไตด้วย ยิ่งเราดื่มน้ำน้อยลงเท่าไหรก็หมายถึงว่า มีสิ่งสกปรกคั่งค้างอยู่ในร่างกายเรามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้แอลกอฮอล์และกาเฟอีนจะทำงานเหมือนเป็นขโมยดูดเอาน้ำออกจากผิว ดังนั้น หากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ก็ควรดื่มน้ำให้มากที่สุดเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้กับผิว7.ลดการทำลายผิวลง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอร์ ลดความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มการทำลายโดยเพิ่มอนุมูลอิสระ หรือ ลดตัวต้านอนุมูลอิสระของเรา8.ออกกำลังกายกันเถอะ การวิ่งจ๊อกกิ้งในตอนเช้าทุก ๆ วัน จะช่วยให้ร่างกายมีเหงื่อ ขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นสุขภาพให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ในการช่วยผิวให้สวยในเพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้โลหิตสูบฉีดได้ดีขึ้น เพิ่มสมรรถภาพการนำเข้าของออกซิเจนให้กับร่างกายและนำโภชนาการไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้นด้วยลองใช้ 8 วิธีนี้  สู้กับลมร้อนกันดูนะครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม