วิ่งอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพดี

วิ่งอย่างไรเพื่อให้มีสุขภาพดี 1.วิ่งอย่างไรจึงเรียกว่าถูกวิธีและปลอดภัยจากการบาดเจ็บ                 หัวข้อนี้อาจใช้เวลาสักหน่อยเพราะมีความสำคัญ หลักการเบื้องต้นที่ถือว่าเป็นหัวใจของการออกกำลังกาย คือ การอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่ง (Warm up & Cool down) ซึ่งจำเป็นต้องยืดกล้ามเนื้อที่ใช้มากๆ คือ กล้ามเนื้อน่อง ซึ่งจะป้องกันตะคริวได้เป็นอย่างดีรวมกับกล้ามเนื้อต้นขา,กล้ามเนื้อหลังและสะโพกส่วนล่าง ส่วนกล้ามเนื้อแขนและไหล่ก็สำคัญรองลงมา หลังจากนั้นก็วิ่งเหยาะๆก่อน แต่ก่อนจะลงสนามคงต้องไม่ลืมที่จะแต่งตัวให้เหมาะสมก่อน ซึ่งบางคนก็ทราบแล้ว แต่ส่วนมือใหม่ ขอแนะนำดังนี้ครับ                 1.เสื้อผ้า เลือกตามสภาพอากาศ โดยทั่วไปเลือกให้เบา, ระบายเหงื่อได้ดีและแห้งเร็ว                 2.รองเท้า แนะนำเลือกซื้อรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ และถ้าเสริมด้วยยางรองส้นเท้าด้วยก็จะเยี่ยมเลยและอย่าลืมถุงเท้า เพื่อลดการเสียดสีที่ทำให้นิ้วเท้าพองได้ ขั้นตอนการเริ่มออกกำลังกาย                 1.เลือกสนามวิ่งที่นุ่ม เช่น สนามหญ้าแล้วค่อยเปลี่ยนไปวิ่งสนามที่แข็งขึ้น                 2.ยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังวิ่ง                 3.แนะนำให้เดินเร็วก่อนแล้วค่อยวิ่งเหยาะๆสักช่วงหนึ่งก่อน แล้วจึงวิ่งเร็วขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นและเริ่มคุ้นเคยกับการรับน้ำหนักที่มากกว่าการเดินปกติ                 4.ขณะวิ่งถ้ามีการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ, เจ็บบริเวณส่วนต่างๆให้หยุดพัก                 5.ถ้ามีเพื่อนวิ่งด้วยก็จะดี เผื่อว่าเรามีการบาดเจ็บระหว่างการวิ่งจะได้ช่วยดูแลกันได้ เทคนิคการวิ่ง                 1.การลงเท้า มีความสำคัญมาก โดยส่วนใหญ่คนที่วิ่งเพื่อสุขภาพจะแนะนำให้ลงส้นเท้าก่อน                 2.การเคลื่อนไหวของแขน จะช่วยในการทรงตัวโดยแขนจะแกว่งไปแนว หน้า-หลัง อย่าเกร็งหรือหนีบแขนไว้แนบลำตัว, กำมือหลวมๆ                 3.การหายใจ หายใจเข้าทางจมูก และหายใจออกทางจมูกและปาก ถ้าเราสามารถฝึกการหายใจเข้าอกขยายและหายใจออกแขม่วท้องได้ก็จะดีมาก บางครั้งอาจให้จังหวะกับตัวเอง เช่น 1, 2, 3; 1, 2, 3 เป็นต้น 2.มีโรคอะไรบ้าง ที่เกิดได้จากการวิ่ง หรือเป็นโรคที่แพทย์พบได้บ่อยอันมีสาเหตุมาจากการวิ่ง ส่วนใหญ่จะพบปัญหาช่วงล่างตั้งแต่ หลัง สะโพก ต้นขา เข่าน่อง ข้อเท้า และฝ่าเท้า กลุ่มอาการกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอักเสบ เช่นเส้นเอ็นสะโพกและต้นขาอักเสบ ตะคริวบริเวณกล้ามเนื้อน่อง รอยช้ำเนื้อเยื่อส้นเท้าอักเสบ และการบาดเจ็บ  ข้อเคล็ดที่ข้อเข่า และข้อเท้า 3.สัญญาณเตือนของร่างกาย จากการออกกำลังกายโดยการวิ่ง                                    ข้อนี้สำคัญมากโดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือผู้สูงอายุคงต้องอาศัยการสังเกตด้วยตนเองเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน ดังนี้                 1.อาการหน้ามืดและวิงเวียน บ่งบอกถึงการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ                 2.อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อต่อ บ่งบอกถึง กล้ามเนื้อและข้อต่อรับแรงกระแทกมากเกินไป                 3.รู้สึกอ่อนเพลียมากระหว่างวันหลังการออกกำลังกาย บ่งบอกถึง การที่ออกกำลังกายมากเกินไปที่ร่างกายจะรับได้                 4.ไม่สามารถสนทนาพูดคุยได้ขณะออกกำลังกาย บ่งบอกถึง การที่เราหายใจไม่ทัน หรือไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆต่อได้ บ่งบอกถึง การออกกำลังกายมากเกินที่ร่างกายจะรับไหว                 5.มีอาการป่วยบ่อยๆ บ่งบอกถึง การที่ออกกำลังกายหักโหมทำให้ ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง 4.ข้อห้ามสำหรับบุคคลที่ไม่ควรเลือกออกกำลังกายโดยการวิ่ง                 โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่มีข้อห้ามชัดเจนว่าห้ามบุคคลใดวิ่งออกกำลังกายแต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ไม่หักโหมจนเกินไป และต้องระมัดระวัง ในกรณีต่อไปนี้                 1.ผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะ โรคความดันโลหิตสูง, โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคไตเสื่อม และโรคหอบหืด                 2.โรคอ้วน เริ่มจากการเลือกรองเท้า, สนามที่นุ่ม ออกกำลังกายแบบค่อยเป็นค่อยไปและสังเกตตัวเองว่าปวดตามข้อต่อหรือไม่ 5.ข้อแนะนำจากแพทย์ เกี่ยวกับเคล็ดลับการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี                                       1. “เริ่มต้น” ตั้งแต่บัดนี้ (สำคัญที่สุด)                 2. “ทีละน้อย” ค่อยๆทำ                 3. “มองตัวเองว่าผิดปกติอะไร”                 4. “ทำสม่ำเสมอ” อย่างน้อย 3 ครั้ง/ สัปดาห์                 5. “อย่าลืมดื่มน้ำ” ดื่มทีละนิดเป็นช่วงๆ                 6. “งดอาหารก่อนออกกำลังกาย” ก่อนออกกำลังกายไม่ควรทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันอาการจุกเสียด                 7. “พักผ่อนให้เพียงพอ” เพื่อการฟื้นฟูและพร้อมกับการออกกำลังกายต่อไป                 หวังว่าเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นให้กับผู้อ่านที่คิดจะหันมาดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่นโดยการออกกำลังกาย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โปรตีน

โปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเจริญเติบโตของสมอง เจ้าตัวเล็กต้องการโปรตีน เพื่อเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้กับกล้ามเนื้อ เลือด ฮอร์โมน ประมาณวันละ 2.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าวัยอื่น ๆ อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนก็คือ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถั่ว ด้วยความปรารถนาดี ศูนย์กุมารเวช รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เกลือกับความดันโลหิต

เกลือกับความดันโลหิต การลดปริมาณเกลือ จะลดความดันโลหิต ดังนั้นจึงไม่ควรจะรับประทานอาหารที่มีรสเค็มรับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 3/4  ช้อนชา ปริมาณเกลือเปรียบเทียบ เกลือ 1/4  ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  500 มิลิกรัม เกลือ 1/2 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  1,000 มิลิกรัม เกลือ 3/4 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  1,500 มิลิกรัม เกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับโซเดียม  2,000 มิลิกรัม ด้วยความปรารถนาดี จากศูนย์หัวใจ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาหารลดความดันโลหิต

อาหารลดความดันโลหิต ตามแนวทางของ DASH Diet Dietary Approaches to Stop Hypertension  ชนิดอาหาร ปริมาณ ข้าว (หรือบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนที่เทียบเท่าปริมาณ 1 ส่วน ควรเป็นชนิดที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง) 2 ทัพพีต่อมื้อ วันละ 3 มื้อ ผัก ผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกว่า มะเขือเทศ มื้อละจาน ผลไม้ขนาดกลาง ส้ม 1 ลูก ฝรั่ง 1 ลูก มะม่วงครึ่งซีก สัปปะรด 6 ชิ้น มื้อละผล เนื้อสัตว์ เป็นปลาดีที่สุด หากเป็นไก่หรือเป็ดต้องลอกหนังออก  หมูเป็นหมูเนื้อแดง 4-5ชิ้นต่อมื้อ นม พร่องมันเนย หรือโยเกิร์ต วันละ 2 กล่อง ถั่ว ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ แอลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วเขียว วันละส่วน น้ำมัน ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด แทนน้ำมันปาล์ม งดอาหารทอด ผัด   ให้ใช้อบ ต้มหรือเผา น้ำตาล  งดของหวานทุกชนิด   ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์หัวใจ  รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เพื่อผิวสวยใส...ในช่วงหน้าร้อน

เพื่อผิวสวยใส...ในช่วงหน้าร้อน นพ.ธัญธรรศ  โสเจยยะ แพทย์ด้านผิวหนังและเลเซอร์ ศูนย์ผิวหนัง รพ.วิภาวดี          หลายคนแอบกังวลว่า หน้าร้อนทีไร  ผิวพรรณจะพังเพราะแสงแดด รังสีอัลตราไวโอเลตที่ส่องตรงมาจากดวงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับพื้นโลก ฝุ่น ควัน และสายลมร้อน ส่งผลให้ผิวแห้ง คล้ำ เหี่ยว ดูแก่กว่าวัย สบายใจได้ครับ ถ้ารู้สึกรับมือตามวิธีดังต่อไปนี้ 1.ทำความสะอาดผิวเป็นกิจวัตร เพราะเราต้องสัมผัสควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ มลพิษต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำความสะอาดผิวทุกวัน สำหรับผิวหน้าควรใช้ผลิตภัณฑ์ สำหรับทำความสะอาดเครื่องสำอางโดยเฉพาะสามารถละลายคราบเครื่องสำอางตกค้างจากผิวได้ดี และควรอาบน้ำด้วยสบู่ ที่มีความเป็นกรดอ่อน ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื่นไว้อย่าอาบน้ำอุ่นจัด ๆ เพราะความร้อนจะทำลายเคลือบผิวธรรมชาติและพาเอาความชุ่มชื่นออกจากผิวเรา ทั้งนี้คุณต้องเบามือกับผิวมาก ๆ ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ห้ามถูผิวแรง ๆ เด็ดขาด เวลาเช็ดตัวก็ซับเพียงเบา ๆ 2.หมั่นบำรุงผิว ทาครีมบำรุง ชโลมมอยส์เจอไรเซอร์อย่างเบามือให้ทั่วทุกครั้ง หลังจากอาบน้ำในตอนเช้าและก่อนนอน นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย และไม่จำเป็นจะต้องเป็นครีมยี่ห้อแพง ๆ เสมอไป ทาให้ทั่วในปริมาณที่พอเหมะและทำเป็นกิจวัตร โดยเฉพาะช่วงกลางคืนเป็นช่วงที่ผิวดูดซึมครีมบำรุงต่าง ๆ ได้ดีที่สุด 3.ปกป้องผิวจากแสงแดด ดูแลรักษา และบำรุงแทบตาย แต่สุดท้ายเอาผิวไปผึ่งแดดทุกวัน ๆ ก็หมดสภาพเพราะผิวที่เผชิญแสงอัลตราไวโอเลตบ่อย ๆ ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังเท่านั้น แต่มันยังมีผลต่อการไหลเวียนของโลหิตกับออกซิเจนที่จะไปหล่อเลี้ยงผิวด้วย ทำให้ผิวหยาบกร้าน มีริ้วรอยย่นลึก ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ฉะนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน แต่ถ้าคุณไม่ชอบทาครีมหลายๆ อย่าง ก็เลือกใช้รองพื้นหรือมอยส์เจอไรเซอร์ ที่มีสารกันแดดผสมอย่างน้อย SPF15 ขึ้นไป 4.สูดอากาศบริสุทธิ์เสียบ้าง การได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าประจำวัน ด้วยการออกไปเดินสูดอากาศภายนอกบ้าง ไม่เพียงแค่จะทำให้คุณผ่อนคลายสบายจิตขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิวได้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นแถมไปอีกด้วย คุณทราบไหมว่า หากร่างกายมีระดับความวิตกกังวลสูงจากการทำงาน จะทำให้ระดับโปรตีนเพื่อต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่ทำลายสุขภาพผิวของเรา และผลที่ได้รับก็คือ ผิวจะเริ่มแห้งหมอง เพราะขาดความชุ่มชื่นและนำไปสู่ผิวซีดเหลืองในที่สุด 5.กินผักผลไม้ การได้รับไฟเบอร์จากผักและผลไม้เป็นประจำ จะช่วยให้ขับถ่ายสารพิษออกจากระบบของร่างกายได้ดีขึ้น และยังทำให้ได้รับแร่ธาตุและวิตามินที่เพียงพอในการหล่อเลี้ยงผิวสวยของคุณด้วย สมาคมโภชนาการของออสเตรเลียแนะนำว่า ในมื้ออาหารของคุณก็ควรมีผักผลไม้เสิร์ฟเป็นประจำทุกวัน โดยควรประกอบไปด้วยผัก 5 ชนิด ผลไม้สดอีก 2 ชิ้น แต่หากคุณไม่นิยมการบริโภคผักผลไม้สดเอาซะจริง ๆ ก็ลองนำปั่นเป็นเครื่องดื่ม แล้วคุณจะติดใจ 6.ดื่มน้ำบริสุทธิ์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่เซลล์ผิวหนัง อีกทั้งยังเป็นตัวขนส่งโภชนาการที่ดีต่อสู่ผิว โดยผ่านระบบการย่อยและขับถ่ายของเสียออกจากไตด้วย ยิ่งเราดื่มน้ำน้อยลงเท่าไหรก็หมายถึงว่า มีสิ่งสกปรกคั่งค้างอยู่ในร่างกายเรามากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้แอลกอฮอล์และกาเฟอีนจะทำงานเหมือนเป็นขโมยดูดเอาน้ำออกจากผิว ดังนั้น หากคุณดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ก็ควรดื่มน้ำให้มากที่สุดเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้กับผิว 7.ลดการทำลายผิวลง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอร์ ลดความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มการทำลายโดยเพิ่มอนุมูลอิสระ หรือ ลดตัวต้านอนุมูลอิสระของเรา 8.ออกกำลังกายกันเถอะ การวิ่งจ๊อกกิ้งในตอนเช้าทุก ๆ วัน จะช่วยให้ร่างกายมีเหงื่อ ขับถ่ายของเสียได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นสุขภาพให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ในการช่วยผิวให้สวยในเพราะการออกกำลังกายจะช่วยให้โลหิตสูบฉีดได้ดีขึ้น เพิ่มสมรรถภาพการนำเข้าของออกซิเจนให้กับร่างกายและนำโภชนาการไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้นด้วย ลองใช้ 8 วิธีนี้  สู้กับลมร้อนกันดูนะครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

8วิธีดูแลสุขภาพรับมือกับหน้าร้อน

 8 วิธีดูแลสุขภาพรับมือกับหน้าร้อน หน้าร้อนทีไร  เดี๋ยวปวดหัว  ปวดท้อง ท้องเสียบ้าง แล้วเราจะมีวิธีดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอย่างไรบ้าง ไม่ต้องมานั่งคิดให้ปวดหัวแล้ว เพราะว่าวันนี้ เรามี  8  วิธี ดูแลสุขภาพในฤดูร้อนมาฝากคุณ 1.ไม่ควรกินน้ำแข็ง หรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อน กระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง 2.ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก และควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถรับประทานได้ 3.ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส หรืออาจทำให้เป็นหวัดได้ 4.การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ               5.ควรเลือกทานอาหารอ่อน ๆ ตอนเช้า เช่น ข้าวต้ม เพราะในช่วงเช้า ยังไม่ควรทานอาหารที่หนัก ๆ แค่ทานผักผลไม้เยอะ ๆ และหลีกเลี่ยง อาหารทอด ๆ มัน ๆ แห้ง ๆ  6.ควรดูแลสุขภาพของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการดำเนินชีวิต 7.สำหรับหญิงตั้งครรภ์  สิ่งที่ควรปฏิบัติในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัด หรือเย็นจัด 8. บุคคล 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก คือ คนสูงอายุ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี คนที่มีม้ามพร่องผู้ที่มีลักษณะสามอย่าง ที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หรือถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื่นสะสมในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดตัว ตัวร้อน เป็นต้น แล้วฤดูร้อนจะเป็นฤดูกาลที่มีความสุข...ถ้าคุณดูแลสุขภาพ ด้วยความปรารถนาดีจาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อชนิดนี้มันจะเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า             โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis  เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อชนิดนี้มันจะเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า นั่นเพราะท่าปัสสาวะของผู้หญิงสั้นและอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมากนั่นเองเพราะฉะนั้นแล้ว ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม แต่จะพบมากเป็นพิเศษในกลุ่มหญิงมีครรภ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) รวมทั้งผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนานๆ และผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เชื้อเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมากโต ก็อาจมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบแทรกซ้อนด้วย อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่สังเกตได้คือ เป็นแบบปัสสาวะบ่อยๆ แสบ ขัด ปัสสาวะครั้งละไม่มาก รู้สึกถ่ายไม่สุด พอปวดปุ๊บจะต้องรีบ เข้าห้องน้ำเลย มิฉะนั้นอาจกลั้นไม่อยู่ รวมทั้งจะเจ็บมากตอน ปลายของปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกมาด้วย สาเหตุ           มาจากการกลั้นปัสสาวะ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะถ้าไม่จำเป็น เพราะเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะจะเจริญพันธุ์ได้มากขึ้น อีกทั้งกระเพาะปัสสาวะที่เต็มไปด้วยปัสสาวะจะยืดตัว ทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น และกรณีที่เป็นบ่อยๆ อาจมีความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ นิ่วร่วมด้วย การรักษา แพทย์จะให้ทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อ แต่ผู้ป่วยก็ต้องรู้จักดูแลตัวเองด้วย การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเร่งการขับเชื้อ(ดื่มน้ำมากๆ คือ ดื่มจนกว่าปัสสาวะจะใสเหมือนน้ำที่ดื่มเข้าไป) ที่สำคัญคือ อย่ากลั้นปัสสาวะ ส่วนการรับประทานอาหารนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ที่จะทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง เช่น กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการปัสสาวะในไต และกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการหดตัว กรณีที่เป็นบ่อยๆ อาจต้องวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น X-ray หรือส่องกล้อง (Cystoscope) เพื่อตรวจหาความผิดปกติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ท้องผูก

ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป โดยทั่วไปการขับถ่ายของคนส่วนใหญ่ จะมีการขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้ง/วัน จนถึง 3 ครั้ง/สัปดาห์ การถ่ายที่น้อยลงกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ ก็จะถือว่ามีภาวะท้องผูกเกิดขึ้น ดังนั้นการถ่ายแข็ง ถ่ายลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งมาก ใช้เวลาถ่ายนาน อาจไม่เรียกว่าท้องผูกก็ได้ หากยังถ่ายได้ทุกวันหรือมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์           ท้องผูก         ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรทั่วไป   โดยทั่วไปการขับถ่ายของคนส่วนใหญ่  จะมีการขับถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้ง/วัน  จนถึง 3 ครั้ง/สัปดาห์  การถ่ายที่น้อยลงกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์  ก็จะถือว่ามีภาวะท้องผูกเกิดขึ้น  ดังนั้นการถ่ายแข็ง  ถ่ายลำบาก  ต้องใช้แรงเบ่งมาก  ใช้เวลาถ่ายนาน  อาจไม่เรียกว่าท้องผูกก็ได้  หากยังถ่ายได้ทุกวันหรือมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์                 ข้อมูลจากชมรมการเคลื่อนไหวลำไส้ (Thai Motility Club) ของสมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย  พบภาวะนี้มีความชุกสูงถึงร้อยละ  2.5 สาเหตุของอาการท้องผูก         อาการที่ทราบสาเหตุ       1.   การอุดกั้นของทางเดินอาหาร  ได้แก่ -          มะเร็งลำไส้ใหญ่ -          ทวารหนังโป่งเข้าในอวัยวะข้างเคียง (Rectocele) -          รูทวารหนักตีบ (Anal stenosis)              -          ลำไส้ใหญ่ถูกกดเบียดจากอวัยวะข้างเคียง 2.   โรคทางระบบต่อมไร้ท่อหรือความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย  ได้แก่ -          โรคเบาหวาน                                                      -          โรคไทรอยด์ทำงานต่ำ -          ภาวะโปแทสเซียมในเลือดต่ำ -          เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต (Pheochromocytoma) -          ต่อมใต้สมองทำงานต่ำ (Panhypopituitarism) -          โรคพอร์ฟัยเรีย (Porphyia)       -          พิษจากโลหะหนัก  เช่น ตะกั่ว  ปรอท  สารหนู 3.   ยาได้แก่ -          ยาแก้ท้องเสียบางชนิด  เช่น  loperamide -          ยาแก้ปวดบางชนิด เช่น morphine,  fentanyl -          ยากลุ่ม anticholinergic เช่น ยาลดบีบเกร็งลำไส้ -          ยาจิตเวชบางชนิด                      -          ยากันชักบางชนิด -          ยาเคลือบกระเพาะ -          ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม calcium channel blockers -          ยาบำรุงถ้ามีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ -          ยาขับปัสสาวะ -          ยารักษามะเร็งบางชนิด 4.    โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ -          โรคพาร์กินสัน -          การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง -          โรคทางระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic neuropathy)   อาการท้องผูกที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด -          การทำงานของลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ -          ปัญหาของกล้ามเนื้อของอุ้งเชิงกราน การหาสาเหตุของอาการท้องผูก                 พิจารณาการเพิ่มเติมตามสมมติฐานของแต่ละโรค  อาจจะเป็นการตรวจเลือด  อุจจาระ  การตรวจทางรังสี  การส่องกล้อง  ตรวจลำไส้ใหญ่  การตรวจการทำงานของลำไส้ใหญ่(colonic function test)  ซึ่งประกอบด้วยการตรวจเพื่อดูการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ (colonic transit study) และการตาจดูการขับถ่าย (assessment for defecatory disorder)  โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี  มีอาการเตือน (alarm symptom) เช่น ถ่ายเป็นเลือก  ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือลำไส้อักเสบ  ชนิด Inflammatory bowel disease ซีด ตรวจพบเลือดแฝงในอุจจาระ  น้ำหนักลดชัดเจน  อาการเพิ่งเป็น  โดยไม่สามารถอธิบายจากสาเหตุอื่นได้  ควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่  เพื่อแยกสาเหตุจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ออกไป การรักษา 1.    ไม่ใช้ยา โดยการปรับอาหาร  พฤติกรรม  และการฝึกสุขนิสัยการขับถ่าย  ได้แก่ ·        ทานอาหารที่กากใยสูง  เช่น  ผัก  ผลไม้ ·        แนะนำดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5 ลิตรต่อวัน ·        ออกกำลังกายทุกวัน ·        เมื่อรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ  ควรไปถ่ายทุกครั้ง ·        หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก ·        หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายต่อเนื่องยาวนาน          ·        ควรให้เวลากับการถ่ายอุจจาระให้เพียงพอ  ไม่ควรเร่งรีบ 2.    การใช้ยา  ซึ่งอาจเป็นยากิน  ยาเหน็บหรือยาสวนแล้วแต่สาเหตุหรือกลไกลของอาการท้องผูก 3.    การฉีด Botulinum toxin พบว่าอาจได้ประโยชน์ในผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอกตึงตัวเกิน 4.    การผ่าตัด  อาจพิจารณาในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา  ที่เป็นจาการทำงานของลำไส้ที่ช้ากว่าปกติ  กล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอกตึงตัวเกิน  กายวิภาคของลำไส้ตรงและทวารผิดปกติ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

❝โรคกรดไหลย้อน❞ อาการแน่นอก แสบร้อน จุกคอ ใช่ไหม? ใช้ยาตัวไหน?

โรคกรดไหลย้อนเข้าหลอดคอ คืออะไร (Gastroesophageal Reflux Disease : GERD)  ภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารจะถูกหลั่งออกมาเพื่อการย่อยอาหาร  กรดในกระเพาะนั้นไม่มีการไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหารส่วนบน  แต่ในภาวะผิดปกติอาจไหลย้อนผ่านกล้ามเนื้อหูรูดส่วนบนของหลอดอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ และมีแผล (erosive esophagitis) หรือหลอดอาหารอักเสบโดยไม่เกิดแผล (non-erosive esophagitis) นอกจากนี้กรดนี้อาจไหลย้อนผ่านหลอดอาหารเข้าสู่หลอดคอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal reflux : LPR) เกิดพยาธิสภาพต่าง ๆ เพราะเยื่อบุกล่องเสียง  และหลอดคอบอบบางทนสภาวะกรดได้ไม่ดี  รวมทั้งอาจก่อปัญหาด้านระบบการหายใจและปอด ปัจจัยหรือพฤติกรรมบางอย่าง  เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการไหลย้อนกลับ  ของกรดหรือน้ำย่อยจากหลอดอาหารภาวะนี้เกิดได้ตลอดเวลา  และไม่ว่ากำลังรับประทานอาหารหรือไม่ก็ตามพบอาการนี้ได้ตั้งแต่ทารกจนถึงผู้ใหญ่ สาเหตุ Hlatus Hernia (โรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้น  เข้าไปในกำบังลม  หูรูด  อาหารปิดไม่สนิท  ทำให้กรดอาหารไหลย้อนกลับเข้าไปทางหลอดอาหารได้) การดื่มสุรา  สูบบุหรี่ อ้วน ตั้งครรภ์  ทานยาบางชนิด  เช่น แอสไพริน ทานอาหารรสเปรี้ยว เผ็ด ช็อกโกแลต  กาแฟ  รวมทั้งชนิดที่ไม่มีคาเฟอีนด้วย อาหารมัน  ของทอด หอม  กระเทียม มะเขือเทศ  หรือซอสมะเขือเทศ Peppermint อาการ 1. อาการทางเดินอาหาร อาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้นปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (Heart Burn)  บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอและไหล่ได้ รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบาก ติดขัด  คล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ หรือกลืนแล้วเจ็บ เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี  หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในลำคอหรือปาก มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย  คลื่นไส้ คล้ายมีอาหาร  หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก  หรือคอ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก  คล้ายอาหารไม่ยอ่ย 2. อาการทางกล่องเสียงและปอด เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะในตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม ไอเรื้อรัง  ไอ หรือ รู้สึกลำลักในเวลากลางคืน กระแอมไอบ่อย อาการหอบหืดแย่ลง อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่(ถ้ามี)  แย่ลง  หรือไม่ดีขึ้นจากการใช้ยา แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก (non-cardiac chest pain) คล้ายโรคหัวใจ  คล้ายมีก้อนจุก ๆ ที่คอ เป็นโรคปอดอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ อาการที่กล่าวข้างต้น  อาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นตลอดให้ปรึกษาแพทย์  หู คอ จมูก  ซึ่งแพทย์จะตรวจทาง  หู  คอ  จมูก  เพื่อดูว่ามีความผิดปกติบริเวณกล่องเสียง  และคอหรือไม่  เพื่อแนะนำการรักษาและปฏิบัติตัวต่อไป การรักษา ภาวะกรดไหลย้อนรักษาอย่างไรขึ้นอยู่กับอาการ และสุขภาพของแต่ละคน  โดยทั่วไปหลักการรักษามี 3 ประการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย และงดเว้นอาหารบางอย่างเพื่อลดภาวะกรดไหลย้อน การใช้ยาลดกรดที่ถูกต้อง มักจำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ร่วมกับปฏิบัติในข้อ 1. การผ่าตัดรัดหูรูดกระเพาะอาหาร จำทำให้รายที่เป็นรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อยา 1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน  เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูง  ทำให้กรดไหลย้อนได้มาก งดบุหรี่  เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก ใส่เสื้อหลวม ๆ                                              ไม่ควรนอนออกกำลังกาย  หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง งดอาหารมัน ๆ ทอด  อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม  กระเทียม  มะเขือเทศ  ช็อกโกแลต  ถั่ว ลูกอม เนย ไข่  เผ็ด  เปรี้ยว  เค็มจัด รับประทานอาหารพออิ่ม  ทานทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยง  ชา  กาแฟ น้ำอัดลม  เบียร์  สุรา นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว  โดยหนุนที่ขาเตียง  ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง 2. การรักษาด้วยยา Antacids เป็นยาตัวแรกที่ใช้  สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มาก ใช้ยา Proton Pump Inhibitor ซึ่งเป็นยาที่ลดกรดได้เป็นอย่างดี  อาจจะใช้เวลารักษา 1-3 เดือน ยาที่นำยมใช้ ได้แก่  Omeprazole, Lansoprazole, Pantoprazole, Rabeprazole, และ Esomeprazole หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมาก  หรือทำให้หูรูดหย่อน  เช่น  ยาแก้ปวด  Aspirin NSAID  VITAMIN C หากให้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ควรจะต้องตรวจเพิ่มเติมดังนี้ การกลืนแป้งตรวจกระเพาะอาหาร การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร 3. การรักษาโดยการผ่าตัด จะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เทคนิคในการลดภาวะกรดไหลย้อน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษา  เพื่อให้อาการหายขาด  และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค  โดยปฏิบัติดังนี้    กินอย่างถูกสุขลักษณะ - ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง และอย่าให้แต่ละมื้อผ่านไปอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการลุกเดินหลังมื้ออาหาร นั่งนิ่งๆ หลีกเลี่ยงการนอนราบทันที เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารย่อยช้า โดยเฉพาะมื้อเย็นและทิ้งเวลาให้ย่อยอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะหากอาหารไม่ย่อยแล้วนอน เป็นผลให้กระเพาะกับหลอดอาหารอยู่ในแนวราบเดียวกัน กรดในกระเพาะจะไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารได้ หลีกเลี่ยงอาหาร และเครื่องดื่ม  ได้แก่  ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  อาหารทอด  อาหารรสจัด  อาหารมัน ๆ ช็อคโกแลต  ผักผลไม้บางชนิด  เช่น  ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว  สะระแหน่  หอมหัวใหญ่  ถั่ว  นม  (ดื่มนมพร่องมันเนยได้) ควบคุมน้ำหนัก - ไขมันใต้ผิวหนังรอบหน้าท้องและไขมันในช่องท้องมีส่วนเพิ่มแรงดันในช่องท้องให้มากขึ้น จนบีบกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย ยิ่งน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสเลี่ยงสูง ดังนั้นควบคุมน้ำหนักให้มาตรฐาน และบริหารรอบเอวเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดไขมันสะสม งดดื่มสุราและสูบบุหรี่ - ทั้งสารนิโคตินในบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบของและกระเพาะอาหาร อย่านอนราบหลังจากเพิ่มรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ โดยเฉพาะใน 3 ชั่วโมงแรก สวมใส่เสื้อผ้าให้สบาย - การใส่เสื้อผ้าคับมีผลให้เกิดแรงดันในช่องท้องมากขึ้นและดันให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาทางหลอดอาหาร ดังนั้นพยายามสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมเล็กน้อย ป้องกันอาหารแน่นท้องหลังมื้ออาหาร หมุนหัวเตียงให้สูง  อย่างน้อย 6 นิ้ว ออกกำลังกายเป็นประจำ - การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ระบบทางเดินอาหารจึงทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารทันที เพราะกระเพาะอาหารอาจย่อยไม่เป็นปกติ ควรเว้นระยะให้อาหารย่อยอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงความเครียด ทำจิตใจให้สบาย  แจ่มใส - ความเครียดอาจไม่ได้มีผลโดยตรงต่อโรคกรดไหลย้อน แต่ถ้ามีอาการอยู่แล้ว ความเครียดจะทำให้อาการกำเริบได้ง่ายขึ้น ช่วงระยะเวลาของการรักษา ส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรักษาค่อนข้างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 6 อาทิตย์  ถึง  6 เดือน  บางคนอาการจะหายไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจหยุดยาได้หลายเดือนหรือหลายปี ขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนนิสัยหรือสภาพแวดล้อม พยาธิสภาพของแต่ละบุคคล และต้องทำความเข้าใจด้วยว่า โรคนี้อาจหายขาดไปเลยหรืออาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีก โรคแทรกซ้อน หลอดอาหารที่อักเสบอาจจะทำให้เกิดแผล  และมีเลือดออก  หรือหลอดอาหารตีบ  ทำให้กลืนอาหารลำบาก อาจจะทำให้โรคปอดแย่ลง  เช่น  โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น  ไอเรื้อรัง  ปอดอักเสบ แพทย์ พญ. ดวงพร โชคมงคลกิจ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

                ในปัจจุบัน ประชาชน มีความตื่นตัวในการตรวจสุขภาพมากขึ้น บางกรณีมีกฎหมายบังคับ มีสวัสดิการให้พนักงานมีการตรวจสุขภาพในโอกาสต่างๆ เช่น การตรวจสุขภาพก่อนศึกษาต่อ ก่อนเข้าทำงาน  และการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น รวมทั้งมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดโปรโมชั่น ให้ได้เห็นกันทั่วไป                 ซึ่งก็มีอีกหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตรวจสุขภาพทั้งๆที่ดูแข็งแรง ตรวจแล้วได้อะไร บางคนกลัวและไม่กล้ากลัวเจอโรค เป้าหมายที่แท้จริงของคนตรวจสุขภาพนั้น  ก็เพื่อนำผลการตรวจมาส่งเสริมสุขภาพอนามัย ให้เรามี ชีวิตยืนยาว ลดการเจ็บป่วยสร้างเสริม คุณภาพชีวิต และเพื่อการรักษากรณีเจอโรคในระยะแรกๆ                 หลายท่านเข้าใจผิดว่าการตรวจสุขภาพต้องมีการตรวจเลือด ตรวจ X-ray เท่านั้นที่จำเป็น แต่การตรวจสุขภาพให้คลอบคลุมทุกด้าน เป็นสิ่งสิ่งที่จำเป็นไม่น้อยกว่าผลเลือด ผล X-ray ได้แก่ ประวัติความเสี่ยงต่างๆ เช่น ประวัติคนครอบครัวเป็นโรคอะไรบ้าง ประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยา การรับวัคซีน การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย เป็นข้อมูลสำคัญที่ควรแจ้งกับแพทย์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลตรวจอื่นๆ                 การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะโรคบางอย่างเป็นภัยเงียบ ไม่แสดงอาการ ในระยะแรก เช่น เบาหวาน ความดันสูง มะเร็งระยะเริ่มแรกควรตรวจค้นหาความเสี่ยงเพื่อรู้ก่อนจึงสามารถรักษา หรือลดความรุนแรงของโรคได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี                 นอกจากการตรวจสุขภาพแล้ว ในปัจจุบันมีโรคหลายโรคที่สามารถติดต่อได้โดยง่ายๆ และมีอันตรายถึงชีวิต ที่ไม่เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ จึงต้องมีการรับวัคซีนป้องกันโรค ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับอักเสบ เป็นต้น   การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ Ø     งดอาหารก่อนมารับการตรวจ 8-10 ชั่วโมง Ø     น้ำเปล่าและยาประจำตัว  สามารถรับประทานได้  ก่อนมาตรวจสุขภาพ Ø     หากสงสัยว่าตั้งครรภ์กรุณาแจ้งพยาบาลก่อนรับการตรวจ Ø     ไม่ควรสูบบุหรี่  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ เพราะจำทำให้ความดันโลหิตสูงเกินไปจากปกติของท่าน Ø     ควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ Ø     ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ  24-48 ชั่วโมง Ø     หากรับประทานยาประจำ (รวมถึงอาหารเสริมบางชนิด)อยู่ควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจสุขภาพ เพราะยาและอาหารเสริมบางชนิดมีผลต่อการตรวจเลือด, ผลการตรวจปัสสาวะหรือผลการตรวจอุจจาระ Ø     ควรหลีกเลี่ยงงานเลี้ยง  ที่จำเป็นต้องรับประทานมื้อใหญ่ (Big Meal) ก่อนมาตรวจสุขภาพ  48-72 ชั่วโมง (2-3 วัน) Ø     หากมีการตรวจการได้ยิน  ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง (ไม่เข้าไปใกล้เครื่องจักร  หรือดิสโก้เทค  หรือแหล่งของเสียงดังอื่น ๆ ที่มีเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล)  อย่างน้อย 14 ชั่วโมงก่อนมารับการตรวจการได้ยิน Ø     ในกรณีที่ท่านมีการตรวจสมรรถภาพของการทำงานปอด §       ท่านควรงดอาหารมื้อใหญ่อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ §       ห้ามออกกำลังกายก่อนมาตรวจเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที §       ควรสวมเสื้อผ้าหลวม ๆ สบาย ๆ และหากท่านได้ยาขยายหลอด  ควรหยุดยาขยายหลอดลมก่อนรับการตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด (ให้นำยาประจำตัวมาด้วยเพื่อใช้หลังตรวจเสร็จ) -    ยาพ่นขยายหลอดลม งด 6-8 ชั่วโมง -    ยากินขยายหลอดลม งด 12 ชั่วโมง -    ยากินขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์ยาว งด 24 ชั่วโมง หมายเหตุ  : 1. หากมีการนัดการตรวจกระเพาะอาหาร  ให้งดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดก่อนมาพบแพทย์อย่างน้อย 6 ชั่วโมง 2.ควรพักผ่อนให้เพียงพอ (พักผ่อนไม่เพียงมีผลต่อความดันโลหิต) 3.ผู้หญิงไม่ควรตรวจสุขภาพระหว่างมีประจำเดือน (มีผลต่อผลตรวจปัสสาวะ) 4.ปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อแจ้งข้อมูลสุขภาพ ประวัติต่างๆ ทำความเข้าใจกับ รายการตรวจหรือ Packaeg เพื่อการตรวจสุขภาพที่คุ้มค่าเหมาะสม                  สุดท้าย ทุกท่านได้รับผลการตรวจแล้วนำไปปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การตรวจสุขภาพจะไม่มีประโยชน์อันใด  ถ้าท่านเพียงแต่เก็บพวกนั้นไว้ มาตรวจสุขภาพกันเถอะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม