MRI คืออะไร

MRI (Magnetic Resonance Imaging) คือ เครื่องตรวจร่างกายโดยการสร้างภาพเหมือนจริง ของส่วนต่างๆของร่างกาย โดยใช้สนามแม่เหล็กความเข้มสูง และคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุ(Radio Frequency) ด้วยการส่งคลื่นความถี่เข้าสู่ร่างกาย และรับคลื่นสะท้อนกลับ นำมาประมวลผลและสร้างเป็นภาพ ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถให้รายละเอียดและความคมชัดเสมือนการตัดร่างกายออกเป็นแผ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถมองจุดที่ผิดปกติในร่างกายคนเราได้อย่างละเอียด โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆต่อผู้รับการตรวจ ข้อบ่งชี้และข้อดีในการใช้ MRI1. MRI สามารถให้ภาพที่แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถทำการตรวจได้ในทุกๆระนาบ ไม่ใช่เฉพาะแนวขวางอย่างเอกซเรย์คอมพิวเตอร์2. ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก (non bony parts) คือเนื้อเยื่อ (soft tissues) โดยเฉพาะ สมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย ( CT scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า )3. ใช้ได้ดีกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อ4.สามารถตรวจเส้นเลือดได้โดย ไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี และการสวนสายยางเพื่อฉีดสี ซึ่งมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ยังสะดวกสบายกว่าเพราะไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆทั้งก่อนและหลังการตรวจ คนไข้สามารถกลับบ้านได้ทันทีที่ตรวจเสร็จ5.  ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan เพราะไม่ใช้คลื่นรังสีระบบ หรือ อวัยวะควรได้รับการตรวจ ด้วย MRI1.MRI of Nervous System ใช้ได้ดีในการตรวจสมอง ไขสันหลังและเส้นประสาทในร่างกาย สามารถมองเห็นรอยโรคได้อย่างชัดเจน เช่น ภาวะสมองขาดเลือดโดยเฉพาะในช่วงแรก และความผิดปกติบริเวณก้านสมอง (สามารถตรวจหาความผิดปกติได้ดีกว่าการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์) โรคเนื้องอกของสมอง และโรคลมชัก 2.MRI  of Musculoskeleton Systemใช้ได้ดีในการตรวจกระดูกสันหลังและระบบกล้ามเนื้อและข้อ ช่วยในการวินิจฉัยรอยโรคต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือการบาดเจ็บต่อเส้นเอ็นบริเวณข้อต่างๆ  ปัจจุบันได้มีการตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอ็มอาร์ไอ) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคของกระดูกและข้อเป็นจำนวนมาก การตรวจ MRI จะเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในโพรงกระดูก หรือไขกระดูกได้อย่างชัดเจน เช่น เนื้องอกภายในกระดูก MRI จะสามารถบอกขอบเขตของโรคได้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษา โรคของกระดูกบางอย่างเช่น การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวของกระดูกต้นขา MRI เป็นการตรวจที่ไวที่สุด สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ แม้ภาพเอ็กซ์เรย์ธรรมดายังปกติอยู่ ข้อที่มีการตรวจ MRI มากที่สุด คือ ข้อเข่า รองลงมา คือ ข้อไหล่ เมื่อสงสัยว่าจะมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนภายในข้อ การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ธรรมดา อาจเห็นเพียงเงาของน้ำในข้อ แต่ MRI จะเห็นส่วนประกอบต่างๆภายในข้อได้อย่างชัดเจน และบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีการบาดเจ็บต่อส่วนประกอบเหล่านั ้นอย่างไรบ้าง3.MRI of Blood Vessels สามารถตรวจหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆได้ดี (Magnetic Resonance Angiography,MRA) เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองหรือ การตีบตันของหลอดเลือดไต โดยไม่ต้องเจาะใส่สายสวนเพื่อฉีดสี มีความปลอดภัยสูงสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆทั้งก่อนและหลังการตรวจ และสามารถกลับบ้านได้ทันที 4.MRI of Abdomen สามารถตรวจช่องท้อง ท่อทางเดินน้ำดี และถุงน้ำดี (Magnetic Resonance Cholangiopancreatography,MRCP) ซึ่งให้ภาพที่ชัดเจนและเหมาะสำหรับการตรวจหาโรค เช่น นิ่วในทางเดินน้ำดี เนื้องอก หรือมะเร็งในท่อน้ำดีและบริเวณโดยรอบซึ่งทำให้เกิดการอุดตัน ตลอดจนสามารถแยกแยะเนื้องอกในช่องท้องได้ดีข้อพึงระวังก่อนเข้ารับการตรวจ MRIนับตั้งแต่ที่มีการใช้ MRI ไม่พบ รายงานถึงผลข้างเคียง แต่การใช้ MRI ก็มีข้อควรระวัง ดังนี้    ควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่กลัวที่จะอยู่ในที่แคบๆ ไม่สามารถนอนในอุโมงค์ตรวจได้ (claustrophobic) เพราะ MRI มีลักษณะเป็นโพรง    ควรหลีกเลี่ยงในรายที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น        ผู้ที่ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคเส้นเลือดโป่งพอง (Aneurism Clips ) (คลิปรุ่นใหม่มักเป็นรุ่น MRI compatible สามารถตรวจ MRIได้)        metal plates ในคนที่ดามกระดูก        คนที่เปลี่ยนข้อเทียม        คนที่ใส่ลิ้นหัวใจเทียม (Artificial Cardiac valve)        ผู้ที่ผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ        ผู้ที่ผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมภายในหู        ผู้ป่วยที่ใส่ Stent ที่หลอดเลือดหัวใจต้องสอบถามจากแพทย์ที่ใส่ Stent ว่าเป็น Stent ชนิดใดจะทำ MRI ได้หรือไม่หรือต้องรอกี่สัปดาห์ค่อยทำ ปัจจุบัน Stent ที่หลอดเลือดหัวใจถ้าเป็นรุ่น MRI compatible สามารถทำได้ทันทีไม่มีผลเสียใดๆ    ควรหลีกเลี่ยงในคนที่ เตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัด สมอง ตา หรือ หู ซึ่งจะต้องฝัง เครื่องมือทางการแพทย์ไว้ (medical devices)    ใส่เหล็กดัดฟัน ถ้าต้องทำ MRI ตรวจในช่วงบริเวณ สมองถึงกระดูกคอควรต้องถอดเอาเหล็กดัดฟันออกก่อน เพราะจะมีผลต่อความชัดของภาพ    ผู้ที่ รับการตรวจร่างกายด้วย MRI จะต้องนำโลหะต่างๆออกจากตัว เช่น กิ๊ฟหนีบผม ฟันปลอม ต่างหู เครื่องประดับ ATM บัตรเครดิต นาฬิกา thumbdrive Pocket PC ปากกา ไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้ สิ่งของได้รับความเสียหาย และอาจถูกฉุดกระชาก นอกจากนี้ยังทำให้ภาพที่อยู่บริเวณโลหะไม่ชัด    ไม่ควรใช้อายชาโดว์ และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะ ทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้    จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่พบว่าการตรวจ MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆไม่ควรตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์    ห้องตรวจ MRI มีสนามแม่เหล็กแรงสูงตลอดเวลา มีผลต่อการทำงานของเครื่องมือที่ไวต่อแม่เหล็ก เช่น เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ ดึงดูดวัตถุที่เป็นโลหะทุกชนิดที่เหนี่ยวนำแม่เหล็ก เช่น เหล็กโลหะอื่น ๆ ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก ลบข้อมูลจากเทปแม่เหล็ก การ์ดที่ใช้แถบแม่เหล็ก เช่น ATM , บัตรเครดิต , นาฬิกา , thumbdrive หรือ พวกเครื่อง Pocket PCขั้นตอนการเข้ารับการตรวจ MRI1.   หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเพื่อที่พร้อมสำหรับการตรวจ ผู้รับการตรวจจะได้รับการพาเข้าสู่ห้องตรวจ2.   ผู้รับการตรวจจะนอนบนเตียงตรวจ และมีการทำเครื่องจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กมาวางบนร่างกาย โดยน้ำหนักโดยรวมของเครื่องจับสัญญาณนี้ประมาณ 1 กิโลกรัม3.  ผู้รับการตรวจนอนสบายๆ นิ่งๆ บนเตียงตรวจ และทำตามเสียงที่บอก เช่น ให้หายใจเข้าแล้วกลั้นใจ หรือว่าอย่ากลืนน้ำลาย4.  ตัวเราจะเคลื่อนไปยังศูนย์กลางของสนามแม่เหล็ก เราอาจจะรู้สึกสั่นสะเทือนและไถลเล็กน้อยระหว่างที่มีการถ่ายภาพ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เครื่อง Pristine ใช้เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวที่เรียกว่า Diamond – peel Microdermabrasion โดยใช้ Laser – cut Diamond –tip

Pristine  Diamond – Peel  Microdermabrasion  A  Skincare  Treatment  Like No  OtherPristine by Viora           เครื่อง Pristine ใช้เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวที่เรียกว่า Diamond – peel Microdermabrasion โดยใช้ Laser – cut Diamond –tipร่วมกับการใช้ระบบดูดแบบสูญญากาศ (Vacuum) ทำให้สามารถผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าและสิ่งอุดตันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและนุ่มนวลกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน (Collagen) อีลาสติน (Elastin) อีกทั้งยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด หลังเข้ารับการรักษาเพียงครั้งแรกสัมผัสได้ถึงผิวที่สดชื่น สะอาด และดูอ่อนเยาว์ • ช่วยรักษาเรื่องใดบ้าง                      - Exfoliation ผลัดเซลล์ผิว                      - Fine lines ลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ                      - Acne scars หลุมสิว                      - Sunspots รอยหมองคล้ำ                      - Uneven skin texture  ผิวไม่เรียบเนียน• การทำงานของเครื่อง ใช้เทคโนโลยีอะไร            Diamond – peel Microdermabrasion โดยเครื่อง Pristine เป็นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่มีความปลอดภัยไม่มีบาดแผลขัดผิวอย่างนุ่มนวล กระตุ้นการสร้างผิวใหม่ โดยใช้หัวทิปชนิดพิเศษที่เรียกว่า Laser – cut Diamond –tip มีให้เลือกใช้ถึง 10 แบบ ทำงานประสานกันกับระบบดูดแบบสูญญากาศ (Vacuum) โดยสามารถเลือกหัว Diamond –tip และระดับแรงดูดสูญญากาศให้เหมาะสมกับสภาพผิวของผู้เข้ารับการรักษา• ผู้ที่เหมาะสมต่อการเข้ารับการรักษา           เครื่อง Pristine สามารถให้การรักษาได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาพผิว  งดเว้นในผู้ที่มีอาการผิวแห้ง ลอก หรือมีการอักเสบของผิว• บริเวณที่ทำการรักษาได้          เครื่อง Pristine มี Diamond Tips หลากหลายขนาดให้เลือกใช้สามารถทำการรักษาได้ครอบคลุม อีกทั้งสามารถทำการรักษาได้ในผู้ที่มีผิวบอบบาง ผิวแพ้ง่าย ผิวไม่เรียบเนียน หรือบริเวณที่เข้าถึงยาก เช่น รอบดวงตา เป็นต้น• ต้องเข้ารับการรักษาบ่อยแค่ไหน           สามารถเห็นผลการรักษาได้ทันทีหลังการรักษาในครั้งแรกแนะนำให้ทำการรักษา 6 – 8 ครั้ง ห่างกันทุก 2 สัปดาห์• ความรู้สึกระหว่างรับการรักษาด้วยเครื่อง Pristine           ขณะทำการรักษารู้สึกได้ถึงแรงดูดสูญญากาศที่เคลื่อนบนผิวอย่างนุ่มนวล ไม่เจ็บ ระยะเวลาในการทำการรักษาขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ทำการรักษา หากทำการรักษาทั่วหน้าใช้ระยะเวลาประมาณ 10 – 15 นาที• การรักษาด้วยเครื่อง Pristine มีความปลอดภัยหรือไม่          เครื่อง Pristine มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไม่เจ็บ ไม่มี Downtime  คุณสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารับการรักษาด้วยเครื่อง Pristine• การดูแลหลังรับการรักษาด้วยเครื่อง Pristine          หลังทำการรักษาจะเห็นผิวบริเวณที่ทำการรักษามีสีชมพูระเรื่อผิวหน้าอาจแห้งลง 1 – 2 วัน ควรเน้นทาครีมที่ให้ความชุ่มชื้นและครีมกันแดดหลังทำการรักษา                           ศูนย์ผิวหนังและเลเซอร์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Cardiac Catheterization Laboratory (ห้องสวนหัวใจ)

  เป็นหัตถการของศูนย์หัวใจซึ่งการตรวจในห้องสวนหัวใจ ส่วนใหญ่ไม่ต้องดมยาสลบ  อุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วย เช่น สายสวน บอลลูน หรือขดลวด มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับไส้ดินสอหรือไส้ปากกาหมึกแห้ง ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใช้วิธีการฉีดยาชาและสอดสายสวนแก้ไขและไม่ต้องกังวลต่อการเกิดแผล เป็นหัตถการส่วนใหญ่ในห้องสวนหัวใจ ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ถ้าผู้ป่วยมาเพื่อการวินิจฉัยโรค จะต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล 1 คืน สำหรับผู้ป่วยที่มารับการซ่อมแซมหลอดเลือด หรือใส่อุปกรณ์เพื่อการรักษา จะต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล 1-3 คืน แพทย์จะให้คำปรึกษาและเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามอย่างละเอียด รวมถึงความเสี่ยงและทางเลือก ก่อนการทำหัตถการทุกครั้งการบริการห้องสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization Laboratory) ได้แก่1.การฉีดสีตรวจวินิจฉัยและการรักษาซ่อมแซมหลอดเลือดทุกตำแหน่งโดยใช้บอลลูน ขดลวด การขยายหลอดเลือด การดูดลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดตัวอย่าง  หลอดเลือดที่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยวิธีเหล่านี้ คือ            -หลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน            -หลอดเลือดสมอง (Carotid Artery หรือ Vertebral Artery) ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต            -หลอดเลือดไต ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง หรือไตเสื่อม จากหลอดเลือดไตตีบ            -หลอดเลือดแขน ขาที่มีโรคหลอดเลือด เช่น ในผู้ป่วยที่ปวดขาเวลาเดิน หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีแผลเรื้อรัง 2.การตรวจและรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ได้แก่            -การสร้างแผนภูมิของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจระบบ 3 มิติ (Advance 3-D Mapping System)            -การจี้แก้ไขบริเวณที่เต้นผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุ (Rediofrequency Ablation)            -การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ(Pacemaker)            -การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ(Implantable Cardioverter Defibrillator)            -การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจสองห้องในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว(Cardiac Resynchronization Therapy)  ด้วยความปรารถนาดี จาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เช็คสักนิด...ก่อนเป็นเบาหวาน

 มนุษย์ทำงานที่ไม่หนักหนาแต่สาหัส ตื่นเช้ากลับมืด  กินมื้อดึก อดมื้อเช้า เฝ้าหน้าจอ ติดมือถือ ติดแชร์ วันว่างๆ กินกับนอน ตื่นก็เครียด ใช้ชีวิตติดสะดวก อิ่มสะดวก อ้างไม่มีเวลา …นี่แหละการใช้ชีวิตพื้นฐานของมนุษย์ NCDsเรามาเช็คกันดูสิว่าชีวิตเราหวานไปหรือไม่ ?- ฉี่บ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลากลางคืน- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ- เป็นแผลแล้วหายยาก- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานโรคเบาหวาน คือ ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน 126 มก/ดล. (โดยวัดได้จากตอนหลังอาหาร 8 ชั่วโมง) เนื่องจากการขาดอินซูลิน หรือ ดื้อต่อฤทธิ์ของอินซุลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลไปใช้ได้หมด จึงเหลือน้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เป็นโรคเบาหวาน และในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ทำลายระบบประสาทส่วนปลาย นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่างๆ ได้สาเหตุการเกิดโรคเบาหวาน- แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มจะทำให้เซลล์ตับอ่อนระคายเคืองจนเกิดการอักเสบและสร้างอินซูลินได้ลดลง จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้ ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วก็ทำให้อาการยิ่งแย่ลง หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา- การสูบบุหรี่จะลดแระสิทธิภาพการออกฤทธิ์ของอินซูลินซึ่งส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานขึ้น  ส่วนผู้ที่เป็นอยู่แล้วก็ทำให้อาการยิ่งแย่ลง หรือมีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ- การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นปริมาณมากๆ ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้หมด ที่เหลือจึงต้องถูกสะสมเป็นไขมันและหากเราปล่อยให้เกิดแบบนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานได้ส่วนการกินอาหารไขมันสูงจะทำให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกาย ไขมันส่วนเกินที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะสร้างสารที่ทำให้การตอบสนองของเนื้อเยื่อร่างกายต่ออินซูลินไม่ดีหรือนัยหนึ่ง ทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน เมื่อน้ำตาลไม่สามารถถูกนำไปเผาผลาญได้หมดตกค้างในกระแสเลือดมาก ก็จะนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด- ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมทางการน้อย จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น เพราเซลล์อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานน้อย ร่างกายใช้พลังงานน้อย จึงดึงน้ำตาลไปเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงานน้อย ทำให้น้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานนั้นเองผลกระทบของโรคต่อร่างกายหากเฉียบพลันคือ อาจมีอาการหมดสติ มีอันตรายถึงชีวิต อาการแทรกซ้อนทำให้เกิดภาวะไตวาย ไตเสื่อม ระบบประสาทชา แผลหายยาก แผลเน่า ลุกลามจนต้องตัดอวัยวะ ตามัว จอตาเสื่อม สมรรถภาพทางเพศเสื่อม อัมพาตโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.th

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เครื่องเอกซเรย์ตรวจสวนหัวใจหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง คืออะไร

 เครื่องเอกซเรย์ตรวจสวนหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมอง คืออะไร            เป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจทางรังสีวินิจฉัยหลอดเลือด (Angiography) ถือเป็นหัตถการทางรังสีวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยหลอดเลือด ซึ่งให้ความถูกต้องและแม่นยำมากกว่าการตรวจหลอดเลือดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นหัตถการอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจและทางรังสีในการวินิจฉัยและรักษา รวมทั้งในผู้ป่วยบางรายที่พบรอยโรคและไม่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด หรือมีความเสี่ยงสูงหากทำการผ่าตัด                                                           การรักษาด้วยหัตถการทางรังสีร่วมรักษา(Intervention) ซึ่งเป็นหัตถการต่อยอดของทางรังสีวิทยาหลอดเลือดจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคเหล่านั้น โดยทางรังสีร่วมรักษามีชนิดของหัตถการจำนวนมาก ซึ่งมีข้อดีคือทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วย และการพักฟื้นหลังหัตถการน้อย บางหัตถการทำเสร็จแล้วสามารถกลับบ้านในวันเดียวได้            อาการที่มีความเสี่ยงของโรคหัวใจ     1.ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในส่วนของหัวใจที่ต่างกัน ทำให้โรคหัวใจมีอาการต่างกันไปในแต่ละชนิด โรคหลอดเลือดหัวใจ  มักเจ็บหรือแน่นหน้าอก ร้าวไปกราม แขน ลำคอ ท้อง หรือบริเวณหลัง อาจมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หรือหมดสติได้    2.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ  อาการผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ อาจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกใจสั่นเหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือคล้ายจะเป็นลมได้เช่นกัน  3. โรคกล้ามเนื้อหัวใจ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม อาการจะมากขึ้นเมื่อต้องออกแรงหนัก ๆ หากรุนแรงมากขึ้นจะเหนื่อยแม้ขณะนั่งอยู่เฉย ๆ มีอาการบวมตามแขน ขา หนังตา ร่วมกับอ่อนเพลีย นอนราบไม่ได้ และตื่นขึ้นมาไอในเวลากลางคืน      4. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด  เกิดขึ้นเมื่อทารกอยู่ในครรภ์มารดา อาจแสดงอาการทันทีเมื่อแรกคลอด หรือภายหลัง เช่น เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน กลุ่มที่มีอาการมากจะทำให้เลี้ยงไม่โต  ในทารกมีอาการเหนื่อยขณะให้นมหรือติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย ๆ เป็นต้น      5.โรคลิ้นหัวใจ อาการขึ้นอยู่กับความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เกิดขึ้น อาจไม่แสดงอาการใด ๆ หรืออาจได้ยินเสียงผิดปกติจากการตรวจร่างกายเท่านั้น แต่หากมีความผิดปกติของลิ้นหัวใจมากก็จะมีอาการเหนื่อยง่าย และเกิดภาวะหัวใจวายหรือน้ำท่วมปอดได้    6.โรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ  มักจะเป็นไข้เรื้อรัง  อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจหอบเหนื่อย ไอเรื้อรังแห้ง ๆ ขาหรือช่องท้องบวม รวมถึงมีผื่นหรือจุดขึ้นตามผิวหนัง   นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหลอดเลือดสมองและทำการรักษาทางรังสี แก้ไขปัญหาที่เกิดจากหลอดเลือดสมองอาการที่ผิดปกติและเป็นสัญญาณเตือนว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่1.         แขน ขา อ่อนแรงครึ่งตัว (Hemiparesis)2.         แขน ขา ชาครึ่งซีก (Hemianesthesia)3.         พูดไม่ชัดลิ้นแข็ง (Dysarthria)4.         พูดไม่ออกฟังไม่เข้าใจ (Aphasia)5.         ลานสายตาผิดปกติครึ่งซีก (Homonymous  Hemianopsia)6.         มองเห็นภาพซ้อน (Binocular Diplopia)7.         เดินเซ (Ataxia or Incoordination)8.         ซึมลง (Impaired Consciousness)9.         เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo)สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี โทร 02-561-1111 ต่อ 1322,1323

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กินไม่(คิด) ชีวิตเสี่ยงโรค

  ปัจจุบันเทรนของอาหารมีความหลากหลายผู้คนต่างนิยมเลือกซื้อเพราะรสชาติที่อร่อยและสีสันที่น่ากินแต่ใครจะรู้ว่าอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบอะไรบ้าง รสชาติที่แสนอร่อยแต่เต็มไปด้วยสารพิษ ดังนั้นก่อนเราจะเลือกกินอะไรเข้าไปควรหยุดคิดสักนิดเพื่อสุขภาพร่างกายของเราสารพิษที่ปะปนอยู่ในอาหารแต่ละมื้อที่เผลอรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว?        สารเร่งเนื้อแดง ระวังเนื้อสัตว์ที่เนื้อเยอะไขมันน้อย สารเร่งเนื้อแดงคือสาร เบต้าอะโกนิสต์ ผู้เลี้ยงจะใช้สารนี้ผสมกับอาหารสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ที่กินเข้าไปมีอาการ มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียน ปวดหัว คลื่นใส้ เป็นลม หรืออาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นวิธีการเลือกเนื้อสัตว์ควรเลือกเนื้อสัวต์ที่ไขมันน้อย หรือเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ผงกรอบ (บอแรกซ์) ชื่อที่คุ้นเคยกันดี แต่รู้ไหมผงกรอบมีชื่อทางเคมมีว่า โซเดียมเตตราบอเรต (Sodium tetraborate) ซึ่งมีผู้ผลิตหลายคนนำมาใส่ในอาหารเพื่อให้อาหารดูสด กรุบกรอบน่ากิน เมื่อผู้บริโภคกินเข้าไป อาจมีอาการอาเจียน น้ำหนักลด มีผื่นคันที่ผิว หนังตาบวม เยื่อตาอักเสบ อาจอาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ตับและไตอักเสบ อาจชัก และเสียชีวิตได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารผักดอง ลูกชิ้น หมูยอ ผลไม้ดอง และผักสดบางชนิด เช่น ถั่วฝักยาวที่กรอบผิดปกติสารฟอกขาว เป็นกลุ่มที่เรียกว่า ซัลไฟต์  เป็นสารที่ยับยั้งอาหารไม่ให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เช่น ถั่วงอก ยอดมะพร้าว เพื่อให้ดูน่ารับประทานมากขึ้น อาการของผู้รับสารชนิดนี้ ปากและคออักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ความดันต่ำ ถ่ายเป็นเลือด ชัก หายใจไม่ออก ไตวาย หรือหากสัมผัสสารอาจเป็นโรคผิวหนังอักเสบได้ เป็นพื่นแดงได้ ควรรีบพบแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่โดนแดดนานๆ แล้วสีไม่คล้ำ และควรสังเกตุก่อนซื้อ ถั่วงอก ขิงซอย ยอดมะพร้าวอ่อน หน่อไม้ ทุเรียนกรอบ กระเทียมดอง น้ำตาลปี๊ปฟอร์มาลิน สารเคมีชนิดนี้เป็นสารอันตรายและห้ามใช้ในอาหารทุกชนิด แต่ก็ยังมีผู้ประกอบอาหารบางรายนำมาใส่ในอาหารเพื่อให้อาหารสดใหม่ ไม่เน่าเสียได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกซื้อให้ถูกหลัก-เลือกผักสดที่ไม่แข็งกรอบจนเกินไปหรือมีกลิ่นฉุนจนแสบจมูก-เลือกอาหารทะเลสดที่เนื้อไม่เปื่อยยุ่ย มีน้ำแข็งรักษาความสดไว้สารกันรา สารกันราหรือสารกันบูด คือกรดซาลิซิลิค มักใช้กันในแชมพูสระผมและนำมาใส่อาหารเพื่อกันเชื้อราขึ้น ผู้ที่กินเข้าไปจะมีอาการผื่นคัน หายใจถี่และผิดปกติ อาเจียน ผิวหนังเป็นสีเขียวจากการขาดออกซิเจน หรือโลหิตเป็นพิษ ควรเลือกซื้ออาหารที่สดใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองสีผสมอาหาร ขนมสีสวยน่ากินหลายชนิดนิยมใส่สีผสมอาหาร เพื่อให้ดูน่ากินมากขึ้น ซึ่งถ้าใช้ไม่มากก็อยู่ในเกณฑ์ที่ร่างกายรับได้ แต่หากเป็นสีสังเคราะห์ที่ไม่ได้จากธรรมชาติก็อาจมีอันตราย ส่งผลให้เกิดเนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร ยิ่งเป็นสีที่ไม่ได้คุณภาพมีสารตะกั่ว สารหนูปนเปื้อน สะสมในร่างกายและเป็นพิษต่อระบบประสาท ควรหลีกเลี่ยง อาหารที่สีสดเกินไป สีสันดูแปลกตา จับแล้วสีติดนิ้ว และสีติดที่กระดาษสารกำจัดศัตรูพืช สารชนิดนี้ใช้ในการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืชมากัดกินพืชที่อยู่ในระว่างการเจริญเติบโต หากเกษตรกรใช้ฉีดพ่นมากจนเกินไปก็ทำให้สารพิษตกค้างในผักผลไม้มากขึ้น เราควรใส่ใจในการเลือกซื้อผักอย่างละเอียดและรู้วิธีล้างผักผลไม้อย่างถูกวิธีด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ขั้นตอนการเตรียมผักก่อนล้าง  สำหรับผักหัว ควรปลอกเปลือกตัดส่วนที่ไม่รับประทานออก ผักราก ปอกเปลือกส่วนที่ไม่รับประทานออก ผักใบ แกะกลีบ/คลี่ใบถ้ามีดินติดให้เคาะออก ผลไม้ ล้างทั้งผล วิธีการล้าง ถ้าล้างด้วยน้ำไหลผ่าน ลดสารตกค้างได้ถึง 25-65 % ขั้นตอนการล้างผัก 1.แช่ผักในน้ำ 2.นำใส่ตระกร้าตระแกงเปิดน้ำไหลผ่านไม่ใช้น้ำแรงเกินไป 3.ใช้มือช่วยถูใบประมาน 2 นาทีขั้นตอนการล้งผลไม้ 1.ชนิดเปลือกบางเช่นองุ่นชมพู่ ให้แช่ลงไปทั้งพวง/ผล 2. ชนิดเปลือกแข็ง ส้ม ฝรั่ง แช่น้ำและล้างโดยใช้มือถูผิว เราก็จะได้รับประทานอย่างสะอาดและปลอดภัยมากขึ้นผงชูรส สารโมโนโซเดียม กลูตาเมต (Monosodium glutamate)การยึดติดว่าถ้าไม่ใส่ผงชูรสแล้วอาหารไม่อร่อยนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว  กลูตาเมตมีอยู่ในสิ่งมีชีวิต และในอาหารที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบ เช่น เนื้อสัตว์ นม เห็ด แต่การเติมผงชูรสนั้นจะช่วยกระตุ้นให้ลิ้นรับรสที่คล้ายเนื้อสัตว์ จึงรู้สึกอร่อยขึ้น แต่ไม่ควรใส่มากจนเกินไป และห้ามใช้ผงชูรสปลอม มิฉะนั้นอาจถ่ายท้องอย่างรุนแรง ร้อนชาที่ต้นคอ  ชาบริเวณใบหน้า และอ่อนเพลียอะฟลาทอกซิน สารพิษจากเชื้อรา พบบ่อยในอาหารแห้ง เช่น  ถั่วลิสง พริกป่น หอม กระเทียม กุ้งแห้ง อาการของผู้ที่รับสารนี้ ทำให้เป็น ตับแข็ง ตับอักเสบ เลือดออกในตับ หรือโรคมะเร็งในตับ ดังนั้นควรเลือกซื้ออาหารแห้งที่สะอาด ปิดมิดชิด และแห้งดีไม่มีชื้นการเลือกรับประทานอาหารและรู้วิธีการเลือกซื้ออย่างถูกต้องจะเป็นผลดีกับตัวเรา  และผู้ผลิตเองก็ควรเลือกอาหารที่ดีสะอาด ปราศจากสารต่างๆ และรู้แหล่งผลิตที่ชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เท่านี้ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ปลอดภัย ดังเช่น ที่ สสส.ได้ร่วมผลักดันมาตลอดตั้งแต่กระบวนการผลิต จนกระทั่งการจัดจำหน่าย เช่น โครงการตลาดสีเขียว เลมอนฟาร์ม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนข้อมูลจาก : www.thaihealth.or.th

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ

 ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ข้อเดียว! ก็เสี่ยงแล้วผู้ที่มีความเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่ง แนะนำให้ตรวจสุขภาพหัวใจทุกปีผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปีผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปีน้ำหนักเกินมาตราฐานเป็นโรคเบาหวานความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงมีประวัติครอบครัว และญาติสายตรง เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบผู้ที่สูบบุหรี่จะรู้ว่าเป็น..โรคหัวใจ..ได้อย่างไรมีเครื่องมือตรวจค้นหา ดังนี้             -Echocardiogram            ใช้ในการวินิจฉัย และพยากรณ์โรค รวมทั้งตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษาในโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถวัดขนาด และดูความสามารถในการทำงานของหัวใจ รวมถึงโครงสร้างต่างได้ดี             -Exercise Stress Test            คือการให้ผู้ป่วยออกกำลังกายโดยการเดินบนสายพานตามโปรแกรมที่กำหนดเพื่อมุ่งเน้นการตรวจหาภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ หรือขาดเลือดเป็นสำคัญหรืออาจใช้ตรวจหาการเต้น ผิดจังหวะที่เกิดร่วมกับการออกกำลังกายอีกด้วยการทดสอบชนิดนี้ใช้ในการวินิจฉัยแยกโรคในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกได้เป็นอย่างดี             -CIMT            Carotid Intima Media Thickness เป็นการตรวจวัดการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่คอ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด             -EKG            การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หัวใจโต ความผิดปกติของระดับเกลือแร่ในเลือด ฯลฯ             -ABI            Ankle-brachial index เป็นการตรวจวิเคราะห์ สมรรถภาพการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย เพื่อเช็คดูว่ามีโรคของหลอดเลือดแดงที่แขน หรือขาตีบหรือไม่             -Tilt Table Test            (การทดสอบภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการปรับระดับเตียง) เป็นการตรวจพิเศษเพื่อที่ใช้ทดสอบผู้ป่วย ที่มีอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อหาทางแก้ไขหรือรักษาให้ถูกต้องต่อไป เนื่องจากอาการเป็นลม หมดสติ เกิดได้จากหลายสาเหตุซึ่งอาจจะมาจากปัญหาทางด้านสมอง หัวใจ ความดันโลหิตต่ำ หรือความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ เป็นสาเหตุของการเป็นลมที่พบบ่อยที่สุด             -24 Hours Ambulatory ECG Recording            (การตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ชนิดพกพา) คือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง เป็นการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง ไว้กับตัวท่าน โดยที่ท่านสามารถกลับไปพักที่บ้าน หรือที่ทำงานได้ตามปกติการตรวจวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาจจะมีปัญหาใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมอยู่เสมอ เวียนศีรษะใจเต้นแรงผิดปกติเป็นประจำ               ด้วยความปรารถนาดี จากศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม