ภาวะตัวเหลืองในทารกรักษาได้

ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด พบได้ 50% โดยค่าสารเหลืองที่เราเห็นที่ผิวเด็กวัดได้จากการตรวจค่า บิลิรูบิน ในเลือดซึ่งเกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงในเด็ก ค่าบิลิรูบิน นี้จะถูกกำจัดโดยตับ และขับออกทางลำไส้ ผ่านทางอุจจาระของทารก สาเหตุหลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือภาวะตัวเหลืองแบบปกติ(Physiologic jaundice) จะไม่มีอันตราย ส่วนอีกกลุ่มคือภาวะตัวเหลืองแบบไม่ปกติ (Pathologic jaundice)เป็นอันตราย ทราบสาเหตุชัดเจน เกิดจากสาเหตุดังนี้ 1. มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้น 2. การที่ตับทำงานผิดปกติ 3. การที่ทารกได้กินนมมารดา สาเหตุสุดท้ายนี้กลไกไม่ได้ชัดเจนว่าเกิดจากอะไร วิธีการรักษา  ถ้ากลุ่มปกติ ทารกอายุ 7-10 วัน ค่าเหลืองจะค่อยๆลดลงเอง ส่วนในกลุ่มอันตราย ต้องรักษา โดยมีเกณฑ์การรักษาตาม (American academy of Pediatric ) ซึ่งมี 2 หลักในการรักษาคือ 1. ถ้าค่าเหลืองไม่สูงมากเราจะส่องไฟ จะทำให้ค่าเหลืองลดลง 2. ถ้าระดับค่าเหลืองสูงมาก หรือรักษาโดยการส่องไฟแล้วไม่ลด จะต้องทำการรักษาโดยเปลี่ยนถ่ายเลือด          มีคำกล่าวว่าให้พาทารกออกแดดก็จะดีขึ้น เรื่องนี้คุณหมอบอกว่าก็ช่วยได้บ้าง แต่ที่จริงความเข้มแสงของแสงแดดกับความเข้มแสงของไฟที่เราใช้รักษานั้นคนละความเข้มแสงกัน และระยะเวลาในการส่องไฟแตกต่างกัน ฉะนั้น จะช่วยรักษาได้ 100% เลยก็คงมิใช่          วิธีสังเกต คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตจากสีผิวลูกบริเวณใบหน้า,ลำตัวและขา ถ้าสังเกตว่าผิวลูกเหลืองมาถึงลำตัวแล้วควรพากลับมาโรงพยาบาลเพื่อเจาะเลือดรักษา           คุณแม่บางท่านกังวลว่าจะต้องหยุดให้นมช่วงส่องไฟหรือไม่ คุณหมอแนะนำว่า คุณแม่สามารถหยุดให้นมจากอกเมื่อมีค่าเหลืองสูงถึงค่าที่กำหนดเป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง จนค่าเหลืองลดลงเป็นปกติก็กลับมาทานนมแม่ได้ คุณแม่ไม่ต้องกังวล และถ้าค่าเหลืองลดลงแล้ว ทารกจะไม่กลับมาเป็นภาวะตัวเหลืองอีก                                                   สอบถามเพิ่มเติมได้ที่                                              แผนกกุมารเวช รพ.วิภาวดี                                           โทร 02-561-1111 ต่อ 4220, 4221

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อย่าเฉย…เมื่อชา เพราะอาการชา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสัญญาณอันตราย

อย่าเฉย…เมื่อชา เพราะอาการชา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสัญญาณอันตราย            “ชาตามปลายมือปลายเท้า”  หลายคนเคยเกิดอาการนี้ บางคนมีอาการเพียงชั่วครู่ บางคนมีอาการนานกว่านี้ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ทำให้เกิดความรำคาญได้ ในระยะแรกๆ มักไม่รบกวนชีวิตมากเท่ากับอาการปวด แต่ก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบประสาท ดังนั้นจึงควรหาสาเหตุและวิธีการแก้ไขอาการ ก่อนที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงอย่างอื่นตามมา      อาการชาเป็นอาการผิดปกติของระบบประสาท รับความรู้สึก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะที่นิ้ว มือ แขน เท้าหรือขา เป็นอาการที่มีความรู้สึกเจ็บ ปวด ร้อน หรือเย็นน้อยกว่าปกติหรือไม่มีความรู้สึกเลย บางคนอาจรู้สึกซ่าๆ ที่ปลายมือปลายเท้าหรือบริเวณอื่นหรือมีอาการเหมือนมีอะไรยุบยิบๆ ตามปลายมือปลายเท้า แล้วก็หายไปหรือเป็นตลอด ซึ่งอาการชาจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทส่งความรู้สึกของบริเวณที่เป็น  ทำงานบกพร่องไปแล้วอย่างน้อย50% โดยถ้าเส้นประสาทส่งความรู้สึกทำงานบกพร่องไปอย่างช้าๆ อาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติและมักตรวจพบได้ยาก แต่ถ้าเกิดการบกพร่องไปอย่างรวดเร็วจะเกิดอาการที่ชัดเจน      อาการมือเท้าชาสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาจเกิดจากการนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ทั่วถึง หรืออาจมีสาเหตุจากโรคบางโรค เช่น โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท งูสวัด เบาหวาน ปวดศีรษะไมเกรน ลมชัก หลอดเลือดสมอง เป็นต้น นอกจากนี้การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอก็อาจเป็นสาเหตุของความเสียหายของเส้นประสาทได้เช่นกัน โดยเฉพาะการขาดวิตามินB ต่างๆ เพราะวิตามิน B เหล่านั้นมีความจำเป็นต่อเส้นประสาทที่มีสภาพสมบูรณ์ หากรู้สึกเหน็บชาหรือมีอาการปวดเสียวบริเวณมือหรือเท้า นั่นอาจแสดงว่าเส้นประสาทได้รับการบำรุงไม่เพียงพอ      การบรรเทาอาการจากโรคเส้นประสาทมีได้หลายวิธี   เริ่มแรกควรรับประทานอาหารที่ให้มีปริมาณวิตามิน B ที่เพียงพอ ซึ่ง วิตามิน B1 B6 และ B12 เป็นวิตามินที่มีส่วนสำคัญต่อการบำรุงรักษาเส้นประสาท เราสามารถรับวิตามินเหล่านี้ได้จากอาหารหลายชนิด วิตามิน B1 พบได้ในธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี สารสกัดจากยีสต์ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว วิตามิน B6 พบได้ในอาหารจำพวกปลาทูน่า ผักโขม หรือผักตระกูลปวยเล้งและกล้วย ส่วนวิตามิน B12 ได้จากไข่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลประเภทกุ้ง ปู และผลิตภัณฑ์นม        วิตามิน B1 หรือไทอามีน (Thiamine) ทำหน้าที่สร้างชั้นที่ปกป้องเส้นประสาทขณะที่มีการรับส่งกระแสประสาทผ่านระบบสังเคราะห์สารสื่อประสาท การขาดไทอามีนจึงทำให้เกิดการทำลายเส้นประสาท สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างมากและรบกวนกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท นอกจากนี้อาจส่งผลต่อระบบเมแทบอลิซึม ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติและลดการเผาผลาญกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ควบคุม และทำให้เกิดโรคเส้นประสาทในที่สุด สัญญาณเตือนว่ามีอาการขาดวิตามินบี 1 เช่น รู้สึกเหนื่อยง่าย เริ่มเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน สมองมึนงง ความคิดสับสนวกวนจากการเสื่อมสภาพของระบบประสาทหากขาดรุนแรงก็อาจจะทำให้เกิดอาการทางการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กัน เหน็บชา (beriberi) เป็นต้น          วิตามิน B6 หรือไพริด็อกซีน (Pyridoxine) มีส่วนช่วยในการขนส่งกลูโคสในร่างกาย การขาดวิตามินนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ โดยระดับน้ำตาลในเลือดอาจทำลายระบบประสาท ทำให้เกิดโรคเส้นประสาทได้ การขาดวิตามิน B6 เป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดโรคปลายประสาทอักเสบในผู้ป่วยเบาหวาน         วิตามิน B12 หรือ โคบาลามิน (Cobalamin) มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบประสาท โดยส่งเสริมให้เกิดการสร้างและเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท เมื่อขาดวิตามิน B12 เป็นเวลานาน เนื้อเยื่อที่ห่อหุ้มและป้องกันเส้นประสาทเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโรคเส้นประสาทขึ้น        วิตามิน B ทั้งหมดเป็นวิตามินละลายน้ำ วิตามินที่เกินจำเป็นซึ่งร่างกายไม่ได้ใช้ก็จะถูกขับออกทางเหงื่อ หรือปัสสาวะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินอย่างเพียงพอ ถ้าอาหารมีปริมาณวิตามินไม่เพียงพอ อาจจะรับประทานอาหารเสริมเพื่อให้ได้รับวิตามิน B1 B6 B12 ให้เพียงพอต่อการบำรุงเส้นประสาท        การเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเลิกสูบบุหรี่ การลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอมีส่วนช่วยได้ แม้แต่เพียงการปรับเปลี่ยนง่ายๆ เช่น การสวมรองเท้าที่สบายและเหมาะสม หลีกเลี่ยงการนั่งเป็นเวลานาน และการแก้ไขท่าทางในชีวิตประจำวันก็ช่วยป้องกันการทำลายของประสาทได้ หากมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานการควบคุมน้ำตาลในเลือดเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่ามีการสึกหรอและเสื่อมอย่างช้า ๆ และจำเป็นมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป  พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  ทำให้เกิดอาการปวดเข่า  เข่าบวม  ข้อยึดติด  มีเสียงดังในเข่า  เข่าผิดรูปจนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ สาเหตุหลักได้แก่         1. เป็นผลจากความเสื่อม  และการใช้เข่าที่ไม่ถูกต้องมานาน          2. ความอ้วน  น้ำหนักตัวมาก ๆ ทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น         3. เคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณเข่ามาก่อน  เช่น กระดูกบริเวณเข่าหัก  ข้อเข่าเคลื่อนหลุด เส้นเอ็นฉีกขาด  หรือหมอนรองเข่าฉีกขาด        4. โรคข้ออักเสบ เช่น โรคเก๊าท์  หรือโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เป็นต้น การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ·        อาการปวดเริ่มแรก  สามารถบรรเทาด้วยยาแก้ปวดพาราเซตามอล  การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ  จะช่วยลดการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อขณะที่มีอาการปวดอยู่ได้  ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได  หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินมาก  ถ้าเดินควรใช้ไม้เท้าพยุงตัวเวลาเดิน  และใส่สนับเข่าเพื่อช่วยให้ข้อเข่ากระชับ ·        ควรหลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น  เช่น การนั่งพับเพียบ  คุกเข่า  นั่งขัดสมาธิและการนั่งยอง ๆ   ควรนั่งเก้าอี้ห้อยขา  หรือนั่งเหยียดขาตรง  อย่านั่งนาน ๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ และควรใช้โถส้วมแบบนั่งแทนแบบนั่งยอง ๆ ·        ลดน้ำหนัก  เพื่อลดแรงกดกระแทกที่ข้อเท้าเวลาเดินหรือยืน ·        บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ ·        ถ้าอาการไม่ทุเลาควรปรึกษาแพทย์     การรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยวิธีไม่ผ่าตัด 1.    ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำนของแพทย์ 2.    กินยาลดอาการปวด  อาการอักเสบ  การลดความเจ็บปวด  ทำได้หลายวิธี  เช่น ·        การใช้กระเป๋าน้ำร้อน ·        อัลตราซาวน์กระตุ้นไฟฟ้าและฝังเข็ม เป็นต้น 3.    ยาเลี้ยงข้อเทียม (กิน, ฉีด) 4.    การทำกายภาพบำบัด ·        การบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า   การรักษาโดยวิธีผ่าตัดในข้อเข่าเสื่อม   การรักษาโดยวิธีผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับสภาพข้อที่เสื่สอมและอายุคนไข้ -          การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ขาโก่งไม่มาก  และอยุยังไม่มาก จุดประสงค์คือการเปลี่ยนแนวแรงทำให้กระจายการรับน้ำหนักในข้อให้สม่ำเสมอขึ้น -          การเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วน (Unicompartmental Knee Replacement) เหมาะสำหรับข้อเข่าที่เสื่อมด้านเดียว -          การเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ (Total Knee Replacement) คือการเปลี่ยนข้อเข่าทั้งข้อ  มักทำในคนอายุมาก  และรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผล  ในคนที่มีข้อเสื่อมากมักต้องใช้วิธีนี้     การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแบบใหม่ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบใหม่นี้  จะมีขนาดแผลผ่าตัดเพียง 8-14 ซม. โดยตัดกล้ามเนื้อเหนือลูกสะบ้าเพียงเล็กน้อย  เท่าที่จะสามารถใส่ข้อเข่าเทียมได้ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ข้อเทียมที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพจากอเมริกาและยุโรป  เป็นวิธีที่ปัจจุบันยอมรับว่าได้มาตรฐานดีที่สุด     ข้อดี -          ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ  ทำให้ข้อเข่าฟื้นตัวได้เร็ว  และเจ็บปวดน้อยกว่า -          แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก -          ใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดสั้น วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ก่อนการผ่าตัด  อายุรแพทย์โรคหัวใจจะตรวจเช็คสภาพร่างกายของคนไข้อย่างละเอียด  เพื่อความปลอดภัยในการระงับความรู้สึกและการผ่าตัด การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2 ชม. หลังผ่าตัด 3 วันจะเริ่มหัดเดินใช้ไม้เท้า  และคนไข้จะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 5-7 วัน               การพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน  ทำให้ได้ข้อเทียมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับข้อเข่าธรรมชาติ  รวมทั้งเทคนิคการผ่าตัดที่ดี  ทำให้ข้อเทียมสามารถใช้งานได้เป็นเวลานานมากกว่า 15 ปี  ดังนั้นคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม  จึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคต้อหินคืออะไร

โรคต้อหินคืออะไร            โรคต้อหินเป็นกลุ่มโรคหนึ่งของขั้วประสาทตาที่ถูกทำลาย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักเกิดจากความดันในลูกตาสูง แต่ในโรคต้อหินบางชนิดอาจมีค่าความดันในลูกตาเป็นปกติ            โรคต้อหินเมื่อเป็นแล้วจะมีการทำลายของขั้วประสาทตาและเส้นใยประสาทตาแบบถาวรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คนไข้สูญเสียการมองเห็นและตาบอดในที่สุดชนิดของโรคต้อหิน            ต้อหินมีหลายชนิด โดยแบ่งเป็นชนิดหลักๆ ได้ 2 ชนิด คือ ต้อหินมุมเปิดและต้อหินมุมปิดต้อหินมุมเปิด            หมายถึง มุมระหว่างกระจกตาและม่านตาของคนไข้เป็นปกติ แต่ช่องทางที่น้ำในลูกตาไหลเวียนออกมีปัญหาไหลเวียนได้ไม่ดี น้ำจึงคั่งที่ช่องหน้าลูกตา ทำให้ความดันในลูกตาสูง ต้อหินมุมปิด            หมายถึง มุมระหว่างกระจกตาและม่านตาของคนไข้แคบกว่าปกติ ทำให้ไปขัดขวางช่องทางที่น้ำในลูกตาไหลเวียนออก น้ำในลูกตาจึงไม่สามารถไหลเวียนออกได้ ทำให้คนไข้มีความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอาการของโรคต้อหิน-           ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการผิดปกติ -           หากมีอาการตามัวหรือการมองเห็นแคบลง แสดงว่าโรคอยู่ในระยะรุนแรงแล้ว-            ผู้ป่วยต้อหินมักจะไม่มีอาการปวดตา ยกเว้น ผู้ป่วยโรคต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีความดันลูกตาสูงขึ้นแบบฉับพลัน การวินิจฉัยโรคต้อหิน            จักษุแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโรคต้อหิน โดยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจตาและตรวจการมองเห็น-           การตรวจตาโดยจักษุแพทย์-           การตรวจด้วยอุปกรณ์พิเศษ เช่นเครื่องสแกนขั้วประสาทตา-           การตรวจลานสายตา ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคต้อหิน            หากคุณมีความเสี่ยงดังต่อไปนี้ 1 ข้อ หรือมากกว่าคุณควรปรึกษาจักษุแพทย์-           อายุมากกว่า 40 ปี-           เชื้อชาติเอเชีย แอฟริกัน หรือเชื้อสายสเปน-           มีประวัติในครอบครัวเป็นต้อหิน-           มีสายตาสั้นมากหรือยาวมาก-           เคยเกิดอุบัติเหตุที่ตามาก่อน-           มีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน-           ประวัติของการไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ เช่น ไมเกรน เบาหวาน ควานดันโลหิตสูง เลือดจาง หรือภาวะช็อกกรณีฉุกเฉิน!!            ต้อหินอาจเกิดขึ้นได้เฉียบพลัน            ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ ให้รีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน-           มองไม่เห็นอย่างฉับพลันในตาข้างใดข้างหนึ่ง-           การมองเห็นมัวลงคล้ายเป็นหมอก-           เวลามองมีแสงแฟลชหรือจุดดำ-           เวลามองดวงไฟจะเห็นรัศมีเป็นสีรุ้ง-           มีอาการปวดตา หรือปวดหัวข้างเดียวกับที่ตามัว-           มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน การรักษาต้อหินและการป้องกันภาวะตาบอด            หากคุณเป็นต้อหิน สิ่งสำคัญ คือ การควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับปกติ และหยุดการทำลายของเส้นประสาทตาการควบคุมความดันตา ทำได้โดย:1.         การใช้ยาหยอดตารักษาต้อหิน-  เป็นวิธีขั้นพื้นฐานและได้ผลที่ดี     2.   การผ่าตัด หรือการใช้เลเซอร์รักษาต้อหิน            -  ทำในบางกรณี ทั้งนี้อาจต้องมีการใช้ยาหยอดตาร่วมด้วยสิ่งที่สำคัญที่ควรทราบ:1.         การใช้ยาหยอดตาไม่ได้ทำให้การมองเห็นหรือความรู้สึกในการรักษาดีขึ้น แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้การมองเห็นแย่ลง2.         การใช้ยาหยอดทุกวันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ3.         การประเมินผลการรักษา จำเป็นต้องมีการตรวจตามการนัดหมายของแพทย์ เพื่อดูผลของการรักษา                               ด้วยความปรารถนาดีจากคลินิกจักษุ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก

เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (Transcranial Magnetic Stimulation, TMS) เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก เป็นเครื่องที่อาศัยหลักการเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าผ่านขดเลือดเหนี่ยวนำเป็นคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งสามารถผ่านเนื้อเยื่อและกะโหลกศีรษะได้ ใช้ในการวินิจฉัยและการรักษาโรคทางสมอง ได้แก่ โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน โรคเส้นประสาทส่วนปลาย โรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น และใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก สามารถทำได้ 2 วิธีคือ1. การกระตุ้นด้วยคลื่นความถี่สูง โดยใช้ความแรงของการกระตุ้นตั้งแต่ 1 รอบต่อวินาทีขึ้นไป สำหรับรักษาโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น2. การกระตุ้นด้วยคลื่นความถี่ต่ำ โดยใช้ความแรงของการกระตุ้นต่ำกว่า 1 รอบต่อวินาที จะยับยั้งการทำงานของสมองที่ทำงานมากเกินไป เช่น โรคปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้นข้อบ่งใช้ในการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กโรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้นหลังอุบัติเหตุทางสมอง อาการปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง อาการปวดจากเส้นประสาท โรคสมอง ได้แก่ โรคอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน เป็นต้น วิธีการรักษาจะทำการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กวันละ 1 ครั้งจำนวน 5-10 วัน (เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการรักษาได้เต็มที่) ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ต่อการรักษา 1 ครั้ง ทั้งนี้แพทย์จะคอยถามและสังเกตอาการตลอดระยะเวลาในการกระตุ้น ผลการรักษาคลื่นแม่เหล็กจะส่งดีต่อการทำงานของวงจรในสมอง มีผลต่อสารสื่อประสาท หลายชนิด เช่น ซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทเกี่ยวกับโรคไมเกรน อาการเจ็บปวด และความเครียด ลดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง และลดอาการซึมเศร้า ข้อห้ามผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pace maker) ผู้ที่มีโลหะในศีรษะ เช่น เคยผ่าตัดหลอดเลือดสมองโป่งพองและใช้อุปกรณ์หนีบหลอดเลือด หรือตามร่างกาย โรคลมชักผลข้างเคียงที่พบมีความร้อนบริเวณที่กระตุ้น เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กทำให้อุณหภูมิภายในสมองสูงขึ้นแต่น้อยมากจะมีปวดตึงศีรษะบริเวณที่ทำการกระตุ้น คลื่นไส้ วิงเวียน อาการชัก อารมณ์พลุ่งพล่าน สำหรับผู้ป่วยจิตเวช ข้อแนะนำก่อนทำ1. แพทย์จะแนะนำการรักษา ข้อบ่งชี้ และข้อห้ามในการใช้เครื่องมือดังกล่าว2. ก่อนทำการกระตุ้นสมอง แพทย์จะกระตุ้นเส้นประสาทส่วนปลายก่อน เพื่อให้ร่างกายรับรู้และคุ้นเคยกับความแรงและความถี่ของการกระตุ้น3. เมื่อท่านคุ้นเคยแล้ว แพทย์จะกระตุ้นสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เป็น เช่น อัมพาต อัมพฤกษ์ จะกระตุ้นสมองด้านตรงกันข้ามกับอาการอ่อนนแรง เป็นต้น โดยกระตุ้นซ้ำเป็นชุดๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท                         โทร.0-2561-1111 ต่อ 1214

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เรื่องสั้นวันไตโรค2018 เรื่อง ไร้ไต ไม่ไร้หัวใจ

แพทย์หญิงอุษณา ลุวีระ อายุรแพทย์โรคไต เรื่องสั้นวันไตโรค2018 เรื่อง ไร้ไต ไม่ไร้หัวใจ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ฉันชื่อเด็กหญิงสมใจ   ใจดี  อายุ  10 ปี   แม่พาไปหาหมอเพราะมีอาการบวมทั้งตัว  มา1 สัปดาห์  หมอบอกว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง  ไตทำงานเพียง  10%  เท่านั้น  พ่อและแม่ ร้องไห้ เป็นทุกข์มาก  ฉันไม่เข้าใจ  หมอบอกว่ามีทางรักษาอย่าเสียใจไปเลย   หมอให้ยาขับปัสสาวะมารับประทาน    อาการบวมยุบลง  ฉันไปโรงเรียนได้    ต่อมาก็บวมทั้งตัวอีก  คราวนี้มีหอบด้วย  หน้าตาซีด  เพื่อนๆล้อว่า  ซีดเหมือนไก่ต้ม  แม่พาไปหาหมออีก  หมอบอกว่าต้องส่งไปโรงพยาบาลจังหวัด  เพราะหมอรักษาไม่เป็น  และเขียนจดหมายให้แม่นำไปหาหมอที่โรงพยาบาลจังหวัด  คนมากจัง  รอนานกว่าจะได้พบหมอ      ในที่สุดฉันก็ได้พบหมอ  หมอรับฉันเข้าโรงพยาบาล  เจาะเลือดไปตรวจ   เอ็กซเรย์  ให้อ๊อกซิเจน  และยาขับปัสสาวะ            ฉันยังคงเหนื่อยมาก  หมอจึงเจาะท้องเอาสายนิ่มๆใส่เข้าท้อง  ฉันเจ็บไม่มาก  หมอเอาน้ำยาจากถุงใส่เข้าท้องครึ่งถุง  ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วถ่ายออก  ใส่น้ำยาที่เหลือจนหมดถุง  ทำซ้ำๆกัน  ฉันเหนื่อยและบวมน้อยลง  หมอให้เลือด2ถุงและฉีดยาให้   อีก  2 สัปดาห์หมอให้กลับบ้านได้และสอนให้แม่เปลี่ยนน้ำยาที่บ้าน  โดยปล่อยน้ำยาจากถุงเข้าช่องท้องทางสายที่เจาะเข้าช่องท้องครึ่งถุงทิ้งไว้ 4  ชั่วโมง  แล้วปล่อยน้ำยาออกจากช่องท้องลงใส่ถุงอีกใบหนึ่ง   และปล่อยน้ำยาที่เหลือเข้าท้องจนหมดถุง ปลดถุงออก    ฉันสามารถเดิน  วิ่งได้  ไม่เหนื่อย  ไปโรงเรียนได้   เปลี่ยนน้ำยาขนาด2ลิตร วันละ  3 ถุง     ก่อนไปโรงเรียนแม่จะเปลี่ยนเอาน้ำยาเข้าท้อง  แล้วปลดถุงออก     ตอนเย็นแม่จะปล่อยน้ำยาออก  แล้วใส่น้ำยาใหม่เข้าท้องเปลี่ยนจนครบวันละ 3 ถุง  ฉันสบายดี  กินอาหารได้ดี  นอนหลับได้ ไม่เหนื่อย   หมอแนะนำให้ผ่าตัดปลูกถ่ายไต  โดยให้  พ่อ หรือ  แม่  บริจาคไตให้ฉัน   ฉันจะหายเป็นปกติ   แม่ตกลงใจยกไตให้ฉันหนึ่งข้าง  หมอตรวจเนื้อเยื่อและกลุ่มเลือดพบว่าเข้ากันได้  วันผ่าตัดฉันเจ็บแผลไม่มากแต่แม่เจ็บมากกว่าฉัน  หลังผ่าตัดมีปัสสาวะออกมากทันที   หมอพอใจมาก  ต้องรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง  ประมาณ 2  สัปดาห์  ฉันออกจากโรงพยาบาล กลับมาเรียนหนังสือ  ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด  พบแพทย์ทุก  2 เดีอน  ฉันสบายดี   ตัวโตขึ้น  ฉันเรียนจบปริญญาตรี  ได้ทำงานที่บริษัทใกล้บ้าน   เมื่อฉันอายุได้  25  ปี  หมอบอกว่าไตของฉันทำงานไม่ดี  หมอพยายามให้ยาหลายอย่าง  สุดท้ายฉันมีอาการตัวบวม  หอบเหนื่อย  ซีด   คลื่นไส้   อาเจียน  หมอบอกว่าไตฉันเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายอีกครั้ง   ต้องฟอกเลือด   เนื่องจากฉันทำงานที่บริษัท  มีสิทธิรักษาโดยกองทุนประกันสังคม    ฉันเลือกรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม  ซึ่งกองทุนประกันสังคมออกเงินให้    ครั้งแรกฟอกเลือดที่โรงพยาบาลจังหวัด   ต่อมาย้ายมาฟอกเลือดที่หน่วยไตเทียมข้างที่ทำงานของฉัน    สัปดาห์ละ3  ครั้ง  ๆละ4 ชั่วโมง  ต้องถูกเข็มแทงที่แขนเอาเลือดออกมาฟอกทุกครั้ง  ฉันสบายดีแต่เสียเวลามานอนฟอกเลือด  ไม่มีเวลาเที่ยวเตร่  ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อชดเชยที่เสียเวลาฟอกเลือด   หมอแนะนำให้ฉันปลูกถ่ายไตอีกครั้ง  พ่ออายุมากเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง    ให้ไตไม่ได้  พี่สาวมีลูกอ่อน    น้องชายอายุ 18 ปี  หมอแนะนำให้ไปลงทะเบียนรอไตบริจาคจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ  สภากาชาดไทย  ฉันรออยู่ 5 ปี   ฉันอายุุ 30  ปี วันหนึ่งหมอเรียกให้ไปรับการปลูกถ่ายไต ซึ่งได้ไตจากผู้บริจาคสมองตาย  กลุ่มเลือดและเนื้อเยื่อเข้ากับฉันได้ดี    การผ่าตัดประสบความสำเร็จไม่มีโรคแทรกซ้อน   ปัสสาวะออกดี  ฉันรับประทานยาหลายชนิดตามแพทย์สั่ง  หลังจากออกจากโรงพยาบาล   ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและรับยาทุก 2 เดือน  ไตทำงานได้ดี   2 ปีต่อมาฉันแต่งงานกับแฟนฉัน   และอีก 1ปี ต่อมาฉันตั้งครรภ์และคลอดลูกเป็นผู้ชาย  น้ำหนัก 2800 กรัม   แข็งแรงทั้งแม่และลูก  ลูกชายฉันน่ารักมาก  เลี้ยงง่าย  ครอบครัวเรามีความสุขมาก  ฉันขอให้ทุกคนที่เป็นโรคไตเหมือนฉัน  จงมีกำลังใจ อดทนรักษาตัวเองตามหมอสั่ง  รับประทานยา  อาหารที่ถูกต้อง 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

หน้าที่ของไต และ 10นิสัยร้ายทำลาย

ไต          ไต เป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วเหลือง มี 2 ข้าง อยู่ด้านหลังใต้กระดูกชายโครงบั้นเอว ซ้ายขวาข้างละ 1 อันหน้าที่ของไต1.       ขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหาร 2.       รักษาความสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย3.       สร้างสารควบคุมความดันโลหิต4.       กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด5.       กำจัดสารพิษ สารเคมี รวมทั้งขับถ่ายยาออกจากร่างกาย 10  นิสัยร้ายทำลาย “ไต”1.       กลั้นปัสสาวะ Holding Urine2.       ดื่มน้ำไม่เพียงพอ Do not Drinking Enoungh Water3.       รับประทานอาหารรสเค็มมากเกินไป Excessive Salt Intake 4.       ไม่รักษาอการติดเชื้อทั่วไปอย่างถูกต้องในทันที Do Not Treat The Intection Immediately5.       รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป Excessive Animal Protein Intake6.       ใช้ยาฉีดอินซูลิน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน To Long Use Of Insulin7.       ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป Excessive Alcohl Use8.       พักผ่อนไม่เพียงพอ Sleep Deprivation9.       ใช้ยาระงับความเจ็บปวดบ่อย ๆ Painkillers Abuse10.      รับประทานอาหารไม่เพียงพอ Vitamin and Mineral Deficiency       ด้วยความปรารถนาดี รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม