ความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก กับ โรคมะเร็ง

ความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก กับ โรคมะเร็ง รู้ทันมะเร็ง : 4 กุมภาพันธ์ วันมะเร็งโลก  โดย นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สำหรับปี 2557 ได้กำหนดหัวข้อการรณรงค์เรื่องการทำลายความเชื่อที่ผิด 4 ประเด็นหลัก  ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 1           เราไม่ควรพูดคุยกันเรื่องโรคมะเร็ง เพราะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าหรือเป็นเรื่องที่น่าอาย ที่ต้องการปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ แต่ความจริงคือการที่ได้พูดคุยกันเรื่องโรคมะเร็ง รวมไปถึงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็งในสังคม จะช่วยให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในการดูแลตนเองตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรองค้นหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้องและได้ผลการรักษาที่ดี และการที่ผู้ป่วยมีโอกาสพูดคุย จะสามารถระบายและสามารถปรึกษาผู้อื่นรวมถึงญาติพี่น้อง ซึ่งจะช่วยให้ความวิตกกังวลลดลง รวมถึงผู้ที่ดูแลผู้ป่วยก็จะมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลและให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 2            มะเร็งเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ซึ่งความจริงก็คือมะเร็งหลายชนิดมีอาการและอาการแสดงนำมาก่อน ที่ทั่วโลกต่างรณรงค์กันเรื่อง 7 สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งอันประกอบด้วย ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปร แผลที่ไม่รู้จักหาย ร่างกายมีก้อนตุ่ม กลุ้มใจเรื่องกลืนกินอาหาร ทวารทั้งหลายมีเลือดไหล ไฝหูดที่เปลี่ยนไป ไอและเสียงแหบเรื้อรัง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้ แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่พึ่งเริ่มมีอาการ โอกาสที่จะรักษาหายขาดก็มีมาก ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 3             เราไม่สามารถทำอะไรได้กับมะเร็ง เรียกว่ามะเร็งเป็นสิ่งที่เราจัดการอะไรไม่ได้เลย เป็นมะเร็งเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตเป็นเรื่องของเวรกรรม แต่แท้จริงแล้วเราสามารถป้องกันไม่ให้ตนเองเป็นมะเร็งหลายชนิดได้ ด้วยการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็ง การปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง โดยต้องร่วมมือกันในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในระดับบุคคล ระดับสังคมและนโยบายระดับประเทศ รวมถึงการออกกฎหมายควบคุมและดำเนินการอย่างจริงจัง ก็จะสามารถลดการเกิดมะเร็งในภาพรวมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ความเชื่อที่ผิดประเด็นที่ 4            เราไม่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยทุกสิทธิ์การรักษาสามารถได้รับการรักษาโรคมะเร็งได้ทุกคนทั้ง 3 กองทุนคือ สิทธิ์ตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิ์ประกันสังคม สิทธิ์กรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเสียเงินรักษาเอง หรือไปรักษาในแนวทางที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งหลายรายเสียโอกาสที่สำคัญที่จะหายขาดจากโรคเลยล่ะครับ...เชื่อผมสิ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร

               โรคเส้นเลือดสมองตีบ   อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นอาการที่คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้สูงอายุจะเกรงกลัวกันมาก ซึ่งอาการดังกล่าวหมายถึง การที่แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และมักจะไม่ค่อยหาย     หรือหายแต่ไม่หายสนิทใช้เวลาฟื้นฟูสมรรถภาพค่อนข้างนาน มีความพิการหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย  สาเหตุของอาการดังกล่าวมีได้ หลายอย่าง       แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ ประมาณ80-90% ก็คือ โรคหลอดเลือดสมอง ที่เหลือ ก็เป็นสาเหตุอื่นๆเช่น เนื้องอกในสมอง ฝีในสมองเป็นต้น  เส้นเลือด สมองตีบหมายถึงอะไร                 เส้นเลือดสมองตีบ เป็นโรคหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย 3 โรคหลักๆ ได้แก่ เส้นเลือดสมองตีบ แตก และ อุดตัน โดยที่เส้นเลือด สมองตีบเป็นแบบที่พบได้มากที่สุด(80-85%) เส้นเลือดที่ ตีบเกิดจากการหนาตัวของผนังหลอดเลือด รวมทั้งอาจมีเกล็ดเลือด หรือองค์ประกอบอื่นๆ ของเลือด มาสะสมตามผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง ถ้าเป็นมาก ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียง และเกิดความเสียหายต่อเซลสมองบริเวณนั้นๆ    มีอาการ อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ • แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) • ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก • พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา) • เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน • มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมี โอกาสเป็นบ้าง อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลด มีอาการ อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสมองมี หลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับบริเวณของสมองที่มีเส้นเลือดตีบ อาการที่พบได้แก่ • แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) • ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก • พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา) • เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน • มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง              โดยลักษณะสำคัญของอาการที่เกิดคือ เป็นค่อนข้างเร็ว กระทันหัน ภายในเวลาเป็นนาที หรืออาจเป็นหลังตื่นนอน   โดยที่ก่อนเข้านอนยังปกติอยู่ ใครมี โอกาสเป็นบ้าง      อายุที่ มากขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ที่ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้ยังมีอีกหลายอย่าง ซึ่งถ้าเราคุมได้ดีก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากแม้จะ ไม่100% ก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ • ความดันโลหิตสูง • เบาหวาน • ไขมันในเลือดสูง • การสูบบุหรี่ • โรคหัวใจบางชนิด วินิจฉัย อย่างไร              อาศัยการซัก ประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจทางทางระบบประสาท และการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ในบางรายหากสงสัยว่าอาจเป็นอย่างอื่น แพทย์ที่ตรวจอาจให้ตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) แทนการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การทำ CT scan ของสมอง จะช่วยให้แยกได้ระหว่างเส้นเลือดตีบหรือแตก ซึ่งการรักษาจะต่างกันไป   รักษาให้หายขาด ได้หรือไม่               ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ รักษาอาการที่เกิดขึ้นได้โดยตรง แต่ผู้ป่วยแต่ละคนมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการทำกายภาพบำบัดเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปในเรื่องของการฟื้นตัวว่าจะดีขึ้นได้ถึง ระดับใด โดยอาจพอบอกแนวโน้มได้คร่าวๆหลังเกิดอาการ2-4 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ทำนายได้ถูกต้องแน่นอนเสมอไป เป็นเพียงแนวโน้ม เช่น ถ้าผ่านไป2 สัปดาห์ อาการอ่อนแรงดีขึ้นมากพอสมควร ก็อาจบอกได้ว่ามีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้มาก บางรายทำกายภาพบำบัดไป3-6 เดือน ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร ก็อาจมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลานานหรืออาจไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก  ยาที่ใช้ รักษามีอะไรบ้าง                   ยาที่ใช้ในโรคนี้ ใช้เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ เนื่องจากถ้าเป็นครั้งหนึ่งแล้ว จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นซ้ำได้ ยาที่สำคัญคือยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรซื้อทานเองเนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ ยาที่มีความสำคัญมากอีกกลุ่มหนึ่ง คือยาที่ใช้คุมปัจจัยเสี่ยงในรายที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ยาเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องโดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่ เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ถ้าคุมโรคเหล่านี้ได้ดี โอกาสเป็นเส้นเลือดสมองตีบก็จะน้อยลงไปมาก ควรงดสูบบุหรี่ เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ และการเลิกขึ้นอยู่กับจิตใจเท่านั้น โดยแทบไม่ต้องใช้ยาใดๆ การทำ กายภาพบำบัด มีส่วนสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสที่ทำให้ส่วนที่อ่อนแรง กลับมามีแรงมากขึ้นได้ ส่วนยาที่ทาน จะเน้นไปที่การป้องกันการเกิดซ้ำของเส้นเลือดสมองตีบ ดังนั้น แม้ทานยาครบ แต่ไม่ค่อยทำกายภาพบำบัด ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้เท่าที่ควร  ยา บำรุงสมองช่วยได้หรือไม่              มีคนพูดถึงยาบำรุงสมอง แปะก๊วย อาหารเสริม ฯลฯ ว่าจะช่วยให้อัมพาตหายได้หรือไม่ รวมทั้งการรักษาในแนวอื่นๆอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งยาฉีดบางชนิดที่ราคาแพง ซึ่งทุกอย่างดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ทางการแพทย์ว่าได้ผล และการรักษาบางอย่างอาจเกิดผลเสียกับผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าไม่แน่ใจ จึงไม่ควรทานหรือฉีด             ยาหม้อ เป็นยาที่นิยมมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งนอกจากไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายได้หลายรูปแบบ แต่คนนิยมทาน เนื่องจากในยาหม้อ มีสารที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกสบาย เหมือนจะดีขึ้น ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็จะดีขึ้น แต่เป็นเพียงความรู้สึก และเป็นชั่วคราว ในระยะยาวไม่มีผล และสารนี้ทำให้เกิดอาการตามมาได้หลายอย่าง เช่น น้ำตาลในเลือดสูง โรคกระเพาะ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย หน้าบวม ฯลฯ บางรายที่ทานนานๆ เมื่อหยุดทานก็จะเกิดอาการไม่สบายได้หลายรูปแบบ ยาหม้อจึงเป็นยาที่ไม่ควรทานโดยเด็ดขาด ทำไม บางคนหาหมอพระ หรือทานยาหม้อแล้วหายดี กลับมาเดินได้              อย่างที่กล่าวในตอนต้น คือโรคนี้เป็นโรคที่ในระยะแรกๆทำนายได้ยาก ว่าแต่ละคนจะดีขึ้นได้แค่ไหน หรือใช้เวลาเท่าใด บางรายอาจดีขึ้นเองโดยไม่ได้ทานยาอะไรเลยก็เป็นได้ บางรายทานยาทุกอย่าง ทำกายภาพบำบัดเต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยดีขึ้นมากนักก็เป็นได้ ดังนั้นในรายที่ทานยาหม้อหรือรักษาแบบอื่นๆใดๆก็ตามแล้วดีขึ้น มักเกิดจากการที่คนนั้นจะดีขึ้นเองอยู่แล้ว แต่บังเอิญไปทานยาหม้อด้วย คนจึงเข้าใจว่าดีจากยาหม้อแล้วจึงนำไปบอกกันปากต่อปาก จึงกลายเป็นที่นิยมกันไป แต่ในรายที่ไม่ดีขึ้นหรือเกิดผลข้างเคียงจากยาหม้อ คนทั่วไปก็จะไม่ค่อยพูดถึง หรืออาจโทษว่า อาการที่แย่ลงเป็นจากตัวโรคเส้นเลือดสมองตีบเอง ทำไม แพทย์มักมีอคติ หรือปิดกั้นการรักษาแบบอื่นๆที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน                แพทย์ไม่ได้ปิดกั้นหรือมีอคติ ใดๆ เนื่องจากแพทย์ทุกคนทราบว่าในเมื่อขณะนี้ แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ทุกราย ญาติผู้ป่วยก็อยากลองพึ่งการรักษาทางอื่นดูบ้าง เผื่อว่าอาจได้ผล แพทย์ส่วนมากก็ให้ลองได้ แต่ต้องเป็นการรักษาหรือเป็นยาที่ไม่เกิดอันตรายใดๆกับผู้ ป่วย แต่การรักษาหลายอย่าง อาจเกิดอันตรายได้ เช่น ยาหม้อ การนวดโดยการเหยียบ การนอนในทรายดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แพทย์จำเป็นต้องชี้แจง  นอกจากนี้ ยังมีอีกประเภทที่ต้องชี้แจง แม้อาจไม่มีอันตรายนัก แต่เกิดจากการหวังผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของผู้ป่วยและญาติ เช่น อาหารเสริม เตียงแม่เหล็ก วิตามินบางชนิด ยาฉีดแพงๆซึ่งอ้างว่ามาจากเมืองนอก เป็นต้น โดยการโฆษณาชวนเชื่อ เกินความจริง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเอาผิดทางกฏหมายกับคนกลุ่มนี้แล้ว   สามารถ ป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบได้หรือไม่                เนื่องจากเป็นโรคที่ถ้าเป็นแล้ว มักไม่หายสนิท เหลือความพิการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย การป้องกันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ควรควบคุมโรคเหล่านั้นให้ดี ไม่ขาดยา ตั้งใจควบคุมอาหาร จะลดโอกาสการเป็นอัมพาตลงได้มาก รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ หลีกเลี่ยงของมึนเมา ควรตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัย เสี่ยงทุกปี โดยเฉพาะถ้าอายุมากกว่า 30-35ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวมีโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเราอาจมีโรคเหล่านั้นได้ เนื่องจากส่วนมากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้ว   หลักสำคัญๆ ได้แก่ 1. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่าง เคร่งครัด ห้ามขาดยา พบแพทย์ตามนัด 2. ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยอาจทำเองที่บ้านได้หลังจากออกจากโรงพยาบาล 3. ให้กำลังใจผู้ป่วย เนื่องจากโรคนี้พบว่าผู้ป่วยมีโอกาสมากที่จะมีโรคซึมเศร้า หรือเครียดร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการที่เคยทำอะไรได้ แล้วมาทำไม่ได้ 4. ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยกลับบ้าน  ในรายที่เดินไม่ได้ นอนอยู่กับเตียง ต้องพลิกตัว จับนั่งบ่อยๆ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ แผลกดทับ ทางเดินปัสสาวะอักเสบเป็นต้น ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะสอนการดูแลเหล่านี้ รวมทั้งการให้อาหารทางสายยาง(ถ้าต้องใส่)                  ด้วยความปรารถนาดี จากโรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กินเจให้สุขภาพดี

            กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีการกินเจเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยยึดหลัก 3 ประการ คือ สะอาด ถูกหลักโภชนาการ และอาหารปลอดภัย เน้นให้ผู้บริโภครับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกผักผลไม้ที่มีความหลากหลาย หรือให้ครบ 5 สี พร้อมทั้งให้ความสำคัญด้านความสะอาดล้างผักและผลไม้ทุกครั้งก่อนนำมารับประทานเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ย้ำผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้ถูกหลักสุขาภิบาลเพื่อการสร้างสุขภาพที่ดี วันที่ 4 ต.ค. 56 ที่ ตลาดสามย่าน เขตปทุมวัน กทม. กรมอนามัยจัดรณรงค์ “สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่...กินเจมั่นใจ ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ” เนื่องจากเทศกาลกินเจเป็นการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้กุศล ตลอดจนทำให้สุขภาพดี แต่สิ่งที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึงความสำคัญคือ การเลือกกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและปรุงประกอบที่สะอาดถูกสุขอนามัย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน แม้ต้องละเว้นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ซึ่งให้โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ประชาชนสามารถกินโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร เพื่อเป็นการทดแทนได้ หรือเลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร               ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การกินเจเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการยึดหลัก 3 ประการ คือ                1) ความสะอาด ด้วยการดูแลความสะอาดตั้งแต่กระบวนการเตรียมวัตถุดิบ โดยเฉพาะการล้างผักและผลไม้เพื่อป้องกันสารเคมีและยาฆ่าแมลงตกค้างด้วยการลอกเปลือกด้านนอกออกล้างผ่านน้ำก๊อกที่ไหลนาน 2 นาที หรือแช่ในน้ำผสมเกลือ หรือน้ำผสมน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้นาน 10-15 นาที หรือแช่ในน้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 กะละมัง หรือน้ำประมาณ 4 ลิตร จากนั้นนำมาผักและผลไม้มาล้างน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้สารพิษที่ตกค้างออกให้หมดช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม สำหรับผู้ประกอบการต้องปรุงอาหารให้สุก ไม่ใช้เขียงหรือมีดร่วมกันระหว่างอาหารสดและอาหารดิบ ไม่นำอาหารหรือสิ่งของมาแช่รวมกับน้ำแข็งสำหรับบริโภค ควรสวมถุงมือหรือใช้อุปกรณ์ในการหยิบจับอาหารทุกครั้ง ใส่ผ้ากันเปื้อนและหมวกคลุมผม รวมทั้งล้างมือก่อนปรุงอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง               2) ถูกหลักโภชนาการ คือ ปรุงอาหารด้วยการยำ ต้ม นึ่ง ลดอาหารประเภทผัด ทอด และอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด เลือกรับประทานผักและผลไม้หลากสีหรือให้ครบ 5 สี ได้แก่ สีขาว จากขิง เห็ด กะกล่ำดอก ผักกาดขาว กล้วย ลูกแพร์ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจและมะเร็ง มีประโยชน์ต่อระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย สีม่วง-น้ำเงิน จากดอกอัญชัน กะหล่ำปลีสีม่วง มะเชือม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว องุ่น ลูกหม่อน ลูกพรุน แอปเปิ้ลแดง แบล็คเบอรี่ บลูเบอรี่ ช่วยขจัดสารก่อมะเร็ง สีเขียวและเขียวอมเหลือง จากตำลึง คะน้า บล็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก ตำลึง ตัว ผักขม ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเตากะหล่ำปลี สีเขียว อโวคาโดและแอปเปิ้ลเขียว มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ขจัดกลิ่นตัว เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน บำรุงตับ และกระตุ้นระบบของการของเสียในร่างกาย สีเหลือง-ส้ม จากข้าวโพด มะม่วง ส้ม แคนตาลูป เสาวรส แตงโมเหลือง แครอท ฟักทอง มะละกอ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ลดระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือด ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน และสีแดง จากแตงโม แอปเปิ้ลแดง องุ่นแดง มะเขือเทศ ทับทิม พริกแดง กระเจี๊ยบ บีทรูท และแคนเบอรี่ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดปริมาณไขมันตัวร้ายในเลือด ยับยั้งหรือป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก งดบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หัวหอม กระเทียม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ             3) อาหารปลอดภัย คือ การเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง เช่น ตลาดสดของกรมอนามัย ร้านอาหารที่มีป้ายสัญลักษณ์ Clean Food Good Taste เครื่องปรุงรสที่มีสัญลักษณ์ อย.และมอก. กำกับทุกครั้ง ขอบคุณที่มา : -หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  -สสส.

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Stroke Fast Track โรคหลอดเลือดสมองตีบ

Stroke Fast Track นายแพทย์อิทธิกร แซ่เล้า อายุรแพทย์ระบบประสาทวิทยา ประจำโรงพยาบาลวิภาวดีกล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากเส้นเลือดสมองที่ตีบตัน ทำให้เนื้อสมองขาดเลือด และเนื้อสมองก็จะเริ่มตาย โดยเริ่มต้นจากเนื้อสมองส่วนตรงกลางก่อน และค่อยๆเพิ่มขนาดของเนื้อสมองที่ตาย ออกมาสู่สมองส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาต Stroke  Fast  Track      นายแพทย์อิทธิกร  แซ่เล้า  อายุรแพทย์ระบบประสาทวิทยา ประจำโรงพยาบาลวิภาวดีกล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากเส้นเลือดสมองที่ตีบตัน ทำให้เนื้อสมองขาดเลือด และเนื้อสมองก็จะเริ่มตาย โดยเริ่มต้นจากเนื้อสมองส่วนตรงกลางก่อน และค่อยๆเพิ่มขนาดของเนื้อสมองที่ตาย ออกมาสู่สมองส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาต      ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ได้ค้นพบว่าภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง หรือ 270 นาที  หลังจากผู้ป่วยเกิดอาการ  ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญ ที่แพทย์จะใช้ในการวางแผน การรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดมาเลี้ยง (Cerebral  Infartion)  หรือ โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) โดยการใช้ยาละลายลิ่มเลือด เรียกว่า Thrombolytic  Therapy       เวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง หรือ 270 นาที  คือ นับตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้ป่วยมีอาการ จนถึงเวลาที่แพทย์ฉีดยาละลายลิ่มเลือดเข้าทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลช้ากว่านี้ มักจะไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากเนื้อสมองสามารถทนการขาดเลือดได้นานเพียง  270  นาที  หลังจากนั้นเนื้อสมองจะตาย และไม่ตอบสนองต่อการรักษา ด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด  ในทางการแพทย์จึงเรียกแผนการรักษานี้ว่า “Stroke  Fast  Track  หรือ  ทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง  หรือ 270 นาทีชีวิต” อาการที่ผิดปกติและเป็นสัญญาณเตือนว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ  คือ 1...Symptoms and signs (ข้อใดข้อหนึ่ง)         - แขนขาอ่อนแรกครึ่งซีก (hemiparesis)       - แขนขาชาครึ่งซีก (hemisensory loss)       - แขนขาอ่อนแรงทั้ง 2 ข้าง       - พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง (slurred speech oret)       - มองเห็นภาพซ้อน (double vision  or dij)       - พูดไม่ออก ฟังไม่เข้าใจ (aphasia)       - ตามองเห็นภาพไม่ชัด (hemianopia , mor)       - เดินเซทรงตัวไม่อยู่ (ataxin)       - เวียนหัว บ้านหมุน 2…Time course  ข้อใดข้อหนึ่ง       - เป็นอย่างรวดเร็ว หรือ ทันทีทันใด       - เป็นหลังตื่นนอน สำหรับปัจจัยเสี่ยง ของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ คือ     - เพศ   ผู้ชายมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่าผู้หญิง     - อายุ   อายุที่สูงขึ้น  ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง   ซึ่งหมายถึง เมื่ออายุมากขึ้นโอกาสในการเกิดโรคก็ยิ่งมากขึ้น     -  ประวัติครอบครัว   ผู้ที่มีประวัติทางครอบครัว ญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้อง) ที่เป็นโรคนี้ ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้     - โรคประจำตัว  ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง  โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ     - ผู้ที่สูบบุหรี่     - ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ สาเหตุ       1.ไขมันเกาะผนังหลอดเลือด(Atherosclerosis)      2.ลิ่มเลือดหลุดลอยจากหัวใจ (Cardiac  emboli)      3.ผนังหลอดเลือดฉีกขาด (Arterial dissection)      4.อื่นๆ เช่น                - หลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis)                - เลือดหนืดข้น (Hyperviscosity)                - เลือดแข็งตัวผิดปกติ (Hypercoagulability) ปัจจัยเสี่ยง   แบ่งเป็น ปัจจัยที่ป้องกันไม่ได้  ได้แก่ ·อายุ อายุที่สูงขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไปมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบได้มากขึ้น ·เพศ ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย ประวัติครอบครัวผู้ที่มีโรคนี้โดยตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง)ที่เป็นโรคนี้ ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากขึ้น ปัจจัยที่ป้องกันได้  ได้แก่ ·โรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจบางชนิด (โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโรคลิ้นหัวใจผิดปกติ) ·สูบบุหรี่ ·ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ·ขาดการออกกำลังกาย         โรคหลอดเลือดสมองตีบสามารถป้องกันได้ โดยควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแต่หากเกิดอาการผิดปกติที่ต้องสงสัยโรคนี้จะต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้าทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง หรือ 270 นาทีชีวิต (Stroke Fast Track) การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ        สำหรับโรงพยาบาลวิภาวดี มีทีมแพทย์ พยาบาล และสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมให้การรักษาโดยจะรีบคัดกรองอาการผิดปกติดังกล่าวของผู้ป่วยว่าใช่โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือไม่ เพื่อเข้าแผนการรักษา Stroke Fast Track ตามขั้นตอนการให้บริการทั้งหมด ตั้งแต่ท่านมาถึงโรงพยาบาลจนกระทั่งได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วประมาณ 60 นาที ซึ่งจะรวมการตรวจร่างกายทางระบบประสาท ตรวจเลือด และตรวจภาพสแกนคอมพิวเตอร์สมอง (CT brain) หากผู้ป่วยมีอาการในระยะเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง และไม่มีข้อห้ามของการให้ยา จะได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Recombinant Tissue Plasminogen  Activator ; rtpa)ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบันนี้ ทางศูนย์สมองและระบบประสาท(Neurology Center) ขอชี้แจงประโยชน์และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ดังนี้ ประโยชน์ที่ได้รับ        จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีอาการดีขึ้น (มีความพิการเหลืออยู่เล็กน้อย หรือ หายเป็นปกติภายหลัง 3 เดือน) มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาถึง 30 % ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น         จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เลือดออกในสมอง 6.4% เทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา พบ 0.6% เลือดออกที่ร่างกายส่วนอื่นๆ การแพ้ยาแต่อย่างไรก็ตามการคัดเลือกสภาวะผู้ป่วยที่เหมาะสมจะสามารถช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อีก การรักษาอื่นๆ         กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด(Antiplatelet) หรือ ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Anticoagulant) เพื่อป้องกันแทนร่วมกับการดูแลในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Unit) เพื่อดูแลภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและการไหลเวียนของเลือด ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความดันโลหิตและสารเคมีที่สำคัญในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปกติและทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยต่อไป  โรคหลอดเลือดสมองตีบ สามารถป้องกันและลดโอกาสสียชีวิตได้ โดยการรักษาควบคุม      ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ เช่น ดูแลโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน ไม่สูบบุหรี่  ไม่ดื่มสุรา และถ้าเกิดอาการผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด “270 นาทีชีวิต   Stroke  fast  Track”         โรงพยาบาลวิภาวดี  มีทีมแพทย์ ทีมพยาบาลพร้อมให้การรักษา โดยจะรีบคัดกรอง อาการผิดปกติดังกล่าวของผู้ป่วย ว่าใช่โรคอัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ เพื่อเข้าแผนการรักษา   Stroke  fast  Track ตามขั้นตอนการให้บริการทั้งหมดตั้งแต่ท่านมาถึงโรงพยาบาล จนกระทั่งได้รับการรักษาใช้เวลาอย่างรวดเร็ว ประมาณ  60-90  นาที  แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลวิภาวดี 0-2561-1111 กด 1

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อลูกเป็นโรคหอบหืด

           เมื่อลูกเป็นโรคหอบหืด โดย ผศ.พญ.อาภัสสร วัฒนาศรมศิริ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี ทราบได้อย่างไรว่าลูกมีอาการหอบหืด ลูกจะหายใจเร็วและแรงกว่าปกติ อาจได้ยินเสียงหวีดขณะหายใจ หน้าอกบุ๋ม และอาจเห็นปีกจมูกบาน เด็กที่พูดได้จะบอกว่าเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ถ้าเป็นมากลูกจะเหนื่อยจนไม่มีแรงพูด อาจพบว่าริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำได้ ทราบได้อย่างไรว่าลูกมีอาการหอบหืด            ลูกจะหายใจเร็วและแรงกว่าปกติ อาจได้ยินเสียงหวีดขณะหายใจ หน้าอกบุ๋ม และอาจเห็นปีกจมูกบาน เด็กที่พูดได้จะบอกว่าเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ถ้าเป็นมากลูกจะเหนื่อยจนไม่มีแรงพูด อาจพบว่าริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำได้ หอบและหอบหืดต่างกันอย่างไร หอบอาจเกิดจากโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหลอดลม ส่วนหอบหืดเกิดจากหลอดลมที่ตีบตัวลง เมื่อได้รับสารกระตุ้น อาจจะเกิดขึ้นรวดเร็ว และเป็น ๆ หาย ๆ โดยดีขึ้นทันทีเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม แต่ในเด็กเล็กอาจเริ่มต้นจากอาการไอ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เมื่อมีอาการมากขึ้นจึงจะหอบชัดเจน ทำไมลูกจึงป่วยเป็นหอบหืด           มักเป็นกรรมพันธุ์ร่วมกบการขาดการป้องกัน และสัมผัสกับสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการบ่อย ๆ เช่น สารที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ ที่พบมากในเด็กไทย คือ ตัวไรฝุ่น ซึ่งอยู่ตามหมอน, ผ้านวม, ที่นอน, รังแค และน้ำลายที่อยู่ตามขนของสัตว์เลี้ยง, ละอองเกสร และแมลงสาบ เป็นต้น จากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ เช่น การออกกำลังกาย, การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ และควันบุหรี่ เป็นต้น การรักษาเมื่อลูกมีอาการหอบ            คุณพ่อ คุณแม่ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าหอบที่ลูกเป็นอยู่เกิดจากหอบหืดใช่หรือไม่ ถ้าเป็นหอบหืด แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาขยายหลอดลม บางรายต้องให้ออกซิเจนด้วย อาการของลูกจะค่อย ๆ ดีขึ้น รวมทั้งแพทย์จะต้องตรวจหาโรคอื่นที่อาจเป็นร่วมมาในคราวเดียวกัน จากนั้นแพทย์จะแนะนำยาที่ต้องนำไปใช้ที่บ้าน ซึ่งมีทั้งยากิน และยาสูดเข้าทางปาก รวมทั้งการปฏิบัติตัวที่บ้านเมื่อลูกหอบคราวหน้า และควรพาลูกมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลูกจะมีชีวิตเหมือนเด็กปกติคนอื่น ๆ ได้หรือไม่ ต้องระวังอย่างไรบ้าง              เด็กที่เป็นหอบหืดก็เหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่ต้องระวังตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลีกเลี่ยงสารที่แพ้หรือสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น การระวังตัวไรในฝุ่นทำได้โดย ไม่ควรมีตุ๊กตามีขนหมอนนุ่น และของที่เก็บฝุ่นในห้องนอน ซักผ้าปูที่นอนในน้ำอุ่นประมาณ 60 องศาเซลเซียส นานครึ่งชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง หรือใช้ผ้าคลุมเตียงชนิดพิเศษที่สามารถป้องกันตัวไรฝุ่น เปิดห้องนอนให้โล่ง แสงแดดส่องถึง และอากาศ่ถายเทในเวลากลางวัน หมั่นนำผ้านวม หมอน ออกตากแดด หลีกเลี่ยงการปูพรม ถ้าจำเป้นก็ต้องดูดฝุ่นบ่อย ๆ ผู้ใหญ่ควรเลิกหรือสูบบุหรี่นอกบ้าน สุนัขและแมวควรเลี้ยงไว้นอกบ้าน หรืออย่างน้อยไม่ควรให้อยู่ในห้องนอนของลูก หลีกเลี่ยงที่แออัดมีควันและเลี่ยงจากเด็กที่ป่วยมีอาการไอจาม ในบางรายแพทย์จะให้ใช้เครื่องวัดการทำงานของปอดอย่างง่าย ๆ เพื่อใช้เป็นตัวบอกว่าลูกเริ่มจะมีอาการหอบ และจะได้ให้ยาทันท่วงที   เวลาลูกหอบอยู่ที่บ้านควรทำอย่างไร             ให้ลูกนอนพัก อยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี ใช้ยาขยายหลอดลมที่คุณหมอให้พกประจำตัวอย่างถูกวิธี ไม่ต้องตกใจจนเกินไป ถ้ายังหอบให้ใช้ยาซ้ำได้อีกทุก 15 นาทีต่อมาไม่เกิน 3 ครั้ง แล้วรีบไปพบแพทย์ใกล้ที่สุด เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป พาลูกไปออกกำลังกายจะได้ไหม  ช่วงที่ไม่มีอาการสามารถพาลูกไปออกกำลังได้ โดยเริ่มจากการออกกำลังกายน้อย ๆ พยายามอย่าหักโหมทันที ในบางรายอาจจำเป็นต้องสูดยาขยายหลอดลมก่อน และไม่ออกกำลังกายจนเหนื่อยมากเกินไป กีฬาที่เหมาะสม คือว่ายน้ำในเวลาที่อากาศอบอุ่น สำหรับการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่อากาศแห้งและเย็นเกินไปจะทำให้ลูกหอบได้   ป้องกันไม่ให้ลูกเป็นหอบหืดได้หรือไม่             การให้ลูกกินนมแม่อย่างน้อย 4 เดือน จะทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อที่จะทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจได้ พยายามหลีกเลี่ยงจากเด็กอื่นที่ป่วยมีอาการไอหรือจาม เลี่ยงจากฝุ่น ควันบุหรี่ สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ และรีบพาไปพบแพทย์เมื่อมีอาการหอบ เพื่อที่จะได้รับการรักษา และทราบวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้หอบซ้ำอีก             เมื่อลูกเป็นหอบแล้วต้องใช้ยานาน ๆ จะมีผลเสียหรือไม่ปัจจุบันแพทย์พยายามให้ยาขยายหลอดลมในรูปพ่น ซึ่งจะเข้าสู่ปอดโดยตรงออกฤทธิ์เร็วและยาที่ใช้จะมีปริมาณน้อยกว่าการให้ยาโดยการรับประทานมาก จึงไม่ต้องกังวลกับผลตกค้างจากยา ส่วนยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งใช้ในการป้องกันนั้น ถ้าใช้ในขนาดและวิธีที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ก็จะไม่เป็นอันตราย     โดย ผศ.พญ.อาภัสสร  วัฒนาศรมศิริ   กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ช่วยเด็กเพื่อไอเอาเสมหะออกเองได้อย่างไร

           ช่วยเด็กเพื่อไอเอาเสมหะออกเองได้อย่างไร โดย ผศ.พญ.อาภัสสร วัฒนาศรมศิริ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี การไอเกิดจากอะไร ไอเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาจจะเป็นฝุ่นละอองหรือเสมหะที่เกิดจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ โดยการไอออกมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่่ทำให้ไอเรื้อรังคือ การมีเสมหะคั่งค้างในหลอดลม การไอเกิดจากอะไร ไอเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาจจะเป็นฝุ่นละอองหรือเสมหะที่เกิดจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ โดยการไอออกมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่่ทำให้ไอเรื้อรังคือ การมีเสมหะคั่งค้างในหลอดลม ควรทำอย่างไรเมื่อลูกไอ บางครั้งจะพบว่าลูกไอมาก แต่ไอไม่ออก ไอจนเหนื่อย หรือไอจนปวดท้องก็ยังไม่หยุดไอ ทั้งนี้เนื่องจากเสมหะที่เหนียวมาก และจากการไอที่ไม่ถูกวิธีอาจเปรียบเทียบเสมหะที่ค้างในหลอดลมกับซอสมะเขือเทศที่เหลือติดก้นขวด การที่จะนำซอสออกมานั้นเราต้องคว่ำขวดลงใช้มือเคาะก้นขวด แล้วเขย่าขวดแรง ๆ เช่นเดียวกันกับเสมหะที่อยู่ในหลอดลม เราต้องจัดท่านอนหรือนั่งในแนวที่ทำให้เสมหะไหลออกมาสะดวก จากนั้นต้องมี การเคาะ เพื่อให้เสมหะหลุดออกจากหลอดลม การสั่นสะเทือน เพื่อกระตุ้นไอ ตลอดจนฝึก การไอ อย่างมีประสิทธิภาพเสมหะจึงหลุดออกมาได้ ในกรณีเด็กเล็กที่อาจไม่สามารถบ้วนเสมหะออกมาได้ แค่เพียงการเคาะและการไอที่ถูกต้องเสมหะจะหลุดออกมาจากหลอดลมได้ ถ้ามีเสมหะมาก ๆ ในเด็กเล็กอาจต้องใช้ลูกยางเบอร์ 1 ช่วยดูดเสมหะในปาก หากมีบางส่วนกลืนลงไปบ้างร่างกายก็จะขับออกมาเองได้ การช่วยลูกให้ไอเอาเสมหะออกจะต้องทำอย่างไรบ้าง ทำให้เสมหะไม่เหนียว โดยการดื่มน้ำมาก ๆ - การเตรียมตัว  สั่งน้ำมูกและบ้วนหรือดูดเสมหะในจมูกและปากที่มีออกมาก่อน และควรทำก่อนอาหารหรือหลังอาหาร  1 ชม.ครึ่ง – 2 ชม. เพื่อไม่ให้อาเจียนหรือสำลัก การจัดท่าที่เหมาะสม  จะช่วยให้เสมหะจากปอดส่วนต่าง ๆ ถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น ให้ทำการเคาะแล้วจึงทำการสั่นสะเทือนในแต่ละท่า ท่าละ 3-6 นาที รวมทุกท่าไม่ควรนานเกิน 15-30 นาที แล้วจึงลุกนั่งหรือยืนเพื่อให้ไออย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเด็กเหนื่อยหรือเบื่อทำเพียงบางท่า - การเคาะระบายเสมหะ หลักการคือใช้แรงสั่นจากลมที่กระทบผนังทรวงอกขณะเคาะ ไปทำให้เสมหะหลุดจากหลอดลม โดยใช้ผ้าขนหนูบาง ๆ วางบนตำแหน่งที่จะเคาะ ขณะเคาะให้ทำมือเป็นกระเปาะปลายนิ้วชิดกันและมีการเคลื่อนไหว สบาย ๆ ตรงข้อมือ ข้อศอกและไหล่ ด้วยความถี่ 3 ครั้งต่อวินาที ให้ทั่ว ๆ บริเวณทรวงอกส่วนที่เคาะอยู่ โดยวนเป็นวงกลมหรือเลื่อนไปทางซ้ายและขวา ส่วนมากเด็กจะรู้สึกสบายเหมือนมีคนนวดให้ บางรายนอนหลับสบายขณะเคาะ การสั่นสะเทือนเพื่อช่วยการไอ  การทำจะยากกว่าการเคาะ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลกับขั้นตอนนี้ การสั่งสะเทือนทำโดยวางฝ่ามือลงบนทรวงอก ในเด็กเล็กวางมือประกบบริเวณด้านหน้าและหลังที่ตรงกัน หรือใช้มือเดียววางบริเวณด้านหน้าทั้ง 2 ด้าน เด็กโตอาจวางมือซ้อนทับกัน เกร็งทุกส่วนจากไหล่ ข้อศอกมือ แล้วทำให้เกิดการสั่นสะเทือน โดยเริ่มขณะที่หายใจเข้าจนสุดไปจนตลอดการหายใจออก จะช่วยให้ไอเอาเสมหะออกมาได้ดีขึ้น การไอให้มีประสิทธิภาพ  ต้องหายใจเข้าเต็มที่ แล้วกลั้นหายใจ 1-2 วินาที เพื่อให้ลมกระจายไปทั่วทุกส่วนของปอดและมีแรงขับดันเอาเสมหะออกมาได้เต็มที่ จากนั้นไอติดต่อกัน 2-3 ครั้ง การให้เด็กเล็กสูดหายใจเข้าเต็มที่ อาจใช้ของเล่นที่ต้องสูดหายใจแรง ๆ มาช่วย เช่น เป่าลูกโป่ง, เป่าฟองสบู่ หรือเป่ากังหัน เป็นต้น จะต้องช่วยลูกให้ไอเมื่อไรบ้าง ทำบ่อยได้แค่ไหน ส่วนมากเสมหะจะคั่งค้างมากมายมาตลอดคืน เมื่อตื่นนอนตอนเช้าจึงไอมาก จึงควรทำเมื่อตื่นเช้าและก่อนเข้านอน เพื่อให้หลับสบายและอาจทำเพิ่มก่อนอาหารกลางวัน ช่วงบ่ย รวมทั้งกลางคืน ถ้านอนหลับไปสักพักแล้วไอมาก จะช่วยให้เด็กหลับต่อได้ดีขึ้น ทราบได้อย่างไรว่าลูกดีขึ้น ลูกจะไอลดลง เสียงครืดคราดลดลง ดื่มนมและหลับได้นานขึ้น มีข้อห้ามหรือไม่ ในรายที่เป็นหอบหืดควรให้อาการหอบดีขึ้นก่อน โดยการพ่นหรือสูดยาขยายหลอดลมให้หลอดลมเปิดโล่ง และขั้นตอนการไอต้องไม่นานจนทำให้เหนื่อยเกินไป มีข้อห้ามหรือไม่ ในรายที่เป็นหอบหืดควรให้อาการหอบดีขึ้นก่อน โดยการพ่นหรือสูดยาขยายหลอดลม ให้หลอดลมเปิดโล่ง และขั้นตอนการไอต้องไม่ทำนานจนเหนื่อยเกินไป มีผลเสียอย่างไรบ้าง  เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผลเสียจากการมีเสมหะคั่งค้างมีมากและเป็นอันตรายกว่ามาก เพราะเสมหะเป็นแหล่งเพราะเชื้อที่ดีพบว่าลูกจะไม่สบายมีไข้ และยิ่งไอไม่หายสักที หยใจเหนื่อยหอบ อาจเป็นปอดบวม ปอดแฟบจากเสมหะอุดตัน หรือถุงลมโป่งพองออก บางรายไอมากจนปวดท้อง เพราะการไอต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องและกะบังลม ซึ่งอาจช่วยได้โดยการใช้สองมือวางประสานกันกดเล็กน้อยบริเวณหน้าท้องเพื่อช่วยลดอาการปวด ส่วนการเคาะระบายเสมหะ ถ้าทำได้ถูกเวลา ท่าทาง และวิธีแล้ว จะไม่มีอันตรายแต่อย่างใด สามารถทำได้ในเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต โดยปรับแรงเคาะให้เหมาะสมกับน้ำหนักและรูปร่าง ช่วงแรกเด็กอาจไม่คุ้นเคยจะร้องบ้าง ต่อมามักจะชอบเนื่องจากเรียนรู้ว่าทำให้เขาสบายขึ้น มีเด็กหลายคนติดใจต้องให้คุณพ่อคุณแม่กล่อมนอนด้วยการเคาะปอดทุกคืนจึงจะหลับสบาย ควรให้ยาแก้ไอหรือไม่ ในรายที่ไอมีเสมหะ การให้ยาแก้ไอชนิดกดการไอ จะยิ่งมีผลเสียเพราะเสมหะคั่งค้าง แต่ยาแก้ไอที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลม หรือละลายเสมหะจะได้ผลดี รวมทั้งยาลดน้ำมูกบางชนิดมีส่วนประกอบที่ทำให้น้ำมูกและเสมหะยิ่งเหนียวมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม   โดย ผศ.พญ.อาภัสสร  วัฒนาศรมศิริ   กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ทำไมลูกจึงไอเรื้อรัง

          ทำไมลูกจึงไอเรื้อรัง โดย ผศ.พญ.อาภัสสร วัฒนาศรมศิริ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี การไอเรื้อรังมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่บางท่านคงจะสงสัยว่าทำไมเวลาลูกไม่สบายเป็นหวัด ถึงได้ไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งจะถือว่าไอเรื้อรัง ถ้านานเกิน 3 สัปดาห์ติดต่อกัน กรณีที่ไอมีเสมหะ เสียงครืดคราดในลำคอ หรือแม้แต่บางรายมีอาการกระแอมเป็นประจำ ส่วนหนึ่งเกิดจากมีน้ำมูกเรื้อรัง และไหลลงจากจมูกสู่ลำคอ การไอเรื้อรังมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง คุณพ่อคุณแม่บางท่านคงจะสงสัยว่าทำไมเวลาลูกไม่สบายเป็นหวัด ถึงได้ไอต่เนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งจะถือว่าไอเรื้อรัง ถ้านานเกิน 3 สัปดาห์ติดต่อกัน กรณีที่ไอมีเสมหะ เสียงครืดคราดในลำคอ หรือแม้แต่บางรายมีอาการกระแอมเป็นประจำ ส่วนหนึ่งเกิดจากมีน้ำมูกเรื้อรัง และไหลลงจากจมูกสู่ลำคอ เด็กกลุ่มที่พบมีน้ำมูกเรื้อรัง ได้แก่ กลุ่มภูมิแพ้ที่มีอาการทางจมูก ซึ่งจะมีน้ำมูกใส ๆ ในเวลาอากาศเย็น ช่วงเช้า และกลางคืน จามและอาจมีอาการคันตา และจมูกร่วมด้วย, เด็กที่มีไซนัสอักเสบ นอกจากนี้เด็กที่มี ต่อมอดีนอยด์โต ซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่หลังช่องจมูก ต่อมนี้จะอุดกั้นการถ่ายเทของโพรงไซนัส และท่อเปิดหูชั้นกลาง ทำให้มีน้ำมูกเรื้อรัง เป็นไซนัสอักเสบ และหูอักเสบบ่อย ๆ ไซนัสอักเสบทำให้ไอเรื้อรังได้อย่างไร ไซนัสเป็นโพรงอากาศ ซึ่งมีช่องทางออกเล็ก ๆ เข้าสู่จมูก เมื่อเป็นหวัดหรือในเด็กที่เป็นภูมิแพ้ทำให้เยื่อจมูกบวม และอุดกั้นทางออกนี้ ทำให้มีการคั่งค้างของสารภายในโพรงไซนัส และเกิดการอักเสบ เด็กจะมีไข้ น้ำมูกข้นเหลือง หรือเขียวเป็นเวลานาน และเนื่องจากด้านหลังของรูจมูกติดต่อกับคอ น้ำมูกจะไหลไปด้านหลังลงคอ โดยที่หลาย ๆ ครั้ง คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยเห็นว่าลูกมีน้ำมูกออกมาเลย น้ำมูกที่ไหลลงคอนี่เองทำให้ระคายและไอ ทำไมเด็กจึงมักไอกลางคืนหรือเวลาที่อากาศเย็น ในท่านอนน้ำมูกจะหยดลงมาที่คอง่าย อากาศที่เย็นจะแห้งทำให้น้ำมูกและเสมหะเหนียว รวมทั้งกลไกการทำงานของเส้นขนเล็ก ๆ ในทางเดินหายใจที่คอยพัดโบกน้ำมูกและเสมหะออกไปทำงานได้ไม่ดี จึงมีน้ำมูกและเสมหะคั่งค้างมาก ทำให้ไอมากในภาวะอากาศแห้ง ควรทำอย่างไรเมื่อลูกไอ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด ถ้ามีไซนัสอักเสบต้องให้ยาปฏิชีวนะ การให้ยาลดน้ำมูก และยาลดการบวมในจมูก จะใช้ในรายที่มีภูมิแพ้ร่วมด้วย การให้ยาหยอดจมูกเพื่อให้จมูกโล่งจะใช้เมื่อจมูกแน่นมาก ๆ และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 4-5 วัน วิธีที่ดีและปลอดภัย คือ การล้างน้ำมูกในจมูกออกมาด้วยน้ำเกลือเพราะน้ำมูกเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เด็กไอ การล้างจมูกทำอย่างไรบ้าง - ในเด็กเล็กใช้น้ำเกลือ 1-2 หยด หยดลงในจมูกทีละข้างขณะนอนตะแคงหน้า โดยจับหน้าให้นิ่งน้ำเกลือจะไหลทำให้น้ำมูกไม่เหนียวและไหลลงไปได้เอง ถ้ามีน้ำมูกมากอาจใช้ลูกยางแดงเบอร์ 0-1 ช่วยดูดน้ำมูกโดยใส่ในรูจมูกลึกประมาณ 1-1.5 ซม. บางรายอาจต้องใส่ลึกถึง 3-4 ซม. แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง - ในเด็กโตถ้าน้ำมูกไม่มากนัก ให้ทำขณะนั่ง โดยแหงนหน้าเล็กน้อย ใช้น้ำเกลือหยดเข้าจมูกข้างละ 3-4 หยด ทิ้งไว้สักครู่แล้วก้มหน้าสั่งน้ำมูก ทำซ้ำหลายครั้งจนสะอาด แล้วจึงทำอีกข้างที่เหลือแต่ถ้าน้ำมูกมีปริมาณมากแนะนำให้ใช้หลอดฉีดยา ขนาด 10 ซีซี (ไม่ใส่เข็ม) ดูดน้ำเกลือครั้งละ 5-10 ซีซี ค่อย ๆ ฉีดเข้าในรูจมูก ขณะก้มหน้า และมีภาชนะรองรับ ไม่จำเป็นต้องฉีดแรง จะพบน้ำมูกไหลตามออกมา จากนั้นให้สั่งน้ำมูก แล้วทำซ้ำหลาย ๆ ครั้งในแต่ละข้างจนสะอาด ควรทำบ่อย ๆ อย่างน้อยเมื่อตื่นนอนตอนเช้า และก่อนเข้านอน ช่วงกลางวันถ้าแน่นจมูกหรือน้ำมูกมากก็ควรทำซ้ำอีก การล้างจมูกมีอันตรายหรือไม่ ส่วนมากคุณพ่อคุณแม่รวมทั้งตัวเด็ก จะบอกตรงกันว่าสบายขึ้นและโล่งจมูก นอนได้ดีขึ้น ไม่ไอ รับประทานนมและอาหารได้ สำหรับเด็กเล็ก การดูดน้ำมูกต้องทำด้วยความนุ่มนวลและจับหน้าให้นิ่ง เด็กโตไม่จำเป้นต้องสั่งน้ำมูกรุนแรง แต่ให้ทำหลาย ๆ ครั้ง น้ำเกลือที่ใช้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับสารในร่างกาย จึงไม่มีอันตราย ถ้าหยดลงคอไปบ้างก็ไม่มีอันตรายเช่นเดียวกัน ถ้าปล่อยให้ลูกมีน้ำมูกและไอเรื้อรังจะมีอันตรายอย่างไร ในรายที่เป็นหอบหืด จะทำให้อาการกำเริบ และไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา, เมื่อเป็นนาน ๆ จะมีเสมหะคั่งค้างในปอดได้ การที่น้ำมูกหยดผ่านลำคอนาน ๆ ทำให้เจ็บคอ ร่วมกับการที่เด็กแน่นจมูกจึงต้องอ้าปากหายใจเอาอากาศที่แห้ง ๆ เข้าไป ทำให้ปากแห้ง คอแห้ง และเจ็บคอ, มีโอกาสเป็นหูชั้นกลางอักเสบได้ง่าย นอกจากนี้จะรับประทานนมและอาหารได้ลดลง รวมทั้งนอนหลับไม่สนิทจากการตื่นไอบ่อย ๆ การป้องกัน ควรตระหนักเสมอว่าการรับประทานยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้อาการน้ำมูก และไอหายไปได้ ควรฝึกให้ลูกรู้จักวิธีการระบายน้ำมูกที่คั้งค้างออก เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาไอเรื้อรังตามมา   โดย ผศ.พญ.อาภัสสร  วัฒนาศรมศิริ   กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคกระดูกสันหลังยึดติด

โรคกระดูกสันหลังอักเสบ – อาการ สามเหตุ และการป้องกัน โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดคืออะไร โรค AS คืออะไร?                โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing spondylitis) หรือโรค AS เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกงอก และเกิดการยึดติดกันของข้อกระดูกสันหลังกับข้อสะโพกให้ติดกัน หากทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษาจะทำให้กระดูกสันหลังมีความยืดหยุ่นน้อยลง เเละทำให้เกิดอาการหลังค่อมตามมา                                                                                                                                                                                                              โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดโดยปกติจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง10-20 เท่า ส่วนมากพบในช่วงอายุ 20-30 ปี โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่ประคับประคองอาการ และป้องกันไม่ให้เป็นมากกว่าเดิมได้ อาการของโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด อาการของโรค อาการช่วงเเรกของโรคกระดูกสันหลังอักเสบเเบบยึดติด อาจมีอาการปวดตึงอย่างมากบริเวณหลังส่วนล่าง เเละสะโพกโดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน และเวลานั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลานานๆ อาจมีอาการปวดคอและเหนื่อย ไม่มีแรง อาการอาจดีขึ้นหรือแย่ลงเป็นบางเวลา และอาจหายปวดไปเป็นช่วงๆ เมื่อกระดูกสันหลังอักเสบนาน ๆ จะมีหินปูนมาจับบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกัน หลังจะแข็ง ก้มไม่ได้ ในบางรายอาจมีการเชื่อมกันของกระดูกซี่โครง ทำให้หายใจลำบาก อาจมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก หรือมีการอักเสบของเส้นเอ็น เช่น เส้นเอ็นร้อยหวาย เส้นเอ็นฝ่าเท้า บางรายเมื่อเป็นนาน ๆ อาจมีอาการนอกระบบข้อ เช่น ปอดอักเสบ หรือหัวใจอักเสบได้ อาการของโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด      หลังปวดตึง ส่วนใหญ่อาการที่พบเจอในโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะเป็นอาการปวดตึงของหลัง ซึ่งผู้ป่วยอาจรู้สึกดีขึ้น เมื่อทำกายบริหาร เเต่หลังจากนั้นอาจกลับมามีอาการปวดตึงใหม่อีก หรืออาการอาจจะเเย่ลง ช่วงเช้าหลังตื่นนอน เเละระหว่างนอน อาการปวดตึงอาจเเย่ลงจนรบกวนการนอนของผู้ป่วยได้ ปวดช่วงสะโพก      ข้ออักเสบ อาการข้ออักเสบสามารถกระทบได้ทั้งกระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับสะโพกเเละเข่า ปวดช่วงข้อต่อหลังมีการเคลื่อนไหว ข้อต่ออ่อนเเอลง มีอาการบวม และร้อนตรงบริเวณที่มีการอักเสบ       โรคประสาทอักเสบ มีอาการปวดอักเสบตรงช่วงกระดูกที่เชื่อมต่อกับเส้นเอ็น บริเวณของร่างกายที่อาจได้รับผลกระทบได้เเก่ กระดูกหน้าเเข้งส่วนบน ส้นเท้า เเละช่วงซี่โครงที่เชื่อมต่อกับกระดูกอก ซึ่งเมื่อซี่โครงได้รับผลกระทบคนไข้อาจมีอาการเจ็บหน้าอกเเละทำให้การขยายอก ยากมากขึ้น เมื่อหายใจเข้าลึกๆ       เหนื่อยล้า อาการเหนื่อยล้าเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดที่ยังไม่ได้รับการรักษา ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อย เเละไม่มีเเรง  สาเหตุ                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                         การเกิดโรคกระดูกสันหลังอักเสบเเบบยึดติด ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด เเต่พันธุกรรมอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ เช่น ยีน HLA-B27 โดยเฉพาะในเพศชาย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกสันหลังอักเสบเเบบยึดติด อย่างไรก็ตาม ยีน HLA-B27 ไม่ได้เป็นปัจจัยยืนยันว่าทุกคนที่ได้รับยีนนี้จะเป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบเเบบยึดติดอย่างเด่นชัด                                                                                                          ควรปรึกษาเเพทย์เมื่อไหร่                                                                                                                                                                                                                                                                                                             ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อ มีอาการปวดหลังส่วนล่างเเละสะโพก และมีอาการปวดรุนแรงจนกระทบกับชีวิตประจำวัน โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดอาจมีผลกระทบกับสุขภาพตาได้ โดยทำให้เกิดอาการตาแดง อักเสบ และแพ้แสง เมื่อมีอาการเหล่านี้ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด   โดยแพทย์จะใช้การซักประวัติ ร่วมกับ การตรวจร่างกาย การถ่ายภาพรังสี จะมีประโยชน์ในการช่วยการวินิจฉัย โดยจะพบการอักเสบและเชื่อมติดกันของข้อ โดยเฉพาะกระดูกกระเบนเหน็บ และกระดูกสันหลัง การรักษา การรักษาและป้องกัน              โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เเต่สามารถประคับประคองอาการและป้องกันไม่ให้เป็นมากกว่าเดิมได้ โดยปัจจุบันและรูปเเบบการรักษาจะมีดังนี้ การบริหารร่างกาย เเละออกกำลังกาย การบริหารร่างกายมีความสำคัญมาก เนื่องจากสามารถช่วยปรับบุคลิก ท่าทาง เเละข้อต่อกระดูกสันหลัง การเคลื่อนไหวจากการทำกายบริหารจะช่วยป้องกันอาการข้อติด และช่วยป้องกันอาการปวดตึงของสันหลังได้ด้วย การรักษาด้วยกายบริหารสามารถทำได้โดยการยืดตัวหรือเล่นกีฬาอื่นๆ เช่นว่ายน้ำ และควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ให้ข้อได้เคลื่อนไว โดยพยายามให้หลังตรงอยู่เสมออาทิ นั่งพิงพนักหลังตรง ยืนเดินให้หลังตรง นอนหงายบนพื้นแข็ง ไม่ควรนอนตะแคง ไม่หนุนหมอนสูง การรักษาด้วยยา โดยปกติเเพทย์จะให้ยาเเก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบ เพื่อให้คนไข้สามารถเคลื่อนไหวเเละทำกายบริหารได้สะดวกขึ้น ซึ่งปัจจุบันมียาเพื่อลดอาการของโรคได้แต่ราคาแพง และมีผลข้างเคียงมากต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การผ่าตัด ผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังอักเสบแบบยึดติดโดยปกติไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ในกรณีที่เป็นมาก แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกหรือข้อเข่าเทียม เพื่อช่วยให้คนไข้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่าเดิม                                                                                                                                แผนกศัลยกรรมและออโธปิดิกส์ รพ.วิภาวดี  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กระดูกสันหลังเสื่อม

            กระดูกสันหลังเสื่อม “กระดูกสันหลังเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยเหมือนกับบรรดาข้อกระดูกเสื่อมทั้งหลาย เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ลักษณะของข้อกระดูกสันหลัง คือ กระดูกสันหลังมี 3 ระดับ ระดับคอมีกระดูกสันหลัง 7 ชิ้น ระดับกลางมี 12 ชิ้น ระดับบั้นเอวมี 5 ชิ้น กระดูกสันหลังแต่ละอันมาเรียงต่อกันเป็นปล้อง ๆ โดยด้านหน้ามีหมอนรองกระดูกกั้นอยู่ ส่วนด้านหลังเป็นข้อต่อเล็ก ๆ 2 ข้าง ทำให้ข้อกระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวได้ เช่น การก้ม การเงย ของคอ การก้มหลัง และแอ่นหลัง เป็นต้น” กระดูกสันหลังเสื่อมที่พบได้บ่อย ได้แก่            ข้อกระดูกสันหลังระดับบั้นเอว และระดับคอ สำหรับการเสื่อมของกระดูกสันหลััง จะมีความแตกต่างกว่าข้อเข่าและข้อสะโพกคือ การเสื่อมส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้นที่หมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นตัวกั้นระหว่งกระดูกสันหลังแต่ละปล้อง หมอนรองกระดูกสันหลังมีลักษณะคล้ายเยลลี่ที่มีความยืดหยุ่น ทำหน้าที่เหมือนโช็คอัพ กระดูกสันหลังระดับบั้นเอวและระดับคอมีการใช้งานมากกว่าระดับอื่น จึงเสื่อมง่ายกว่า หมอนรองกระดูกบางส่วนอาจจะมีการเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวดร้าวไปตามแขนหรือขาที่เส้นประสาทนั้น ๆ ไปเลี้ยงก็ได้ ในกรณีที่หมอนรองกระดูกเสื่อม แต่ไม่ไปกดเส้นประสาทจะมีผลทำให้ข้อกระดูกสันหลังที่อยู่ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการอักเสบหรือขรุขระหรืออาจมีกระดูกงอก อาการของกระดูกสันหลังเสื่อม           เจ็บปวดขึ้นบริเวณหลังและปวดร้าวลงมาบริเวณกระเบนเหน็บ หรือสะโพกทั้ง 2 ข้างได้ คนอ้วน คนที่ใช้หลังไม่ถูกต้อง เช่น ก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก มีโอกาสข้อกระดูกสันหลังเสื่อมได้เร็วกว่าคนอื่น การรักษา             ส่วนใหญ่คือการนอนพัก การรับประทานยาแก้อักเสบของกระดูกและข้อ การระมัดระวังไม่ใช้หลังอย่างผิด ๆ ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องทำกายภาพบำบัด เนื่องจากโรคนี้มีโอกาสเป็นเรื้อรังในระยะยาวควรที่จะลดน้ำหนัก และบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังให้แข็งแรง การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การฉีดยา และการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ผู้รักษา                     ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน Menopausal Syndrome

              โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน Menopausal Syndrome ลักษณะทั่วไป โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน มักพบในผู้หญิงที่ใกล้ประจำเดือนหมด หรือหมดไปแล้ว (อายุประมาณ 45-55 ปี) ผู้หญิงในวัยนี้ประมาณ 25% จะไม่มีอาการอะไรทั้งสิ้น ประมาณ 50% อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และอีก 25% จะมีอาการไม่สบายต่าง ๆ ลักษณะทั่วไป              โรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน มักพบในผู้หญิงที่ใกล้ประจำเดือนหมด หรือหมดไปแล้ว (อายุประมาณ 45-55 ปี) ผู้หญิงในวัยนี้ประมาณ 25% จะไม่มีอาการอะไรทั้งสิ้น ประมาณ 50% อาจมีอาการเพียงเล็กน้อย และอีก 25% จะมีอาการไม่สบายต่าง ๆ สาเหตุ มีสาเหตุมาจากการลดลงของฮอร์โมน เอสโตรเจนในร่างกายร่วมกับความแปรปรวนทางด้านจิตใจและอารมณ์ อาการ ก่อนประจำเดือนจะหมดอย่างถาวร มักมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอหรือประจำเดือนมาน้อย แล้วต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการร้อนซู่ซ่าตามผิวกาย เช่น บริเวณหน้าอก คอ และใบหน้า มีเหงื่อออก ใจสั่น ปวดตามข้อ ปวดศีรษะ บางคนอาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย ขี้วิตกกังวล ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิและนอนไม่หลับ อาการอาจเป็นอยู่เพียง 2-3 สัปดาห์ หรือนานที่สุดถึง 5 ปี (เฉลี่ยประมาณ 2-3 ปี) แล้วจะหายไปได้เอง อาการแทรกซ้อน            เยื่อบุช่องคลอดบางและแห้ง ผิวหนังบาง และอาจมีภาวะกระดูกพรุนหรือกระดูกผุ (Osteoporosis) และย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ อาจมีการแตกหักของกระดูกง่ายการรักษา 1. ถ้าผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องให้ยารักษาแต่อย่างใด ควรให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติและจะหายได้เองในไม่ช้า 2. ถ้ามีอาการไม่สบายมาก ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ถ้าหงุดหงิด นอนไม่หลับ ให้คลายเครียด หรือยานอนหลับ ถ้าปวดข้อหรือปวดศีรษะ ให้ยาแก้ปวด เป็นต้น 3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือสงสัยว่ามีเหตุอื่น ควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม ถ้าเป็นโรคของหญิงวัยหมดประจำเดือน อาจให้กินฮอร์โมนเอสโตเจนทดแทน เพื่อลดอาการไม่สบายต่าง ๆ รวมทั้งป้องกันอาการเยื่อบุช่องคลอดบาง และภาวะกระดูกพรุน การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน อาจเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้   - ทานฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยคำสั่งแพทย์ วันที่ 1-25 ของแต่ละเดือน ร่วมกับ ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน ในวันที่ 14-25 ของเดือน หยุดกินทั้ง 2 ชนิด ตั้งแต่วันที่ 26 จนถึงสิ้นเดือน ผู้ป่วยจะมีเลือดประจำเดือนมาช่วงปลายเดือน  - ทานฮอร์โมนเอสโตรเจน และโพรเจสเตอโรน ร่วมกันทุกวันไม่มีเว้น ในระยะ 2-3 เดือนแรก อาจมีเลือดออกกระปริดกระปรอย หลังจากนั้นเลือดจะหยุดและไม่ออกอีกเลย  - ในกรณีที่ได้รับการผ่าตัด เอามดลูกออกไปแล้วให้ทานฮอร์โมนเอสโตเจนทุกวัน       ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์สูติ-นรีเวช รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม