ความจำของกล้ามเนื้อ

ความจำของกล้ามเนื้อ Muscle Memory ความจำของกล้ามเนื้อ ท่านอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Muscle           memory ไม่ว่าจะอ่านจากนิตยสารกอล์ฟหรือตำรากอล์ฟทั่วไป มักใช้คำนี้ซึ่งหมายถึง การเรียนกอล์ฟ จะให้ได้ดี ต้องฝึกจนให้กล้ามเนื้อจำได้ โดยสามารถสั่งให้ลูกกอล์ฟไปทางไหน ได้โดยไม่ต้องคิดว่าจะ ตีอย่างไร หมุนตัว ถ่ายน้ำหนักแบบไหน           Muscle memory เป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลายและ เป็นที่เข้าใจกัน ถ้าจะใช้ศัพท์ทางการแพทย์หรือทางสรีระวิทยาจะใช้คำว่า Motor memory จะถูกต้องกว่า เพราะกล้ามเนื้อไม่มีความจำ ทำหน้าที่หดตัวและคลายตัวออก เท่านั้น โดยรับคำสั่งและควบคุมจากสมองส่วนหน้า (cerebral cortex) บริเวณMotor area และผสมผสานจากสมองส่วนต่าง ๆ อีกหลายส่วนเพื่อให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปราณีตและเป็นอัตโนมัติ           ทางด้านการแพทย์ สามารถผ่าตัดย้ายที่เกาะของกล้ามเนื้อเปลี่ยนหน้าที่ของกล้ามเนื้อ ได้ เช่น ผู้ป่วยที่เส้นประสาทเรเดียลเสีย (Radial nerve injury) ผู้ป่วยไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ การผ่าตัดรักษาโดยย้ายที่เกาะปลายกล้ามเนื้อที่งอข้อมือ ไปต่อกับเอ็นที่เหยียดนิ้วมือ ผู้ป่วยก็สามารถเหยียดนิ้วมือได้ ระยะแรกอาจต้องฝึกความรู้สึกว่า งอข้อมือก่อน ฝึกบ่อย ๆ ก็จะสามารถใช้กล้ามเนื้อที่งอข้อมือ ให้สามารถเหยียดนิ้วมือได้จนเป็นอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งยกกล้ามเนื้อทั้งมัดที่งอเข่าบริเวณต้นขาด้านใน (Gracilis muscle) ยกกล้ามเนื้อมัดนี้มาไว้ที่ต้นแขน (ในกรณี ผู้ป่วยที่งอข้อศอกไม่ได้และไม่สามารถแก้ไขโดยวิธีอื่นได้) ต่อที่เกาะต้นไว้ที่หัวไหล่ ที่เกาะปลายต่อกับเอ็นที่งอข้อศอก หลังจากนั้นต่อหลอดเลือด , เส้นประสาท เข้ากับกล้ามเนื้อมัดนี้ ( เรียก Free gracilis muscle transfer ) เมื่อเส้นประสาททำงานได้ดี ก็สามารถบังคับให้กล้ามเนื้อมัดนี้งอข้อศอกได้            จากตัวอย่างผู้ป่วย จะเห็นได้ชัดเจนว่า กล้ามเนื้อมีหน้าที่สำคัญคือ หดตัว จากการกระตุ้นผ่านระบบประสาท เท่านั้น เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวก็จะดึงที่เกาะต้น และที่เกาะปลายเข้าหากัน ไม่สำคัญว่า เดิมกล้ามเนื้อจะอยู่ที่ตำแหน่งไหน หรือมีหน้าที่อะไรทั้งนั้น ความจำ (memory)           ความจำเป็นความสามารถของสมอง (ไม่ใช่ของกล้ามเนื้อ) ที่จะเก็บข้อมูลไว้ และสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ กระบวนการที่ทำเกิดความจำ           ต้องอาศัยข้อมูลที่เข้ามาที่สมอง จากตัวรับความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รับภาพจากจอตา , รับเสียงผ่านอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน (Organ of corti) รับรู้ตำแหน่งต่าง ๆ ของแขน ขา ข้อ ว่าอยู่ตำแหน่งใดผ่าน proprioceptive sense            การเก็บความจำขึ้นอยู่กับสมองหลายบริเวณ ซึ่งร่วมถึงระบบการทำงานของระบบการรู้สติ เพื่อให้สมองตื่นตัวดี จึงจะสามารเก็บความจำได้ ถ้าไม่สนใจ สมองไม่ตื่นตัว เช่น หลับหรือหมดสติ ก็ไม่สามารถเก็บความจำได้ ชนิดของความจำ 1. ความจำการรับความรู้สึก (Sensory memory) ความสามรถจำข้อมูลที่ส่งเข้ามา ที่สมองในช่วงสั้น ๆ เช่น การมองวัตถุแล้วเบนสายตาไปที่อื่น ภาพจะคงที่นานประมาณ 250 มิลลิวินาที จากนั้นจะจางหายไปในเวลาไม่ถึง 1 วินาที โดยถูกแทนที่สัญญาณภาพที่เข้ามาใหม่ การได้ยินเสียงจะจำได้ไม่ถึง 5 วินาทีถ้าไม่มีการกระตุ้นซ้ำ 2. ความจำระยะสั้น (Short-term memory ) เป็นความจำช่วงสั้น 10 วินาที จนถึง 2 – 3 นาที เช่น การจำเบอร์โทรศัพท์ อ่านทบทวน สามารถจะจำเบอร์และหมุนได้และจะสั่งใน ระยะสั้น ๆ ถ้าไม่มีการทบทวนซ้ำ 3. ความจำระยะยาวหรือความจำถาวร (Long term memory) สามารถจำได้นาน ๆ เป็นวัน เป็นปี เช่น จำชื่อตนเอง สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย กลไกลการเกิดความจำ ความจำระยะสั้น  จากการศึกษา  1. ใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเปลือกสมอง (cerebral cortex) 1 นาที พบว่าบริเวณที่ถูกกระตุ้นยังมีศักย์ไฟฟ้า ต่อไปอีก ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังหยุดกระตุ้น เรียก reverberating circuit ซึ่งเป็นรากฐานของความจำระยะสั้น ซึ่งจะหายไปหลังจากมี circuit อันใหม่เข้ามา  2. กระตุ้นสมอง 2 – 3 นาที แล้วกระตุ้นซ้ำอีก เซลล์ประสาทจะตอบสนองได้รุนแรงกว่าปกติ เรียก post titanic potentiation เข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงการประสาน (synapse) ของเซลล์ประสาทชั่วคราว ทำให้เกิดความจำระยะสั้นได้  ความจำระยะยาว 1. การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของจุดประสานประสาท (Synapse) พบว่าเส้นใย ประสาท (Terminal fibrils) ที่จุดประสานประสาท ของเซลล์สมองมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นแต่บริเวณเซลล์ประสาทของสมองที่ทำงานลดลง เช่น สัตว์ทดลองที่ตาบอด จำนวน Terminal fibrils ที่มาที่จุดประสานประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นน้อยลง จากการศึกษา เชื่อว่า กลไกลความจำถาวรเกิดจาก การเปลี่ยนรูปร่าง จำนวนของจุด ประสานประสาท อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร เพิ่มการทำงานของจุดประสานประสาท ทำให้สัญญาณประสาทผ่านได้ง่ายขึ้น การทำงาน การทบทวนความจำบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ จะทำให้ความจำเรื่องนั้น ๆ ดีขึ้นและลืม ได้ยาก 2. การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี  2.1 การทดลองในหนู พบว่า เซลล์ประสาทที่ทำงานมาก ๆ จะมีการสร้างโปรตีน และ RNA เพิ่มขึ้น การให้สาร Actinomycin D ที่ยับยั้งการสร้าง RNA จะลดความจำชั่วคราวในหนู 2.2 การทดลองใช้ Growth hormone เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้และมีอิทธิพล ต่อความจำถาวร 2.3 ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์มีผลต่อการเกิดความจำ เด็กที่ขาดฮอร์โมนนี้ จะทำ ให้เกิดปัญญาอ่อนได้ ความจำระยะยาวมี 2 ชนิด 1. Reflexive (Implicit) memory เป็นความจำที่เกิดโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องการความคิด ความจำชนิดนี้เกิดจากการฝึก หรือทำซ้ำบ่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เกี่ยวข้องกับทักษะการทำงานของร่างกาย บางทีเรียกว่า muscle memory เช่น การเล่นกีฬา , การตีกอล์ฟ , การขับรถ , การทำงานในชีวิตประจำวัน 2. Declarative (Explicit) memory  เป็นความจำที่ต้องคิด มีสติ เอาใจใส่ ตั้งใจ เพื่อที่จะเรียกข้อมูลที่เก็บไว้ เอามา อธิบายเป็นคำพูด หรือการเขียนบรรยายได้ สามารถเปรียบเทียบ หรือแปรผลได้ ข้อสรุปสำหรับนักกอล์ฟ 1. ท่านจะต้องแสวงหาข้อมูล จากการอ่านตำรากอล์ฟ ดูทีวี หรือจากครูผู้ฝึกสอน กอล์ฟ เพื่อทำให้เกิดประสบการณ์และมีการเปลี่ยนแปลงสรีระวิทยาของสมอง (ไม่ใช่กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว) 2. ฝึกการกระทำโดยใช้ความพยายาม เพื่อให้การเรียนรู้ได้ผลและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ควรจะเรียนกับครูผู้ฝึกสอนกอล์ฟ จะได้ผลดีกว่าถ้าทำไม่ได้ ต้องเรียนรู้การปรับสภาพร่างกาย ที่สามารถจะใช้วงสวิงได้ เช่น การบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ฝึกการทรงตัวของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 3. ฝึกจำการรับความรู้สึก เช่น ท่าจรดกอล์ฟ แบ็คสวิง ดาวน์สวิง อิมแพ็ค และ ฟอลโลว์ทรู ตรวจสอบแต่ละตำแหน่ง โดยดูจากกระจก หรือถ่าย VDO ฝึกหลับตาสามารถรับรู้ความรู้สึกของตำแหน่งต่าง ๆ ได้(ส่วนใหญ่เราจะรับความรู้สึกจากตา ทำให้การเรียนรู้ความรู้สึกของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมีน้อย) ฝึกจัดท่าตำแหน่งต่างๆจนเกิดความเคยชิน 4. ฝึกแต่ละขั้น ทำซ้ำจนเกิดความจำระยะสั้น ซึ่งต้องฝึกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ อย่างน้อย 3 – 4 สัปดาห์ แล้วจึงฝึกขั้นต่อไป ข้อเสียของผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องความจำ คือ จะฝึกที่ละหลาย ๆ อย่าง ปะปนกัน ทำให้ไม่มีความจำระยะสั้นที่ถูกต้องแม้แต่อย่างเดียว ทำให้การเล่นกอล์ฟไม่สามารถควบคุมวงสวิงได้ 5. กอล์ฟทิป บางครั้งไม่ได้ผล หรือเป็นอันตรายสำหรับวงสวิงของท่าน นักกอล์ฟที่ ขยันอ่านค้นคว้ามีทิปใหม่ ๆ ซึ่งกอล์ฟทิปบางอย่างก็แนะนำตรงข้ามกันก็มี ทำให้เกิดสับสนขาดความมั่นใจและเมื่อยังไม่ได้นำมาฝึกจนใช้ได้แน่นอนแล้ว จะทำให้ควบคุมวงสวิงไม่ได้ กอล์ฟทิปหลาย ๆ อัน ไม่เหมาะสำหรับกับนักกอล์ฟทุกคน ต้องเลือกสิ่งที่เรานำเอามาใช้ แล้วเกิดประโยชน์ได้จริง เพราะ รูปร่าง ความแข็งแรง การยืดเหยียดของนักกอล์ฟแต่ละคนแตกต่างกันออกไป 6. การซ้อมบ่อย ๆ ในวงที่ไม่ดีจนเกิดความเคยชินทำให้แก้ไขยากขึ้น เช่น นักกอล์ฟที่ เล่นมานาน ๆ แต่วงสวิงไม่ดี ตีสไลด์ ไม่ได้ระยะ การแก้ไขจะยากมากขึ้น ต้องเริ่มต้นพื้นฐานใหม่ แต่ละขั้นตอนจนเกิดความจำระยะสั้นให้ได้ก่อน การแก้ไขใหม่ ๆ อาจจะตีกอล์ฟไม่ได้ดีเท่าเดิม ถ้ามีความตั้งใจ อดทนฝึกจนมีวงที่ถูกต้องแล้วผลจะดีขึ้นมาก เช่น นิดฟัลโด ในการแก้ไขวงสวิง กว่าจะกลับมาดีได้ถึงจุดสูงสุดใช้เวลา 2 ปี  7. เมื่อฝึกวงสวิงได้ดี ก็ต้องหมั่นตรวจสอบวงสวิง และฝึกสม่ำเสมอ เพราะจะมีการ เปลี่ยนแปลงของวงสวิงได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพของร่างกายและจิตใจด้วย 8. เมื่อท่านนักกอล์ฟฝึกจนถึงขั้น Reflexive memory หรือ Muscle memory การ เล่นกอล์ฟต้องฝึกวางแผน เกมการเล่น ว่าจะเลือกไม้อะไร ตีวางลูกตำแหน่งไหน จะตีลักษณะอย่างไรลูกลอยโด่ง ลูกพุ่งต่ำ หรือเลี้ยว หลังจากนั้นก็จะใช้ Muscle memory บังคับลูก ไปตามที่วางแผน ไม่ต้องคิดที่ถึงวงสวิง หรือเกร็งมากเกินไป ห้ามนึกถึงสกอร์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ Muscle memory เสียไป ซึ่งถ้าท่านฝึกทุกครั้งในการเล็ง การจรดไม้แบบเดิมทุกครั้งที่เรียกการทำRoutine ก็จะทำให้ท่านไม่ต้องนึกถึงวงสวิง และผลออกมาจะแน่นอนกว่า การคิดถึงวงสวิงซึ่งอาจจะตีผิดพลาดได้ จากนิตยสารสมาร์ทกอล์ฟ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง

การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound)               Ultrasound เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงโดยให้ทรานส์ดิวเซอร์ ส่งคลื่น ultrasound กระทบกับผิว ต่อมหรือเนื้อเยื่อที่มีคุณสมบัติต่างกัน จะเกิดการสะท้อนกระเจิงของคลื่น และคลื่นที่สะท้อน กระเจิงกลับเข้าสู่ทรานส์ดิวเซอร์ (echo) จะถูกบันทึก ขยายและปรับแต่งก่อนส่งไปแสดงผลทางจอภาพ (display) คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถใช้ตรวจส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ส่วนหัว ใช้ตรวจเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี เพื่อตรวจดูความผิดปกติในกระโหลกศีรษะ โดยตรวจผ่านกระหม่อมที่ยังไม่ปิด (open fontanelles)  ส่วนคอ ใช้ตรวจหาความผิดปกติและหารอยโรคของต่อมธัยรอยด์ , ต่อมน้ำลาย (salivary gland) , parotid gland , ก้อนในบริเวณคอ และใช้ตรวจเส้นเลือดแดง (carotid artery)  ส่วนอก ใช้ตรวจทรวงอก เพื่อดูน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural fluid) หรือตรวจดูรอยโรค (lesions) ว่าเป็นเนื้อหรือน้ำติดกับผนังทรวงอก เช่น เนื้องอก ฯลฯ ช่องท้อง ใช้ตรวจดูความผิดปกติและหารอยโรคของอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด (whole abdomen)    ส่วนอื่น ๆ  ใช้ตรวจเพื่อหาความผิดปกติและรอยโรคที่สงสัยในอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน (soft tissue) หรือ มีน้ำภายใน เช่น กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเต้านม ขา เส้นเลือดขนาดใหญ่และขนาดกลาง (Doppler) เพื่อดูความผิดปกติ ของเส้นเลือด , วัดความเร็วการไหลเวียนเส้นเลือด , ดูการอุดตันของเส้นเลือด ฯลฯ  การเตรียมตัวก่อนตรวจ ส่วนหัว สามารถตรวจได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจ แต่ในเด็กบางรายอาจต้องให้ Sedation ตามคำสั่งแพทย์ ส่วนคอและส่วนอก สามารถตรวจได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ ส่วนท้อง Upper Abdomen งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ ในเด็กให้งดอาหารหรือนม 1 มื้อ เพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะถุงน้ำดี ชัดเจน Lower Abdomen ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร (เว้นแต่แพทย์สั่ง) ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว และกั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ (ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่) ซึ่งจะทำให้สามารถเห็นมดลูกและอวัยวะบริเวณท้องน้อยชัดเจน Whole Abdomen งดอาหาร 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ แต่ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว หลังจากนั้นงดดื่ม และกั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ (ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่) ส่วนอื่น ๆ สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ ข้อแนะนำ   ควรงดน้ำและอาหาร (N.P.O. = Nothing Per Oral) อย่างน้อย 6-8 ชม. ก่อนการตรวจ(สำหรับเด็กเล็ก ให้งดนมเพียง 4 ชม.)   เหตุที่ต้องงดน้ำ ก็เพราะว่าถ้าไม่มีอะไรถูกกลืนลงสู่หลอดอาหารแล้ว โอกาสที่อากาศจะผ่านสู่กระเพาะอาหารก็น้อยด้วย ซึ่งอากาศมีอิทธิพลต่อภาพอัลตราซาวนด์ ไม่ว่าจะมีอากาศอยู่ในส่วนใดของ Gastro-intestinal tract ก็ตาม ก็จะทำให้ขาดข้อมูลที่ต้องการบนภาพได้ และในกรณีที่ผู้ป่วยมี Bowel gas มาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ให้รอไปก่อน 2-3 ชม.   เหตุที่ต้องงดอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาพลวงจากอาหารที่รับประทาน และอาหารที่มัน ๆ ยังทำให้ Gall bladder บีบตัวจนการตรวจ Gall bladder ทำได้ยาก  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density)        แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกทุกวัน โดยเครื่องวัดความหนาแน่นกระดูกที่ทันสมัยของ HOLOGIC ซึ่งเป็นชนิดใช้พลังรังสีเอกซ์ 2 ค่าพลังงาน (DEXA) ทำให้สามารถตรวจกระดูกส่วนที่หนาๆได้ เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกข้อสะโพก ทำไมเราจึงต้องวัดความหนาแน่นของกระดูก การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก  (Bone Mineral Density)            เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างแคลเซียม (Ca) ได้น้อยลง เป็นเหตุให้กระดูกขาดความแข็งแรง เปราะบาง จนกลายเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เครื่องวัดความหนาแน่นของกระดูกสามารถตรวจเช็คปริมาณความหนาแน่นของกระดูกได้ และทำให้สามารถวางแผนป้องกันและสามารถรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างถูกต้อง กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ อะไร คือภาวะที่กระดูกมีเนื้อกระดูกที่มีความหนาแน่นน้อย ทำให้มีโอกาสกระดูกแตกหัก หรือยุบตัวได้ กระดูกปกติจะมีโครงสร้างเส้นใย ที่มีโพรงเป็นตาข่ายในเนื้อกระดูก เมื่อเกิดกระดูกโพรงระหว่างเส้นใยจะใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดการแตกของกระดูกได้ง่าย กระดูกจะไม่สามารถตั้งตรงได้ เช่น กระดูกสันหลัง เมื่อเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนจะยุบตัวทำให้หลังงอผิดปกติ เสียบุคลิกภาพไป โรคกระดูกพรุนโดยทั่วไปมักพบในคนอายุมากประมาณ 50 ปีขึ้นไป และในสตรีวัยหมดประจำเดือน สาเหตุโรคกระดูกพรุน • อายุมาก  • วัยหมดประจำเดือน  • ขาดแคลเซียม (Ca)  • การรักษาโรคบางชนิดด้วยฮอร์โมน หรือ Steroid  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน            มีหลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ ใช้เครื่องวัดความหนาแน่นกระดูก สามารถทราบผลได้ทันที เครื่องมือตรวจวัดความหนาแน่นกระดูกที่ทันสมัย มีรายละเอียดของเครื่องดังนี้  • สามารถตรวจ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เกือบทั้งหมด  • ใช้เวลาตรวจน้อย  • ภาพคมชัดและถูกต้องแม่นยำ  • ปริมาณรังสีต่ำ เพียงเท่ากับ เมื่อได้รับขณะอยู่บนเครื่องบินใครต้องตรวจบ้าง  • เมื่อคุณรู้สึกว่ากระดูกสันหลังผิดปกติ  • มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroid)  • ผู้หญิงที่มีระดับเอสโตรเจน (Estrogen) ต่ำ และวัยหมดประจำเดือน  • คนผอมมาก ๆ  • คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน  • คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย  • คนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มี Alcohol เป็นประจำทำอย่างไรบ้าง ถ้าคุณเป็นโรคกระดูกพรุน  • แพทย์จะอธิบายวิธีการป้องกันและการรักษาที่ถูกต้อง  • การออกกำลังกายทุกวัน ร่างกายจะสร้างแคลเซียม และเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มี Alcohol และงดการสูบบุหรี่ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุน การเตรียมตัวเพื่อตรวจ  • ไม่ต้องเตรียมตัวอะไร รับประทานอาหารได้ตามปกติ  • ถ้ากำลังให้ยา Thyroid โปรดแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทราบ  • กำลังกินแคลเซียม โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ  • ถ้ามีการตรวจทางรังสีด้วยแบเรียมมาก่อน ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อนัดตรวจ  • การตรวจระบบไตด้วยสารทึบรังสี ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อนัดตรวจ  • การตรวจร่างกายด้วยสารกัมมันตรังสี บริเวณใกล้กับกระดูกสันหลังส่วนเอว ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อนัด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มาตรฐานการป้องกันอันตรายจากรังสีแผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี

มาตรฐานการป้องกันอันตรายจากรังสีแผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี การป้องกันอันตรายจากรังสี มาตรฐานการป้องกันอันตรายจากรังสี แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี 1. สำหรับเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิค รังสีแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง   ใช้หลักการป้องกันอันตรายจากรังสีทั้ง 3 ข้อ อย่างเคร่งครัด ได้แก่ เวลา ระยะทาง และเครื่องกำบัง  อยู่ในที่กำบังรังสีทุกครั้งที่ทำการถ่ายภาพรังสีให้กับผู้รับบริการ  หากจำเป็นต้องช่วยจับผู้รับบริการ (ในกรณีที่ผู้รับบริการช่วยเหลือตังเองไม่ได้) ให้สวมเสื้อตะกั่วทุกครั้ง  ปิดประตูห้องเอกซเรย์และเปิดสัญญาณไฟทุกครั้งก่อนทำการเอกซเรย์  ให้เจ้าหน้าที่ติด film badge ทุกครั้งที่ทำการปฏิบัติงาน  2. สำหรับผู้รับบริการและญาติของผู้รับบริการ   ให้เจ้าหน้าที่ตระหนักไว้เสมอว่าการถ่ายเอกซเรย์ซ้ำจะทำให้ผู้รับบริการได้รับปริมาณรังสีมากขึ้นเป็น 2 เท่า ดังนั้นจึงควรปฏิบัติงานด้วยความละเอียด รอบคอบ  ในกรณีที่ผู้รับบริการตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ให้เจ้าหน้าที่ shielding ให้กับผู้รับบริการทุกครั้ง  ให้เจ้าหน้าที่ shielding ให้กับผู้รับบริการที่เป็นเด็กเล็กทุกครั้ง  ญาติของผู้รับบริการหากไม่มีกิจอันจำเป็นห้ามเข้าไปในห้องเอกซเรย์ หากจำเป็นที่จะต้องไปช่วยจับผู้รับบริการ จะต้องสวมเสื้อตะกั่วทุกครั้ง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การป้องกันอันตรายจากรังสี

การป้องกันอันตรายจากรังสี           ในปัจจุบันนี้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามามี บทบาทต่อชีวิตประจำวันและการพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน แต่ในแง่หนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ทำให้การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ ขาดการควบคุมดูแลให้ถูกต้องและเหมาะสม จึงเป็นผลให้เกิดอันตรายได้ เช่นเดียวกันกับการนำเอาสารกัมมันตรังสีมาใช้ก็เช่นกันเพราะสารกัมมันตรังสีนั้นมีประโยชน์มากมาย แต่โทษที่อาจเกิดขึ้นจากรังสีนั้นก็มีมากและหลายระดับทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณ ชนิดและระยะเวลาที่ได้รับรังสี เช่น ถ้าได้รับรังสีปริมาณสูงแบบเฉียบพลันอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หรือการรับรังสีที่อวัยวะสืบพันธ์แล้วทำให้เป็นหมัน ก็ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลให้ลูกหลานที่เกิดมาผิดปกติ            ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทางด้านรังสีจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันอันตรายจากรังสีเป็นอย่างดี จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากรังสีได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด  ที่มาของรังสี สารกัมมันตรังสี คือสารที่สลายตัวปลดปล่อยรังสีออกมา รังสี คืออนุภาคหรือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาจากอะตอมของกัมมันตรังสี สารกัมมันตรังสี จำแนกตามลักษณะการเกิดได้จาก 2 แหล่ง คือ    1. จากธรรมชาติ โดยสารกัมมันตรังสีจากธรรมชาติ เช่น ยูเรเนียม 235 , ยูเรเนียม 238,คาร์บอน 14 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดของโลก     2. จากมนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู (Nuclear reactor) หรือในเครื่องเร่งอนุภาค เช่น เครื่องเร่งอนุภาคนิวตรอน (Neutron generator) และซิลโครตรอน( Cyclotron generator) เป็นต้น สารกัมมันตรังสีที่ได้จากการผลิต เช่น โคบอลต์ 60, ไอโอดีน 131 , ซีเซียม 137, นิวตรอน สารกัมมันตรังสีทั้ง 2 กลุ่ม จะให้รังสีออกมา ได้แก่ รังสีแอลฟ่า , รังสีเบต้า , รังสีแกมมา นิวตรอน นอกจากนี้รังสีที่เป็นที่รู้จักกันดีและใช้กันอย่างกว้างขวางมีประโยชน์มากมาย ได้แก่ รังสีเอกซ์(X-ray) ซึ่งเกิดจากเครื่องกำเนิดรังสีเอกซ์ ซึ่งใช้ระบบไฟฟ้าแรงสูงเร่งให้อิเลกตรอนวิ่งด้วยความเร็วสูงเข้าชนเป้าที่ทำด้วยโลหะหนักและเกิดเป็นรังสีขึ้น มีความสามารถทะลุทะลวงผ่านวัตถุต่าง ๆ ได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของวัตถุนั้น ๆ  ประโยชน์ของรังสี            รังสีที่กล่าวมาข้างต้น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งทางการแพทย์ อุตสาหกรรม การเกษตรและงานวิจัยต่าง ๆ ดังนี้  รังสีแอลฟ่า ใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์สายล่อฟ้า (Am-241 , Ra-226) ,อุปกรณ์กำจัดฝุ่นละอองในผลิตภัณฑ์ (Po-210) , เป็นส่วน ประกอบของอุปกรณ์ตรวจสอบควันไฟ (Am-241)  รังสีเบต้า ใช้รักษาโรคต้อเนื้อ (Sr-90) , สารพรายน้ำ (H-3) , สารสะท้อนแสง/เรืองแสง (Pm-147) , ใช้ระงับอาการปวดของมะเร็งที่ลามไปกระดูก(Sm-153)  รังสีแกมมา ใช้รักษาโรคมะเร็ง (Co-60) , การฆ่าเชื้อโรคในเวชภัณฑ์ (Co-60) ,การวินิจฉัยโรคและรักษาโรคต่อมไทรอยด์ (Co-60)(I-125 , I-131) , ตรวจสอบการทำงานของไต (I-131) , การตรวจสอบการทำงานของตับ/ทางเดินน้ำดี/ กล้ามเนื้อหัวใจ (Tc-99m) , ศึกษาการไหลเวียนของเลือดที่ปอด/สมอง (Tc-99m)  รังสีเอกซ์ ใช้ในการถ่ายภาพอวัยวะต่าง ๆ , ตรวจจับวัตถุแปลกปลอม และสารกัมมันตรังสีที่มีบทบาทสำคัญตัวหนึ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ โคบอลต์-60 ซึ่งเมื่อกุมภาพันธ์ 2543 ที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดกรณีตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นโทษมหันต์ของรังสีที่เราไม่ควรมองข้ามเลย โคบอลต์-60 (Co-60) เป็นสารกัมมันตรังสีชนิดหนึ่งที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ เกิดขึ้นได้จาการนำโคบอลต์-59 ซึ่งเป็นโลหะในธรรมชาติอาบอนุภาคนิวตรอน ในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูเกิดเป็นโคบอลต์-60 ซึ่งมีค่าครึ่งชีวิต 5.26 ปี และสลายตัวให้รังสีแกมมาและเบต้า แต่รังสีที่นำมาใช้ประโยชน์มาก คือ รังสีแกมมา ซึ่งใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้     1. ทางการเกษตร        1.1 การปรับปรุงพันธุ์พืช (Mutation Breeding) เช่น พันธุ์ข้าว กข 6 , กข 10 , กข 15 , ถั่วเหลืองพันธ์ดอยคำ , กล้วยหอมทอง KU1       1.2 การกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยการทำหมัน (Sterile Insect technique) เช่น กำจัดแมลงวันผลไม้บนดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่        1.3 การถนอมอาหาร (Food Preservation) โดยศูนย์ฉายรังสีอาหารและผลิตผลการเกษตรของสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้ให้บริการ ดังนี้           ก. ยับยั้งการงอก : มันฝรั่ง , หอมใหญ่ , กระเทียม , ขิง           ข. ชะลอการสุก : มะม่วง , มะละกอ           ค. ชะลอการบาน : เห็ด           ง. ทำลายพยาธิ : เนื้อหมู , แหนม           จ. ลดแบคทีเรียและเชื้อรา : ปลาสด ,เนื้อสด , กุ้งแช่แข็ง , เครื่องเทศ           ฉ. ควบคุมแมลง : ข้าว,ถั่วเขียว ,ผลไม้แห้ง ,ปลาแห้ง ,มะขามหวาน  ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ผ่านการฉายรังสีมาแล้วนั้นจะไม่มีรังสีตกค้างอยู่เลย ทั้งนี้เนื่องจากรังสีแกมมาที่นำมาใช้ จะไม่แตกตัวและไม่ทำให้ตัวกลางกลายเป็นรังสีแต่อย่างใด ดังนั้นอาหารที่ผ่านการฉายรังสี จึงปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค     2. ทางอุตสาหกรรม ในประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 165 แห่ง ทีนำสารกัมมันตรังสี โคบอลต์-60 มาใช้ ดังนี้       2.1 การวัดระดับ เช่น โรงงานทอผ้า , โรงงานพลาสติก       2.2 การวัดความหนา เช่น โรงงานโลหะ       2.3 การวัดความหนาแน่น เช่น โรงงานพลาสติก , โรงงานกระเบื้อง       2.4 การสำรวจหลุมเจาะ เพื่อเสาะหาแหล่งแร่       2.5 การฉายรังสีเวชภัณฑ์ เช่น เข็มฉีดยา , ถุงมือ , มีดผ่าตัด และยารักษาโรค    3. ทางการแพทย์  ในประเทศไทยมีสถาบันทางการแพทย์และโรงพยาบาลทีมีเครื่องโคบอลต์-60 อยู่ 39 เครื่อง ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและในการตรวจต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  การจัดเก็บต้นกำเนิดรังสี         ในทางปฏิบัติคนทั่วไปมักไม่ได้รับรังสีมากเกินไปจนเป็นอันตรายเพราะเนื่องจากในการปฏิบัติงานทางรังสีนั้นจำเป็นต้องใช้วัสดุมาหุ้มหรือกั้น เช่น คอนกรีต , โลหะหรือตะกั่ว เพื่อกำบังรังสีในทิศทางที่ไม่ได้ใช้งาน หรือในการเก็บรักษา เพื่อทำให้อัตราของรังสีลดลง และป้องกันการรั่วไหลของรังสี สารกัมมันตรังสี โคบอลต์-60 ที่ใช้อยู่ทั่วไปเป็นแบบปิดผนึก (Sealed Source) เมื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ต้นกำเนิดรังสีจะอยู่ในวัสดุกำบังรังสี เช่น ยูเรเนียม , ตะกั่ว เวลาใช้งานต้นกำเนิดรังสีจะถูกเคลื่อนออกมาทางช่องฉายรังสีด้วยระบบลม (Pneumatic) รังสีจะถูกฉายไปยังอวัยวะเป้าหมาย          สำหรับในทางอุตสาหกรรมหรือการถ่ายภาพด้วยรังสี สารกัมมันตรังสีจะบรรจุอยู่ในโปรเจคเตอร์ ตัวต้นกำเนิดรังสีจะถูกขับเคลื่อนไปยังจุดที่ต้องการ ด้วยอุปกรณ์ควบคุมระยะไกลเพื่อฉายรังสี หน่วยวัดปริมาณรังสี ปริมาณรังสีมีหน่วยวัดเป็น เกร์ย ( Gray ), แรด( Rad ), ซีเวิร์ต ( Sievert ), แรม( Rem) โดย ปริมาณรังสี 1 เกร์ย = 1 ซีเวิร์ต = 100 แรด และ 1 แรด = 1 แรม  อันตรายหรือโทษจากรังสี          จากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่ารังสี คือ อนุภาคหรือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาจากอะตอมจึงไม่มีสี กลิ่น หรือสิ่งที่ทำให้สังเกตเห็นได้ ทำให้ผู้ที่ได้รับไม่ทราบว่าตนเองได้รับรังสี ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องวัดรังสีที่ได้รับจากภายนอก มีประจำติดตัวไว้ทั้งนี้เพื่อวัดรังสีที่ได้รับว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด และในการตรวจวินิจฉัย รักษาผู้ป่วยด้วยรังสีเอกซ์ ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทางรังสี จะได้รับรังสีได้ ดังนี้ - จากลำแสงเอกซเรย์จากหลอดเอกซเรย์โดยตรง - จากรังสีที่รั่ว ( leakage ) จากหลอด - จากรังสีกระเจิง ( scatter radiation ) ที่ไปกระทบผู้ป่วยนอกจากนี้สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับรังสีเพิ่มขึ้นเกินความจำเป็น ประกอบด้วย - การส่งตรวจทางรังสีโดยไม่จำเป็น - การถ่ายภาพรังสีซ้ำ - ใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่ไม่เหมาะสม - เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ หรือไม่ตระหนักถึงหลักการป้องกันอันตรายจากรังสีและองค์ประกอบต่างๆ ที่สามารถลดปริมาณรังสีได้     การเกิดอันตรายจากรังสีต่อมนุษย์ อาจแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ        1. การได้รับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีจากภายนอก ( External exposure ) ความรุนแรงของการบาดเจ็บ ขึ้นอยู่กับความแรงของแหล่งกำเนิดและระยะเวลาที่ได้รับรังสี แต่ตัวผู้ที่ได้รับอันตรายไม่ได้สารกัมมันตรังสีเข้าไปในร่างกาย จึงไม่มีการแผ่รังสีไปทำอันตรายผู้อื่น       2. การได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกาย ( Internal exposure ) มักพบในกรณีมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่เป็นก๊าซ ของเหลว หรือฝุ่นละอองจากแหล่งเก็บสารกัมมันตรังสี หรือที่เก็บกากสารกัมมันตรังสีจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น ที่เชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย การระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ประทศญี่ปุ่น การกระจายของสารกัมมันตรังสีจะฟุ้งไปในอากาศ น้ำ มนุษย์อาจได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย ทางการหายใจฝุ่นละอองของรังสีเข้าไป , กินของที่เปรอะเปื้อนเข้าไป หรือการกิน, การฝั่งสารกัมมันตรังสีเพื่อการรักษา สารกัมมันตรังสีที่อยู่ในร่างกายจะแผ่รังสีออกมา ทำอันตรายต่อร่างกายเป็นระยะเวลานาน จนกว่าจะถูกกำจัดออกไปจากร่างกายจนหมด และยังสามารถแผ่รังสีไปทำอันตรายคนที่อยู่ใกล้เคียงได้ การได้รับรังสีอาจมีผลต่อร่างกายได้เป็น 2 แบบ คือ           1. เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีอาการป่วยทางรังสี ( Acute หรือ Deterministic Effect) เมื่อได้รับรังสีเป็นปริมาณมาก( สูงกว่า 10 แรด ในครั้งเดียว ) ทำให้เซลล์จำนวนมากบาดเจ็บ เสียหาย หรือตาย จะมีผลให้อวัยวะต่าง ๆที่ได้รับรังสี ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ อวัยวะสำคัญของร่างกายที่จะเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับรังสี คือ              • ไขกระดูก เป็นอวัยวะที่ไวที่สุดและเปลี่ยนแปลงให้เห็นเร็วที่สุด เพราะเป็นอวัยวะที่มีการสร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา              • ทางเดินอาหาร นับเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อรังสีรองลงมาจากไขกระดูก              • ผิวหนัง ซึ่งจะพบได้ตั้งแต่ไม่มีแผล แต่รู้สึกแสบร้อน ผิวดำคล้ำ เหมือนตากแดด หรือได้รับปริมาณมาก ผิวหนังจะค่อย ๆ แดงขึ้น ต่อมาพองออกเป็นถุงน้ำใส เมื่อถุงน้ำแตกออกจะเห็นเป็นเนื้อแดงเหมือนถูกไฟไหม้              • อวัยวะสืบพันธ์              • ระบบสมองและประสาทส่วนกลาง เนื่องจากเซลล์ของระบบประสาทค่อนข้างดื้อต่อรังสี ทำให้การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองถูกทำลายมากกว่าเกิดการตายของเซลล์สมอง              • ปอด     อาการของผู้ป่วยที่ได้รับรังสี จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ        ระยะที่ 1 ( Initial Syndrome) เกิดตั้งแต่เริ่มได้รับรังสีหรือหลังได้รับเป็นชั่วโมง จะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ มีอาการทางผิวหนัง อาการต่าง ๆ เหล่านี้อาจนานหลายวัน        ระยะที่ 2 (Remission phase) เป็นช่วงที่อาการของระยะที่ 1 หายไป        ระยะที่ 3 (Established acute radiation Syndrome) จะมีอาการและตรวจพบเนื่องจากอวัยวะนั้น ๆ ถูกทำลาย คือ           • ไขกระดูก : เม็ดเลือดขาวค่อย ๆ ต่ำลง ทำให้ภูมิต้านทานลดลง เกิดการติดเชื้อได้ง่าย , เกล็ดเลือดลดลงทำให้มีเลือดออกง่ายและหยุดยาก           • ทางเดินอาหาร : คลื่นไส้ , อาเจียน , ท้องเสีย           • ระบบประสาทส่วนกลางและสมอง : สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อของร่างกาย , หายใจลำบาก ซึ่งถ้ามีอาการของระบบนี้ ผู้ป่วยจะเสียชีวิต 100 % • อาการทางปอด : เนื้อปอดบวม มักจะเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วยในสัปดาห์ที่ 3 – 4 และถ้าได้รับรังสีตลอดทั่วร่างกาย (Whole Body Exposure) จะทำให้เกิดอาการดังนี้              1. ได้รับรังสี 3 – 5 เกรย์ ไขกระดูกไม่มีการสร้างเม็ดเลือดอาจเสียชีวิตถึง 50 % โดยอาจเสียชีวิตภายใน 30 – 60 วัน              2. ได้รับรังสี 5 – 15 เกรย์ มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจเสียชีวิตภายใน 10 –20 วัน              3. ได้รับรังสีมากกว่า 15 เกรย์ มีผลต่อระบบประสาท อาจทำให้เสียชีวิตภายใน 1–5 วัน        2. มีผลระยะยาว ( Delayed หรือ Stochastic Effect) การที่ร่างกายได้รับรังสีปริมาณน้อย ๆ ถ้าเซลล์ตายร่างกายจะไม่เกิดอาการผิดปกติใด ๆ ถ้าเซลล์ไม่ตายก็อาจเกิดความผิดปกติของเซลล์นั้น ๆผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังจากได้รับรังสี คือ การเป็นโรคมะเร็งและผลกระทบต่อพันธุกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับรังสี และความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งนั้นเกี่ยวข้องกับลักษณะการได้รับรังสีและปริมาณของรังสี ส่วนผลกระทบต่อพันธุกรรมของมนุษย์นั้น สรุปได้ดังนี้           (1) การก่อกลายพันธุ์ (Mutation) ที่เกิดจากรังสีมักจะเป็นอันตราย           (2) ปริมาณรังสีใด ๆ ก็ตาม (ถึงแม้จะปริมาณน้อย) ก็มีบทบาททำให้เกิดความเสี่ยงทางพันธุกรรมในเซลล์สืบพันธุ์           (3) ความถี่ของการกลายพันธุ์ที่เกิดจากรังสี เป็นสัดส่วนโดยตรงกับปริมาณรังสี           (4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากรังสีขึ้นกับอัตราการได้รับรังสีและระยะเวลาที่ได้รับรังสี           (5) ลักษณะกลายพันธุ์ที่เกิดจากรังสีส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะด้อย ดังนั้นจะยังไม่มีการแสดงออกในหลายชั่วคน ทำให้มีประเด็นที่จะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อกล่าวถึงอันตรายจากรังสี คือ              - ผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์และทารกในครรภ์ อาจทำให้เป็นหมัน หรือส่งผลถึงทารก ทำให้แท้ง , มีความพิการแต่กำเนิดและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ตาราง แสดงผลกระทบของรังสีต่อการเป็นหมัน ตาราง แสดงผลกระทบของรังสีต่อทารกในครรภ์ ผลผลต่อการเกิดมะเร็ง ซึ่งต้องได้รับรังสีปริมาณมากในครั้งเดียว หรือหลาย ๆ ครั้ง ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยจะแสดงผลเมื่อระยะเวลาผ่านไปหลายปี  ตารางแสดงผลกระทบจากรังสีต่อร่างกาย โดย International Commission on Radiological Protection (ICRP) ซึ่งเป็นองค์การสากลในการป้องกันอันตรายจากรังสี ได้รวบรวมผลกระทบจากรังสีต่อร่างกายไว้ดังนี้  ตาราง แสดง ปริมาณรังสีที่จำกัดให้ประชาชนทั่วไปและผู้ปฏิบัติงานทางรังสีได้รับ ต่อปีตามเกณฑ์ ของ ICRP หมายเหตุ มิลลิซีเวิร์ตเป็นหน่วยวัดปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับ และโดยปกติใน 1 ปี แต่ละคนจะได้รับรังสีจากธรรมชาติประมาณ 2.23 มิลลิซีเวิร์ต ดังนี้ การป้องกันอันตรายจากรังสี สำหรับผู้ปฏิบัติงานทางรังสี ควรปฏิบัติดังนี้     1. ใช้เวลาปฏิบัติงานให้สั้นที่สุด เนื่องจากปริมาณรังสีที่ได้รับนั้นจะขึ้นกับเวลาของการได้รับรังสี และควรหลีกเลี่ยงการได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น     2. รักษาระยะทางให้ห่างจากต้นกำเนิดรังสีให้มากที่สุด การอยู่ห่างเท่ากับเป็นการอาศัยอากาศ เป็นกำแพงกำบังรังสีได้ ถ้าอยู่ที่ห่างจากเดิม 2 เท่า ปริมาณรังสีจะลดลงเหลือ 1 ใน 4     3. จัดให้มีเครื่องกำบังรังสี ให้เหมาะสมตามคุณสมบัติของรังสีแต่ละชนิด ได้แก่        - รังสีแอลฟ่าสามารถกั้นได้ด้วยแผ่นกระดาษแข็ง        - รังสีเบต้าสามารถกั้นได้ด้วยวัสดุที่มีเลขมวลต่ำ เช่น แผ่นพลาสติกหนาๆ        - รังสีแกมม่าหรือรังสีเอกซ์สามารถกั้นได้ด้วยวัสดุที่มีเลขมวลสูง เช่น ตะกั่ว , เหล็ก        - รังสีนิวตรอน สามารถกั้นได้ด้วย คอนกรีต , ขี้ผึ้ง หรือพาราฟิน     4. การจำกัดขอบเขตของลำรังสีจะมีประโยชน์มากในการป้องกันการได้รับรังสีมากเกินความจำเป็น นั้นคือการเปิดขนาดของขอบเขตของลำรังสีตามขนาดของอวัยวะที่ต้องการตรวจ ที่ทำให้ได้รับรังสีน้อยที่สุดและภาพออกมากชัดเจน    5.ขณะถ่ายภาพรังสี เจ้าหน้าที่จะต้องมีฉากกั้นรังสีทุกครั้ง และไม่ยื่นส่วนใดออกมานอกฉาก โดยไม่จำเป็น     6. ถ้ามีความจำเป็นต้องจับตัวผู้ป่วยขณะถ่ายภาพรังสี ควรให้ญาติหรือผู้อื่นที่ไม่ได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสีเป็นผู้จับ และต้องสวมเสื้อและใส่ถุงมือกั้นรังสีทุกครั้ง     7. สภาพเครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับรังสี ต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและใช้งานได้ตลอดเวลา     8. ควรติดเครื่องมือวัดรังสีไว้ติดตัวตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน เพื่อตรวจสอบปริมาณ รังสีที่เราได้รับ     9. ผู้ปฏิบัติงานทางรังสีควรระมัดระวังการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นทางการหายใจ การกิน หรือการสัมผัสทางผิวหนังหรือแผล     10. สารกัมมันตรังสีควรมีป้ายบอกชัดเจน ทั้งในเรื่องของ ชนิด ประเภท วันที่ ความแรงของสารกัมมันตรังสี  สำหรับประชาชนทั่วไป     1. ไม่ควรเข้าใกล้บริเวณที่มีสารกัมมันตรังสี หรือในบริเวณที่มีการปฏิบัติงานทางรังสี ซึ่งโดยทั่วไปจะมีป้ายเตือนเป็นรูปใบพัดสามแฉกติดอยู่     2. สตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการตรวจหรือการรักษาที่ต้องใช้รังสี แต่หากมีความจำเป็น ควรปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด     3. หลีกเลี่ยงการถ่ายเอกซเรย์หลายครั้ง หรือถ่ายซ้ำโดยไม่จำเป็น     4. สำหรับผู้ป่วยเด็กที่จำเป็นต้องถ่ายเอกซเรย์ ควรมีเครื่องกำบังรังสีให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะสืบพันธ์     5. ห้ามสตรีมีครรภ์และเด็ก เข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่ได้รับการฝังหรือสอดใส่สารกัมมันตรังสี     6. ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังหรือสอดใส่สารกัมมันตรังสี ไม่ควรกลับบ้าน ก่อนได้รับความยินยอมจากแพทย์     เครื่องวัดรังสีประจำตัวบุคคล คือ อุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูล ปริมาณรังสีจากภายนอกร่างกายที่บุคคลนั้นได้รับ เพื่อใช้ในการประเมินระดับอันตรายจากการได้รับรังสี มีด้วยกัน 3 ชนิด คือ       1. Pocket dosimeter : ใช้กับผู้ที่ต้องเข้าไปในบริเวณที่มีรังสีค่อนข้างสูงในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อออกจากบริเวณนั้นก็อ่านค่าปริมาณรังสีที่ได้รับได้ทันที        2. Film Badge : เป็นฟิล์มที่อยู่ในตลับ วัดได้ทั้งรังสีเอกซ์ , รังสีแกมม่า , เบต้าและนิวตรอน วัดปริมาณรังสีในช่วงกว้างและสามารถแยกได้ว่า ได้รับจากรังสีชนิดใดเป็นปริมาณเท่าไหร่ ส่วนด้านนอกของกระดาษห่อฟิล์ม จะมีชื่อ วันที่ที่เริ่มใช้และเลขประจำตัวของผู้ใช้พิมพ์ไว้        3. TLD ( Thermolumine scene dosimeter ) : มีหลายชนิด ช่วงของการใช้งานต่างกัน สามารถวัดปริมาณรังสีที่น้อยกว่าและมีความแน่นอนกว่าฟิล์ม นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่มีราคาแพงกว่าฟิล์มและเก็บข้อมูลถาวรอย่างฟิล์มไม่ได้  ข้อควรระวังในการใช้เครื่องวัดรังสีประจำตัว    1. ห้ามยืมหรือแลกเปลี่ยนกันใช้งาน     2. ระวังไม่ให้เปียกน้ำ หรือได้รับความชื้น หรือแตกหัก เสียหาย     3. ระวังไม่ให้อยู่ใกล้ความร้อน หรือที่ที่ได้รับแสงแดดโดยตรง เช่น ในรถยนต์     4. ใช้เครื่องวัดรังสีให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์     5. ส่งคืนเมื่อครบกำหนด เพื่อการประเมินผลการรับรังสี ( ฟิล์มและ TLD นำมาประเมิน ทุก 1-3 เดือน )  ที่มา รุ่งทิพย์ อุดมวิเศษสันต์ หน่วยรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การเอกซเรย์ฟันชนิดทั้งปาก (DENTAL PANORAMIC)

  การเอกซเรย์ฟันชนิดทั้งปาก (DENTAL PANORAMIC)              เป็นการตรวจทางรังสีของฟันและช่องปาก โดยการถ่ายภาพทางรังสีฟันครบทั้ง 32 ซี่ เพื่อดูความผิดปกติของฟันและช่องปาก  PANORAMIC            เป็นการถ่ายภาพทางรังสีของฟันในทางตรง โดยให้รังสีผ่านจากทางด้านซ้าย มาสู่ทางด้านขวา เพื่อดูความผิดปกติของเหงือกและฟัน  LATERAL CEPHALOGRAM             เป็นการถ่ายภาพทางรังสีของฟันในท่าด้านข้าง เพื่อดูความผิดปกติของเหงือกและฟัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ตรวจพิเศษทางรังสี (Special X-ray)

ตรวจพิเศษทางรังสี (Special X-ray)              แผนกรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลวิภาวดี มีการให้บริการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาอันหลากหลายเพื่อให้การตรวจวินิจฉัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น IVP ,Barium Swallowing , UGI ,Long GI ,BE ,HSG เป็นต้น ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดดังต่อไปนี้    1.การตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ(Intra-Venous Pyelography: IVP )                เป็นการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาของระบบทางเดินปัสสาวะ โดยการตรวจดูการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะเช่น ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ อีกทั้งยังดูความผิดปกติจากการอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว โดยการฉีดสารทึบรังสีเข้าทางเส้นเลือดดำ พร้อมกับการถ่ายภาพรังสีเป็นระยะจนเสร็จ ข้อปฏิบัติในการเตรียมตัวก่อนตรวจ       1.ให้รับประทานอาหารอ่อน(เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม) ในมื้อเย็นของวันก่อนส่งตรวจ       2.ก่อนวันตรวจให้รับประทานยาระบาย เวลา 20.00 น.( Castor Oil 30 cc , Dulcolax 2 เม็ด)       3.ให้งดน้ำ งดอาหาร ก่อนตรวจ 4-6 ชั่วโมง        4.ถ้ามีฟิล์มเก่าหรือฟิล์มจากโรงพยาบาลอื่นให้นำมาด้วยทุกครั้ง ขั้นตอนการตรวจ ก่อนตรวจ    1.ผู้ป่วยปฏิบัติตามใบนัดตรวจทุกประการ    2.ผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้อาหารทะเล/โรคภูมิแพ้/หอบหืด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะรับการตรวจ    3.เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยเซ็นใบยินยอมรับการตรวจด้วยการฉีดสารทึบรังสี  เริ่มตรวจ    1.เจ้าหน้าที่จะให้เปลี่ยนชุดของโรงพยาบาล และปัสสาวะทิ้งเพื่อเตรียมรับการตรวจและถ่ายภาพรังสีในท่านอนก่อน 1 ภาพ     2.พยาบาลจะฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นเลือดดำ    3.ในระหว่างการฉีดสารทึบรังสี ผู้ป่วยอาจรู้สึกร้อนวูบวาบที่ตัว ขมที่ลำคอ ให้ผู้ป่วยหายใจเข้า-ออกลึกๆ อย่าพึ่งกลืนน้ำลาย อาการดังกล่าวจะค่อยทุเลาลงในเวลา 5-10 นาที     4.หลังจากฉีดสารทึบรังสีเสร็จ ห้ามผู้ป่วยปัสสาวะ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอก    5.เจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพรังสีเป็นระยะตามลำดับขั้นตอนการตรวจ และจะรอให้ผู้ป่วยปวดปัสสาวะเต็มที่(เจ้าหน้าที่อาจจะให้ดื่มน้ำ เพื่อช่วยให้ปวดปัสสาวะได้เร็วขึ้น) จึงจะถ่ายภาพรังสีอีก 1 ภาพ    6.เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกให้หมด และถ่ายภาพรังสีอีก 1 ภาพ หลังการตรวจ    1.ให้ผู้ป่วยเปลี่ยนชุด โดยให้ทิ้งชุดที่ใช้แล้วลงในตะกร้า    2.หลังตรวจผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำ ทานอาหารได้ตามปกติ     3.ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ สารทึบรังสีที่ฉีดเข้าไปจะไม่ตกค้างหรือถูกดูดซึมไว้ในร่างกาย จะถูกขับออกทางปัสสาวะ    2.การตรวจหลอดอาหาร (Barium Swallowing)              เป็นการตรวจทางรังสีของหลอดอาหาร โดยการดื่มสารทึบรังสี เช่น แป้งแบเรี่ยม (Barium sulphate) ประกอบการถ่ายภาพเอกซเรย์ เพื่อดูความผิดปกติของหลอดอาหารที่เป็นสาเหตุของการกลืนอาหารติดขัด การเตรียมตัวก่อนตรวจ     • ถ้ามีฟิล์มเก่า วันนัดตรวจให้นำฟิล์มเก่ามาพร้อมกับผู้ป่วย ให้ไปก่อนเวลานัด 10-15 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมผู้ป่วยก่อนรังสีแพทย์เข้าห้องตรวจ และควรมีญาติมาด้วย  ขั้นตอนการตรวจ     1. ผู้ป่วยนอนคว่ำบนเตียงเอกซเรย์ อมแป้งแบเรี่ยมไว้ในปาก แล้วกลืนแป้งแบเรี่ยมตามที่รังสีแพทย์บอก ขณะที่รังสีแพทย์ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนท่าตามคำบอกของรังสีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่     2. เมื่อเอกซเรย์ครบทุกส่วนแล้วรังสีแพทย์จะนำฟิล์มไปดู เพื่อให้แน่ใจว่าฟิล์มเอกซเรย์ครบถ้วนแล้วหรือยัง และต้องการถ่ายเพิ่มในส่วนที่สงสัยอีกหรือไม่ ถ้ารังสีแพทย์ตรวจสอบฟิล์มเสร็จแล้วถือเป็นการเสร็จสิ้นการตรวจ     3.การตรวจกระเพาะอาหาร (Upper GI Study / Barium meal)              เป็นการตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยการกลืนสารทึบรังสีที่มีลักษณะคล้ายแป้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ประกอบกับการถ่ายภาพรังสี ข้อปฏิบัติในการเตรียมตัวก่อนตรวจ    1. งดน้ำและอาหารก่อนตรวจ 4-6 ชั่วโมง    2. ถ้ามีฟิล์มเก่าหรือฟิล์มจากโรงพยาบาลอื่นให้นำมาด้วยทุกครั้ง ขั้นตอนการตรวจ ก่อนตรวจ    1. ผู้ป่วยปฏิบัติตามใบนัดตรวจทุกประการ เริ่มตรวจ    1. เจ้าหน้าที่จะให้เปลี่ยนชุดของโรงพยาบาล     2. รังสีแพทย์จะให้ผู้ป่วยอมและกลืนสารทึบรังสี ประมาณ 100 cc    3. บางครั้งจะให้ผู้ป่วยกินอีโน เพื่อให้สารทึบรังสีเคลือบกระเพาะอาหารได้ดีขึ้น    4. รังสีแพทย์จะพลิกตัวผู้ป่วยไป-มา ขณะทำการตรวจ เพื่อให้ได้ภาพรังสีตามต้องการ ดังนั้นผู้ป่วยควรให้ความร่วมมือ    5. ในการถ่ายภาพรังสี รังสีแพทย์จะบอกให้กลั้นใจ ให้ผู้ป่วยหยุดหายใจและกลั้นใจทันที เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด  หลังการตรวจ    1.ให้ผู้ป่วยเปลี่ยนชุด โดยให้ทิ้งชุดที่ใช้แล้วลงในตะกร้า    2.หลังตรวจผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำ ทานอาหารได้ตามปกติ     3.สารทึบรังสีที่ผู้ป่วยกลืนเข้าไปในระหว่างการตรวจจะถูกขับถ่ายออกมาตามการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ในเวลา 1-2 วัน จะไม่ถูกดูดซึมหรือตกค้างอยู่ในร่างกาย และผู้ป่วยควรดื่มน้ำมากๆ       4.การตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก (Long GI / GI follow through)            เป็นการตรวจทางรังสีของลำไส้เล็ก เพื่อดูความผิดปกติและพยาธิสภาพที่เกิดขึ้น วิธีทำคือให้ดื่มสารทึบรังสี (แป้งแบเรี่ยม) ประกอบการถ่ายภาพเอกซเรย์  การตรวจลำไส้เล็กจะถ่ายภาพเอกซเรย์เป็นระยะ ๆ คือ 15 นาที, 30 นาที, 45 นาที, 1 ชั่วโมง, 1 ชั่วโมง 30 นาที, 2 ชั่วโมง เป็นต้น ภายหลังจากการดื่มแป้งแบเรี่ยม 2 แก้ว เพื่อเป็นการถ่ายให้เห็นส่วนต่าง ๆ ของลำไส้เล็ก และจะเสร็จสิ้นต่อเมื่อแป้งแบเรี่ยมได้ไหลเข้าสู่ Caecum ของลำไส้ใหญ่  การเตรียมตัวก่อนตรวจ  • งดน้ำ อาหารและยา ก่อนเวลานัดตรวจ 6-8 ชั่วโมง  • ถ้ามีฟิล์มเก่า วันนัดตรวจให้นำฟิล์มเก่ามาพร้อมกับผู้ป่วย ให้ไปก่อนเวลานัด 10-15 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมผู้ป่วยก่อนรังสีแพทย์เข้าห้องตรวจ และควรมีญาติมาด้วย  ขั้นตอนการตรวจ     1. ผู้ป่วยนอนคว่ำบนเตียงเอกซเรย์ อมแป้งแบเรี่ยมไว้ในปาก แล้วกลืนแป้งแบเรี่ยมตามที่รังสีแพทย์บอก (ประมาณ 300 cc / 1 แก้ว) และอาจต้องดื่มสารที่ทำให้เกิด air เช่น ENO ร่วมด้วย รังสีแพทย์จะทำการถ่ายเอกซเรย์กระเพาะอาหารโดยให้ผู้ป่วยเอียงตัวไปมา เพื่อดูกระเพาะอาหารให้ครบทุกส่วน ขณะที่รังสีแพทย์ทำการถ่ายภาพเอกซเรย์ผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือ ในการเปลี่ยนท่าตามคำบอกของรังสีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่     2. ผู้ป่วยจะต้องดื่มแป้งแบเรี่ยมเพิ่มอีก 1แก้ว แล้วนั่งรอเพื่อเอกซเรย์ตามระยะเวลา จนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจคือ แป้งแบเรี่ยมได้ไหลเข้าสู่ Caecum ของลำไส้ใหญ่     5.การตรวจลำไส้ใหญ่ (Barium Enema)            เป็นการตรวจดูพยาธิสภาพ และความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ โดยการสวนสารทึบรังสีเข้าทางทวารหนักประกอบกับการถ่ายภาพรังสี ข้อปฏิบัติในการเตรียมตัวก่อนตรวจ    1.ให้รับประทานอาหารอ่อน(เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม) และงดผัก ผลไม้ 2 วัน ก่อนถึงวันตรวจ    2.ให้รับประทานยาระบาย เวลา 20.00 น.( Castor Oil 30 cc , Dulcolax 2 เม็ด) เป็นเวลา 2 วันก่อนตรวจ    3.หลังเที่ยงคืนของวันก่อนตรวจ ให้งดน้ำและอาหารทุกชนิด(กรณีเด็กเล็กให้งดนมก่อนตรวจ 4 ชั่วโมง)     4.ถ้ามีฟิล์มเก่าหรือฟิล์มจากโรงพยาบาลอื่นให้นำมาด้วยทุกครั้ง ก่อนตรวจ    1.ผู้ป่วยปฏิบัติตามใบนัดตรวจทุกประการ    2.เจ้าหน้าที่จะให้เปลี่ยนชุดของโรงพยาบาล     3.เจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพรังสี 1 ภาพ เพื่อตรวจดูว่าในลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วยมีกากอาหารอยู่หรือไม่ ถ้าหากมีเจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยสวนอุจจาระออกให้หมดจึงจะเริ่มตรวจต่อไป เริ่มตรวจ    1.เจ้าหน้าที่จะใช้หัวสวนชนิดเป่าลม สวนเข้าในทวารหนักของท่านและจะบีบลมเข้าไปในหัวสวนเพื่อป้องกันไม่ให้สารทึบรังสีไหลย้อนกลับมา     2.เมื่อเริ่มตรวจเจ้าหน้าที่จะเริ่มปล่อยสารทึบรังสีเข้าไปในลำไส้ใหญ่และรังสีแพทย์จะถ่ายภาพรังสีตามส่วนต่างๆที่ต้องการ     3.ระหว่างการตรวจผู้ป่วยจะมีอาการแน่นท้องเนื่องจากการบีบสารทึบรังสีและลมเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยอาจรู้สึกคล้ายๆปวดอุจจาระ ให้ผู้ป่วยกลั้นไว้ก่อน พยายามหายใจเข้า-ออกลึกๆทางปาก อาการปวดท้องจะค่อยทุเลาลง    4.ในระหว่างการตรวจรังสีแพทย์จะบอกให้ผู้ป่วยพลิกตัวและกลั้นใจนิ่งเพื่อถ่ายภาพรังสี ให้ผู้ป่วยทำตาม    5.เมื่อได้ภาพรังสีครบตามต้องการ เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยไปถ่ายอุจจาระในห้องน้ำ และกลับมาถ่ายภาพรังสีอีก 1 ภาพ  หลังการตรวจ    1.ให้ผู้ป่วยเปลี่ยนชุด โดยให้ทิ้งชุดที่ใช้แล้วลงในตะกร้า    2.หลังตรวจผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำ ทานอาหารได้ตามปกติ     3.สารทึบรังสีที่สวนเข้าไปในระหว่างการตรวจจะถูกขับถ่ายออกมาตามการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ในเวลา 1-2 วัน จะไม่ถูกดูดซึมหรือตกค้างอยู่ในร่างกาย และผู้ป่วยควรดื่มน้ำมากๆ     6.การตรวจท่อนำไข่และโพรงมดลูก (Hysterosalpingography : HSG)             เป็นการตรวจทางรังสีของท่อนำไข่ (Uterine tubes) และโพรงมดลูก (Uterus) เพื่อดูความผิดปกติหรือมีการอุดตันของท่อนำไข่หรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ไม่มีลูก โดยการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในโพรงมดลูก ประกอบกับการถ่ายภาพทางรังสี  สาเหตุของการส่งตรวจ     o หาสาเหตุของการมีบุตรยาก ,เป็นหมัน (infertility)     o ผู้ที่เคยมีบุตรแล้ว แต่ไม่มีอีก โดยไม่ได้คุมกำเนิด     o หาสาเหตุของหนอง หรือมีน้ำใน ท่อนำไข่ หรือ ก้อนเนื้องอก     o ตรวจดูในผู้ที่มีสาเหตุของการแท้งบุตร บ่อยๆ     o การท้องนอกมดลูก  การเตรียมตัวตรวจ     -คนไข้ต้องมั่นใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์     -ควรตรวจหลังจากมีประจำเดือนวันแรก 10 วัน 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม