โภชนบำบัดผู้ป่วยโรคอ้วน

โภชนบำบัดผู้ป่วยโรคอ้วน               การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของประเทศไทยแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อก่อนซื้อของในตลาด ปัจจุบันซื้ออาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อปัญหาสุขภาพที่ตามมาจึงพบมากขึ้น ได้แก่ ภาวะอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ปัญหาโรคอ้วน พบในหลายประเทศทั่วโลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า อัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเป็น3เท่าตัว หลังปีพ.ศ.2518 ประชากรโลกอายุมากกว่า18ปีขึ้นไป เป็นโรคอ้วนถึง650ล้านคน             จะเห็นได้ว่าการเกิดภาวะโรคอ้วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีแนวโน้มสูงขึ้น และยังพบว่าธุระกิจลดความอ้วนในไทยได้รับความนิยม เช่น คลินิคลดความอ้วน การโฆษณาต่างๆ การกินยาลดน้ำหนัก ซึ่งสิ่งเหล้านี้อาจจะไม่ใช้วิธีที่ถูกต้องเมื่อเราอ้วน เราควรที่จะจำกัดการรับประทานอาหารหรือลดการบริโภคอาหาร บวกกับการออกกำลังกาย หากไม่ตั้งใจจริง ขาดความอดทน ไม่ปฏิบัติต่อเนื่องก็จะไม่ประสบความสำเร็จ             คำว่า “อ้วน” มี2ความหมาย คือ น้ำหนักเกินหรือท้วม(Overweight) กับ โรคอ้วน(Obesity) โดยคำนวณจากค่าดัชชีมวลกาย (BMI) โรคอ้วน  BMI > 30 กิโลกรัมตารางเมตร (เกณฑ์องค์การอนามัยโลก)             น้ำหนักเกินหรือท้วม หมายถึง ค่า BMI > 25 กิโลกรัมตารางเมตร             การคำนวณหาคาดัชนีมวลกาย (Body mass index)              BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม)                            ความสูง (เมตร)²             สาเหตุหลักของความอ้วน 1.พันธุกรรม 2.การทำงานผิดปกติของต่อมโร้ท่อ 3.พฤติกรรมการกิน 4.ขาดการออกกำลังกาย 5.สาเหตุอื่น เช่น สภาพแวดล้อม             การวัดเส้นรอบเอว ผู้ชาย เส้นรอบเอวไม่ควรเกิน 36 นิ้ว (90 ซ.ม.) ผู้หญิง เส้นรอบเอวไม่ควรเกิน 32 นิ้ว (80 ซ.ม.)             รูปร่างอ้วนมี2รูปแบบ คือ Apple Shape และ Pear Shape รูปร่าง แอปเปิ้ลเซฟ จะมีไขมันบริเวณหน้าท้องมากกว่าสะโพก รูปร่าง แพร์เซฟ จะมีช่วงไหล่ และเอวที่เล็กกว่าสะโพก             การลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร รับประทานอาหารให้ครบ5หมู่ เป็นอาหารกลุ่มไขมันต่ำ น้ำหนักค่อยๆลดลงสม่ำเสมอ อาหารเผ็ดโดยเฉพาะพริก สามารถช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหลังเวลา18:00น. ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารเคี้ยวอาหารเช้าๆ อย่านอนดึก กำหนดพลังงานควรลดวันละ 300-500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน รับประทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ควรงดไขมัน เพิ่มการออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงขนมหวาน ผลไม้ที่มีแป้งมาก เช่น ทุเรียน อาหารทอด อาหารมันมากๆ เพิ่มการรับประทานใยอาหาร ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ จำกัดการรับประทานอาหารกลุ่มข้าวแป้ง รับประทาน ข้าวกล้อง ข้าวไรเบอรี่ และจัดสัดส่วนให้เหมาะสม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โภชนบำบัดผู้ป่วยโรคเก๊าฑ์

โภชนบำบัดผู้ป่วยโรคเก๊าฑ์               โรคเกาฑ์ มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของการสะสมกรดยูริค (Uric acid) ในร่างกาย กรดยูริคได้จากการเผาผลาญสารพิวรีน ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ร่างกายสังเคราะห์เองได้และ พบได้ทั่วไปในอาหารหลายชนิด โดยปกติพิวรีนที่ร่างกายได้รับจะถูกย่อย และกลายเป็นกรดยูริค ในคนปกติไตจะทำหน้าที่ขับกรดยูริคออกให้ทันต่อการสร้างใหม่ การสะสมของกรดยูริคทำให้เกิด อาการปวดรุนแรง ในกระดูกและรอบๆ ข้อกระดูก ในผู้ชาย Uricไม่ควรที่จะเกิน 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้หญิงยูริค ไม่ควรเกิน6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรโรคนี้สามารถติดต่อได้ทางกรรมพันธุ์             การควบคุมอาหารผู้ป่วยโรคเก๊าฑ์ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เด็ดขาด เช่น เบียร์ , เหล้า เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ยูริคสูงขึ้น งดอาหารที่มีพิวรีนสูง  กลุ่มอาหารที่มีพิวรีนสูงมากกว่า 150 มิลลิกรัม ได้แก่ หัวใจไก่ ไข่ปลา ตับไก่ มันสมองวัว กึ๋นไก่ หอย เซ่งจี้หมู ห่าน ตับหมู น้ำซุปกระดูก ปลาดุก ยีสต์ เนื้อไก่ เป็ด ซุปก้อน กุ้งซีเฮ้ น้ำสกัดเนื้อ ปลาใส้ตัน ถั่วดำ ปลาตัวเล็ก ถั่วแดง เห็ด ถั่วเขียว กระถิน ถั่วเหลือง ตับอ่อน ชะอม ยอดฟักแม้ว ปลาอินทรีย์ กะปิ ปลาซาดีนกระป๋อง กลุ่มอาหารที่มีพิวรีนปานกลาง พิวรีนอยู่ 50-150 มก. เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากะพง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ขี้เหล็ก สะตอ ข้าวโอ๊ต ผักโขม ถั่วลันเตา หน่อไม้ ข้าวที่ไม่ขัดสีจนขาว กลุ่มอาหารที่มีพิวรีนน้อย 0-50 มิลลิกรัม ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่  ผักต่างๆ ผลไม้ น้ำตาล ผลไม้เปลือกแข็ง ไขมัน ข้าวขาว ก๋วยเตี๋ยว มันเทศ ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมาก เช่น อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เพราะไขมันในร่างกายทำให้การขับกรด ยูริคออกได้น้อยลง ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว มีสารพิวรีนสูง จำกัดปริมาณการรับประทาน นมถั่วเหลืองไม่ควรดื่มเกินวันละ2แก้ว ควรเว้นการรับประทานผักส่วนยอด เช่น ต้นอ่อนของผัก เช่น ยอดคะน้า ยอดผักหวาน ยอดผักบุ้งจีน หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ สะตอ กระถิน ชะอม ผักขม งดอาหารหมักที่ใช้ยีสต์เป็นตัวเร่งหรือส่วนประกอบเช่น เต้าเจี้ยว เมล็ดพืชทุกชนิดที่งอกได้ จะมียูริคค่อนข้างมาก แม้จะทำให้สุกแล้วก็ตาม ควรงดโดยเฉพาะขณะปวด               ข้อควรปฏิบัติอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าฑ์ 1. รับประทานผลไม้และผักให้มาก โดยเฉพาะผักโตเต็มวัย 2. รับประทานอาหารให้ครบ5หมู่ 3. ดื่มน้ำสะอาด มากๆ วันละ3ลิตร เพื่อช่วยขับกรดยูริคออกทางปัสสาวะ 4. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 5.ไม่รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็ก

ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็ก                   ช่วง6เดือนแรกอาหารที่ดีที่สุดของทารกนั้นคือ “นมแม่” เพราะมีสารอาหารมากมาย เช่น DHA ช่วยบำรุงสมองและสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ เพราะในนมถั่วเหลือง (โคลอสตรัม) มีภูมิคุ้มกันสูงกว่านมวัว 3,000 เท่า มีสารช่วยย่อย และช่วยเร่งการเจริญเติบโต                 อาหารสำหรับเด็กทารก 6เดือน ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ปลาช่อน ปลาน้ำจืด ผักใบเขียว หรือข้าวกล้องบด มันฝรั่งและไข่แดงบด น้ำซุปผัก ไข่ตุ๋น+ผักนิ่มๆ ผลไม้สุกจัดนิ่มๆ เช่นมะละกอบด, มะม่วงสุกบด, กล้วยน้ำหว้าบด, น้ำส้มคั้นสดไม่มีเมล็ด ไม่ควรปรุงรสใดๆ เป็นรสหวานธรรมชาติ ไข่แดงควรมีทุกมื้ออาหาร นำไข่แดงที่ต้มสุกแล้วมาบี้ใส่ในข้าวตุ๋น ถ้าคุณแม่กลัวลูกแพ้ไข่ขาว เริ่มให้รับประทานไข่ขาวเมื่ออายุครบ 1ขวบก็ได้ อาหารค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อย สังเกตการรับประทานอาหารของทารก ว่าสิ่งไหนชอบสิ่งไหนไม่ชอบ                 อาหารสำหรับเด็ก7เดือน เน้นวัตถุดิบที่ย่อยง่าย เช่นข้าวบด ผักต้มนิ่มๆ 2-4อย่างบดรวมกัน กระตุ้นให้เด็กดื่มน้ำบ่อยๆ จะได้ถ่ายอุจจาระได้ง่ายขึ้น                 อาหารสำหรับเด็ก 6-9เดือน บางคนมีฟันน้ำนมขึ้นหนึ่งหรือมากกว่านั้น ฟันจะช่วยให้ลูกเคี้ยว และเพลิดเพลินกับอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหยาบขึ้น มีการพัฒนาการหยิบจับของ เช่นหยิบอาหารกินเอง                 อาหารสำหรับเด็ก8-9เดือน อาหารจำพวกแป้งที่เป็นมื้อเล็กๆ วันละ2มื้อ เช่น ข้าวสวยนิ่มๆ ขนมปังแผ่น มันฝรั่ง พืชผัก ผลไม้ คละสีสัน มีความหยาบ ละเอียด มีกลิ่นรสหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ ถือรับประทานเองได้ เช่นแตงกวา แครอทต้ม อาหารโปรตีนสูงแต่นุ่มบดง่าย ได้แก่ ไข่แดง ตับไก่ เต้าหู้อ่อน หรือปลา หมุนเวียนกันไป ปริมาณอาหารที่เหมาะสมใน 1 มื้อ ของเด็กคือ ข้าวสวย5ช้อน เนื้อสัตว์ ไข่ 2ช้อน ผักนิ่มๆ2ช้อน ผลไม้3ชิ้นพอดีคำ น้ำมันพืช1ช้อนชา                 อาหารสำหรับเด็กวัย10-12 เดือน เด็กสามารถกินอาหารหยาบได้ อาหารควรเปลี่ยนจากบดหรือสับ มาเป็นหั่นชิ้นเล็กแทน เช่นมะกะโรนีต้ม ข้าวต้มหรือเนื้อปลาสับหยาบ กินอาหาร3มื้อ                 โภชนาการเด็ก1-3ปี เด็กช่วงนี้กำลังหัดเดิน ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยทารกสู่วัยเด็กเล็ก ลูกจะสนุกกับการเดินรอบๆค้นหารสิ่งใหม่ๆ การจัดอาหาร ต้องอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ครบ5หมู่ วันละ4-6 มื้อ (รวมมื้อว่าง) เน้นโปรตีน เพราะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และได้รับพลังงานที่เพียงพอ วันละ1,000 Kcal./วัน รวมให้นมแม่ด้วย พลังงานส่วนใหญ่มาจาก ข้าวแป้ง-ธัญพืช น้ำตาล ไขมัน และเนื้อสัตว์ หมวดข้าวแป้ง รับประทานมื้อลั1ทัพพี เน้นข้าวกล้อง หรือ ข้าวซ้อมมื้อ เพราะมีแร่ธาตุ และวิตามินใยอาหารมากกว่าข้าวขาวปกติ หมวดเนื้อสัตว์ ควรรับประทานเป็น ไข่ นม เนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น เนื้อหมู ปลา ไก่ ถั่วต้มเปื่อย หรือเต้าหู้ โปรตีนช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และการเจริญเติบโต ควรได้รับ1.4กรัมต่อน้ำหนักตัว1กิโลกรัม และควรได้รับธาตุเหล็กที่เพียงพอ เด็กควรได้กินไข่ 1 ฟองทุกวัน และดื่มนมทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง หมวดไขมัน ไขมันนอกจากให้พลังงานแล้วยังช่วยในการดูดซึมวิตามินบางชนิด เช่น วิตามิน A D E K เด็กได้รับน้ำมันชนิดดีต่อสุขภาพ 3 ช้อนชาต่อวัน หมวดผัก ผักอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร ควรให้เด็กรับประทานผักหลากสีสัน ควรรับประทานผักมื้อละครึ่งทัพพี เป็นผักสีเข้ม เช่น เขียวเข้ม ส้มเข้ม แดงเข้ม เหลืองเข้ม เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการรอบด้าน สมวัย หมวดผลไม้ มีวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร ควรรับประทานผลไม้สด มากกว่าผลไม้แปรรูป หรือน้ำผลไม้เพราะบางครั้งมีรสหวานมากเกินไป เฉลี่ย1วัน เด็กควรได้รับประทานผลไม้3ส่วน หมวดนม ควรส่งเสริมให้เด็กดื่มนมทุกวัน  เพื่อให้ได้รับแคลเซียมเพียงพอ  เสริมสร้างมวลกระดูก เด็กควรดื่มนมจืดวันละ2-3แก้ว   ปริมาณอาหารที่เพียงพอ สำหรับเด็ก4-6ปี                                                 กลุ่มข้าวแป้ง         วันละ 5 ทัพพี                                                 กลุ่มผัก                  วันละ 3 ทัพพี                                                 กลุ่มผลไม้             วันละ 3 ส่วน                                                 กลุ่มนม                 วันละ 2-3 แก้ว (1 แก้ว ปริมาณ 240 มิลลิลิตร)                                                 กลุ่มเนื้อสัตว์        วันละ 4 ช้อนโต๊ะ (กรณีเด็กดื่มนมไม่ถึง 2-3 แก้วต่อวัน แล้วต้องเพิ่มเนื้อสัตว์ในอาหารขึ้นเล็กน้อย)                                                 กลุ่มไขมัน            น้ำมันวันละ 5 ช้อนชา (ควรเป็นไขมันดี)                                                 ส่วนน้ำตาล, เกลือ รับประทานได้เล็กน้อย                   การจัดอาหารสำหรับเด็ก คุณพ่อและคุณแม่สามารถยืดหยุ่นให้ลูกได้ บางมื้อลูกอาจรับประทานได้มาก บางมื้อรับประทานได้น้อย พ่อแม่ไม่ควรเครียดเกินไป และควรค้นหาสิ่งที่ลูกเราชอบ จัดอาหารที่รู้ใจ เช่น ดูว่าลูกชอบอะไรไม่ชอบอะไร สร้างบรรยากาศที่ดีในการรับประทานอาหาร การจัดอาหารต้องมีโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 เพราะมีในอาหารเท่านั้น ร่างกายสร้างเองไม่ได้ พบมากในปลาและเนื้อสัตว์ เน้นปลาทะเล ไขมันมีความสำคัญต่อระบบสมอง ควรเลือกไขมันที่ดีต่อสุขภาพ                 การที่เด็กได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ สามารถดูได้จากส่วนสูง น้ำหนักที่สมดุล อยู่ในระดับปกติของกราฟวัดการเจริญเติบโต มีความร่าเริง สดใส ไม่เจ็บป่วยบ่อย เช่น เป็นหวัด ท้องเสีย                 การให้เด็กรับประทานอาหารมากเกินไป อาจจะทำให้เด็กเกิดภาวะอ้วนได้ หรือเด็กชอบรับประทานขนมหรือผลไม้รสหวานน้อยๆเป็นต้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การควบคุมอาหารกับโรคเบาหวาน

การควบคุมอาหารกับโรคเบาหวาน                 จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ปัจจุบันคนไทยอายุมากกว่า35ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 2.4 ล้านคน โดยมากกว่าครึ่งไม่ทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่ที่ไปพบแพทย์เพราะมีอาการอย่างอื่น เช่น แผลติดเชื้อ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เป็นต้น                 โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ จึงไม่สามารถเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ถ้าร่างกายผลิตอินซูลินไม่พอ หรืออินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ น้ำตาลจะเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ จึงส่งผลให้เลือดมีน้ำตาลสูง                 โรคเบาหวานแบ่งออกเป็น2 ชนิด                 ชนิดที่1 เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ บางรายสร้างไม่ได้เลย พบในเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี อาการที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงกว่า วิธีรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ตับอ่อน ซึ่งต้องติดตามผลวิจัยต่อไป                 ชนิดที่2 เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน ตับอ่อนของผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่สร้างอินซูลินได้อย่างค่อนข้างมาก แต่ร่างกายตอบสนองอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ เกิดภาวะต้านอินซูลิน ประมาณ90% ของผู้ป่วยเบาหวานเป็นชนิดที่2 ช่วงแรกตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินมาก เพื่อรองรับความต้องการสูงขึ้น แต่แล้วตับย่อยที่ทำงานหนักจะไม่สามารถหลั่งอินซูลินได้เพียงพอ เพื่อสนองกับน้ำตาลสูงๆได้ เริ่มแรก จึงรักษาด้วยการกินการกินยาควบคุมอาหาร ไม่จำเป็นต่อใช้อินซูลิน ยกเว้นในรายที่ควบคุมอาหารได้ยาก น้ำตาลขึ้นลงเร็วหรือน้ำตาลสูงมาก จึงต้องฉีดอินซูลินเป็นบางครั้ง เมื่อใดที่ตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่ได้ จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน                 เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่หายขาด ซึ่งการใช้ยารักษาเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมเบาหวานได้ ดังนั้น การควบคุมอาหารและการรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ในปริมาณที่ถูกสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย จึงเป็นอีกวิธีที่เป็นการรักษาาและป้องกันโรคเบาหวาน                 โดยอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแบ่งง่ายๆเป็น3ประเภท ได้แก่ อาหารที่ “ไม่ควร” รับประทาน - น้ำตาลทุกชนิดเช่น น้ำตาลอ้อย น้ำตาลปิ๊บ น้ำตาลก้อน น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ขนมหวานต่างๆ         - ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมข้นหวาน นมปรุงแต่งรสหวาน โยเกิร์ตปรุงแต่งรส นมเปรี้ยว - ผลไม้กวน ผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้ตากแห้ง เช่นกล้วยตาก ลูกเกต อินทผลัม รวมถึงผลไม้กระป๋อง - อาหารปรุงแต่งด้วยไขมันอิ่มตัว เช่นไขมันสัตว์ ใส้กรอก หมูสามชั้น น้ำมันมะพร้าว แกงกะทิ เนยเทียม ครีม อาหารที่รับประทานได้แต่ต้อง “จำกัดปริมาณ” - อาหารประเภทข้าว แป้ง เช่น ขนมปัง เผือก มัน ฟักทอง อาหารเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าน้ำตาล และมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร โดยอาหารจำพวกแป้งจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล และเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นร่างกายผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรรับประทานให้เหมาะสมกับแรงงานและกิจกรรมที่ทำ การรับประทานข้าวน้อยเกินไปอาจเกิดผลเสียทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ การเลือกรับประทานข้าวควรเลือกเป็น ข้าวกล้อง หรือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพราะมีใยอาหารสูง - ผลไม้ ผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน ยิ่งรสหวานมากยิ่งมีน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน มะขามหวาน ลำไย องุ่น เงาะ มะม่วงสุก ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานผลไม้ที่ไม่หวาน ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน เช่น รับประทานวันละ3มื้อ มื้อละ7-8 ชิ้นพอดีคำ อาหารที่รับประทานได้ “ไม่จำกัดปริมาณ” ผักก้าน ผักใบ ผักใบเขียวทุกชนิด ควรรับประทานทุกวัน ทุกมื้ออาหาร รับประทานให้หลากหลายสี อาหารเหล่านี้แคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารสูง ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง อีกทั้งใยอาหารยังช่วยดูดซับน้ำตาลไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป ทำให้ร่างกายดึงน้ำตาลไปใช้ได้อย่างพอดี ได้แก่ ผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง บวบ ฟัก แตงกวา น้ำเต้า ถั่วฝักยาว ถั่วงอก เป็นต้น จะรับประทานในรูปผักสดหรืผักต้มก็ได้ แต่ไม่แนะนำในรูปน้ำผักปั่น โดยเฉพาะผักปั่นแยกกากทำให้เราไม่ได้รับใยอาหารเท่าที่ควร         องค์การอนามัยโลกกำหนดให้บริโภคผักผลไม้อย่างน้อย 400กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับปริมาณ4-6 ทัพพี ถ้าเป็นผักลวกสุกต้องเพิ่มขึ้น2เท่า งานวิจัยพบว่าการกินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ400กรัม สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจร้อยละ33 และโรคมะเร็งร้อยละ50 เมื่อเทียบกับคนที่กินผัก ผลไม้ ไม่ถึงเกณฑ์                 การนับ คาร์บ หรือ คาร์โบไฮเครต                 เป็นอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งเมื่อรับประทานแล้วจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือด พบได้ในอาหาร 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ข้าวแป้ง ผลไม้ นม/โยเกิร์ต ในขณะที่ผักและเนื้อสัตว์ มีน้อย จึงไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลมากนัก                 อาหาร1คาร์บ คือ อาหารที่มีคาร์โบเดรต ประมาณ 15 กรัม เช่น ข้าวสวย1ทัพพี , ข้าวเหนียว1/2ทัพพี , ขนมปัง1แผ่น , แอปเปิ้ล1ลูก , นมสด240 ml , น้ำตาลทราย1ช้อนโต๊ะ                 ปริมาณเฉลี่ยที่ควรรับประทาน สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน                 1. ผู้ชาย ไม่เกิน5คาร์บ ต่อมื้อ                 2. ผู้หญิงไม่เกิน 4 คาร์บ ต่อมื้อ * หมายเหตุ : ปริมาณข้างต้นเป็นเพียงปริมาณเฉลี่ยเท่านั้น ผู้ป่วยแต่ละรายมีความต้องการคาร์โบไฮเดรตไม่เท่ากัน จึงควรปรึกษานักกำหนดอาหารหรือนักโภชนาการ ถึงปริมาณเหมาะสมอีกครั้ง                 การแลกเปลี่ยนคาร์บ หมายถึง อาหารที่คาร์โบไฮเดรต เท่ากับสารอาหารแลกเปลี่ยนกันได้                 การคำนวณหาความต้องการคาร์โบไฮเดรตในแต่ละวัน (ความต้องการพลังงานใน1วัน) ×50÷100= ______กิโลแคลอรี่ = กิโลแคลอรี่÷4=_______กรัมต่อวัน                 (คาร์โบไฮเดรต1กรัม ให้พลังงาน4กิโลแคลอรี่)                 (สัดส่วนของการกระจายพลังงาน CHO50% Prot30% Fat20%) * ผู้ป่วยสามารถดูตารางแสดงคุณค่าอาหารในหมวดอาหารแลกเปลี่ยนได้                 โปรตีน1กรัมให้พลังงาน4กิโลแคลอรี่                 การคำนวณหาโปรตีนสำหรับบุคคลทั่วไป อยู่ที่ 0.8-1กรัมต่อน้ำหนักตัว1กิโลกรัม เช่น น้ำหนัก50 กิโลกรัม×0.8กรัม=40กรัมต่อวัน เนื้อสัตว์1ส่วนจะมีโปรตีนอยู่7กรัม *ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่นปลา , เนื้อสัตว์ , อกไก่ ไขมัน1กรัม ให้พลังงาน9กิโลแคลอรี่                 การคำนวณหาความต้องการไขมันในแต่ละวัน                 (ความต้องการพลังงานใน1วัน)×30÷100=_______ Kcal.                 กิโลแคลอรี่÷9=_______กรัมต่อวัน                 น้ำมัน1ช้อนโต๊ะ มีไขมัน15 กรัม ให้พลังงาน135 Kcal. * ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทานไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก , น้ำมันรำข้าว , น้ำมันถั่วเหลือง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาหารกับโรคไขมันในเลือดสูง

อาหารกับโรคไขมันในเลือดสูง                 โรคไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ อาจเป็นระดับคอเลสเตอรอลสูง หรือระดับไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ชนิดก็ได้ ภาวะไขมันในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ อุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด                 สาเหตุของการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินเกณฑ์ ขาดการออกกำลังกาย การดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเกินความจำเป็นของร่างกาย โรคหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ โรคเบาหวาน โรคไต ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด เป็นต้น พันธุกรรม                 ไขมันในเลือดที่สำคัญ ไตรกลีเซอไรด์ ร่างกายสร้างขึ้นได้เองจากน้ำตาล แป้ง แอลกอฮอล์ และส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร ถ้ารับประทานมากเกินไปสามารถทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ คอเลสเตอรอล ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง และส่วนหนึ่งได้รับจากอาหาร แหล่งคอเลสเตอรอลในอาหารที่พบมาก เช่น ไข่แดง ปลาหมึก หอยนางรม เครื่องในสัตว์ นม เนย แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ 2.1 คอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL-C) หากมีระดับสูงเกินไปจะไปสะสมที่เยื่อบุด้านในของหลอดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง ตีบ หรืออุดตัน 2.2 คอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-C) เป็นชนิดที่มีประโยชน์ ทำหน้าที่นำ คอเลสเตอรอลที่เหลือไปทำลายที่ตับ ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง                 เป้าหมายในการควบคุมไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ < 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คอเลสเตอรอลรวม < 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร LDL-C < 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร HDL-C > 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชาย ในผู้หญิง > 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร                 การเลือกรับประทานอาหาร เลี่ยงการรับประทานไขมันสัตว์ เช่น มันหมู หมูสามชั้น สันคอหมู ขาหมูติดมัน หนังสัตว์ มันไก่ หากจะรับประทานเนื้อไก่ ให้เลือกส่วนอกและส่วนที่ไม่ติดหนัง ใช้เนื่อสัตว์มีไขมันอิ่มตัวให้น้อย เช่น เนื้อปลา อกไก่ เนื้อสันนอก สันใน เป็นต้น เลี่ยงการรับประทานไขมันจากมะพร้าว เช่น กะทิข้น ควรเลี่ยงการรับประทานเมนูแกงกะทิ เช่น แกงเผ็ด แกงแพนง แกงเขียวหวาน ต้มข่าไก่ ควรใช้กะทิธัญพืชหรือนมพร่องมันเนยแทน เลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่ปลา ไข่แดง ตับ ไต สมอง ปลาหมึก หอยนางรม จำกัดไข่แดงไม่เกิน 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ ส่วนไข่ขาวรับประทานได้ไม่จำกัด เครื่องในสัตว์ไม่ควรรับประทานบ่อย เลี่ยงการใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และไขมันจากสัตว์ เช่น มันไก่ มันหมูหลอมเป็นน้ำมันเพื่อนำมาปรุงอาหาร ควรใช้น้ำมันรำข้าวทั้งผัดและทอดอาหาร โดยไม่ใช้ไฟแรงเกินไป หรือใช้น้ำมันพืชยี่ห้ออื่นๆ ตามชอบ เลี่ยงการบริโภคไขมันทรานส์ ซึ่งพบมากในเนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม หรืออาหารที่ใช้ไขมันดังกล่าว เช่น เค้ก คุ้กกี้ พาย  ขนมปัง มันฝรั่งทอด น้ำมันทอดซ้ำ ลดการบริโภคอาหารที่เติมน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ขนมไทย เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูง (สังเกตปริมาณน้ำตาลจากฉลากโภชนาการ) เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะมีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง งดหรือลดการสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชขัดสีน้อย เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ใช้น้ำมัน เช่น ยำ แกงเลียง แกงส้ม แกงป่า แกงจืด ต้มยำน้ำใส ปลา+นึ่งผัก ปลาย่าง อาหารผัดน้ำมันน้อย อาหารทอดไม่อมน้ำมัน อาหารอมน้ำมัน เช่น ไข่ฟู ปลาท่องโก๋ ไก่ชุบแป้งทอด เลือกรับประทานถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ปลาทู ปลาโอ ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาทะเลดังกล่าวมีโอเมก้า 3 อยู่มาก ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ดี รับประทานอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันตับปลา หากรับประทานในปริมาณที่มากก็สามารถทำให้อ้วนได้ เลือกรับประทานนมชนิดไขมันต่ำ เช่น นมพร่องมันเนย                                 ข้อแนะนำในการเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหาร น้ำมันมะกอก (Extravirgin olive oil)           = ทำสลัด น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนล่า น้ำมันมะกอก (Pure olive oil) น้ำมันงา น้ำมันดอกทานตะวัน   = ปรุงอาหารทั่วไป น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันข้าวโพด                    = ห้ามทอดอาหาร น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์มเคอร์เบิล            = ปรุงอาหารทั่วไป น้ำมันปาล์มโอเลอิน                                      = ทอดในอุณหภูมิสูง ทอดน้ำมันท่วม ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงควรงดน้ำมันชนิดที่ 4 และ 5                   ไขมัน MUFA เป็นไขมันธรรมชาติ พบในน้ำมันพืชบางชนิด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันร้าย (LDL-C) ไม่มีผลต่อไขมันดี (HDL-C) พบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า เรพซีด น้ำมันรำข้าว น้ำมันงา ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสง                 ไขมัน PUFA เป็นไขมันจากธรรมชาติ พบมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง ช่วยลดไขมันร้าย (LDL-C) แต่ลดไขมันดี (HDL-C) ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เบาหวานขณะตั้งครรภ์(GDM)

เบาหวานขณะตั้งครรภ์(GDM)              คุณแม่จะต้องมีการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้ใกล้เคียงภาวะปกติมากที่สุด ได้แก่ การควบคุมอาหารประเภทข้าวแป้งและน้ำตาลอย่างเข้มงวด แต่หากควบคุมไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ยาอินซูลินฉีด เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ส่วนใหญ่พบในการตั้งครรภ์ไตรมาสที่3 เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes, GDM) สามารถแบ่งออกเป็น2ระดับความรุนแรง คือClass A1 (glucose intolerance) พบได้ร้อยละ90ในหญิงตั้งครรภ์ รักษาด้วยการควบคุมอาหารClass A2 (Overt DM) หมายถึงมี fasting hyperglycemia คือระดับน้ำตาลมากกว่า 105มก./ดล. รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน                   หลักการควบคุมอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่มื้อเดียว โดยแบ่งเป็น 3 มื้อหลัก อาหารว่าง3มื้อ รับประทานอาหารที่ให้พลังงาน จากกลุ่มโปรตีน ไขมันชนิดดี หรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮมสวีท เพิ่มอาหารจำพวกโปรตีน(เนื้อสัตว์) และผักให้มากขึ้น โดยเฉพาะผักจำพวกใบ เพราะมีใยอาหารและวิตามินมาก ส่วนนมควรรับประทานเป็นนมจืด หรือนมพร่องมันเนย ควรงดหรือหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป                 คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ หลังคลอดบุตร ระดับน้ำตาลจะดีขึ้นเอง แต่อย่างไรก็ตามสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่มีภาวะน้ำตาลจะดีขึ้นเอง แต่อย่างไรก็ตามสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคต สูงกว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ปกติ จึงควรดูและควบคุมอาหารอยู่สม่ำเสมอ ลดการรับประทาน ขนมหวาน เครื่องดื่มหวานต่างๆ แกงหวานและควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกปี ความเสี่ยงของทารกในครรภ์ที่คุณแม่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ พิการแต่กำเนิดหรือแท้งบุตร (สำหรับคุณแม่เป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์) น้ำตาลในเลือดสูง ระบบประสาทพัฒนาได้ไม่ดี ความเสี่ยงของลูกน้อยหลังคลอด ทารกมีขนาดตัวที่ใหญ่ น้ำหนักมากกว่า 4,500 กรัม น้ำตาลในเลือดต่ำ คลอดก่อนกำหนด ปัญหาการหายใจ มีโอกาสเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Q&A วัคซีนModerna ทั้งLotsที่จะมาไตรมาส 4/2564และLotsที่จะมาไตรมาส1/2565

Q&A วัคซีนModerna ทั้งLotsที่จะมาไตรมาส4/2564 และ Lotsที่จะมาไตรมาส1/2565 1. หลังจากฉีดวัคซีนModernaแล้วจะมีอาการอย่างไร คำตอบ อาการจะขึ้นกับแต่ละท่าน อาการพื้นฐานที่พบได้ทั่วไป มีปวดบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ทานยาลดไข้บรรเทาอาการได้             - พบบ่อยมาก (> 1/10) : ปวดศีรษะ, ต่อมน้ำเหลืองโต, คลื่นไส้อาเจียน, ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ, มีอาการเจ็บบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย หนาวสั่น ไข้ มีอาการบวมบริเวณที่ฉีดยา            - พบบ่อย (>1/100 ถึง <1/10) : ผื่น, มีผื่นแดงบริเวณที่ฉีดยา, มีผื่นลมพิษ บริเวณที่ฉีดยา, มีผื่นบริเวณที่ฉีดยา            - พบไม่บ่อย (> 1/1,000 ถึง <1/100) : มีอาการคันบริเวณที่ฉีดยา            - พบได้น้อย (>1/10,000 ถึง < 1/1,000) : มีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนปลายบริเวณใบหน้าแบบเฉียบพลัน,อาการหน้าบวม              Reference: Moderna COVID-19 Vaccine EUPI March/2021 (Final EMA approved version) Created on 20-Mar-2021 (Initial Registration)   2.ไตรมาสที่ 1 ที่สั่งเข้ามาเป็นวัคซีน gen1 หรือ gen2 คำตอบ วัคซีนที่ผลิตในปี 2565 คือ Gen 2 แต่ไตรมาสที่ 1 ที่ส่งเข้ามาต้องตรวจสอบ ณ เวลานั้นว่าผลิตปีไหน ตามข้อมูลจากองค์การเภสัชไตรมาส 1 นี้ยังเป็น Gen 1   3. ต้องอายุเท่าไรจึงฉีดได้ต่ำกว่า 18 ปี ฉีดได้หรือยัง คนท้องฉีดต้องฉีดอย่างไร มีข้อห้ามโรคประจำตัว อะไรบ้าง คำตอบ อย.กำลังอนุญาตให้ผู้มีอายุ 12-18 ปีฉีดวัคซีนModernaได้ ส่วนสตรีตั้งครรภ์ควรเกิน 12 สัปดาห์จึงจะฉีดวัคซีนได้ ข้อห้ามโรคประจำตัวไม่มี ท่านที่มีความกังวลใจควรปรึกษาแพทย์ที่ทำการรักษาอยู่ - Covid-19 Vaccine Moderna มีข้อบ่งใช้สำหรับฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ช่วงอายุ 12-18 ปี กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากอย.ประเทศไทย คาดว่าเร็วๆนี้จะได้รับการอนุมัติ - หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดโรคโควิด 19 รุนแรงกว่าหญิงไม่ตั้งครรภ์ และอาจทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดได้ แม้ว่าวัคซีนส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ แต่การศึกษาในสัตว์ทดลองไม่พบว่าวัคซีนจะมีผลอันไม่พึงประสงค์ต่อการตั้งครรภ์ จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อฉีดวัคซีนได้หลังไตรมาสแรก (หลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์) ส่วนหญิงให้นมบุตรสามารถฉีดวัคซีนได้ (ข้อมูลจากแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนโควิด โดยกรมควบคุมโรค สิงหาคม 2564)   - ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำ ดังนี้ 1) ให้หญิงตั้งครรภ์พิจารณาขอรับวัคซีนโควิด 19 ภายใต้คำนำนำของแพทย์ แต่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในหญิงที่มีอายุครรภ์ น้อยกว่า 12 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่อาจมีผลกระทบต่อความพิการแต่กำเนิดของทารก โดยสามารถฉีดได้ทั้งทุกวัคซีนที่มีการรับรองให้ใช้ในผู้ใหญ่ทั่วไป ทั้งของ Sinovac, AstraZeneca, Johnson & Johnson, Pfizer และ Moderna โดยควรให้ตามกำหนดที่แนะนำในคนทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ 2) สตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ •ไม่ต้องตรวจการตั้งครรภ์ก่อนฉีดวัคซีนโควิด 19 •ไม่ห้ามตั้งครรภ์ หลังฉีดวัคซีนโควิด 19 •ไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนโควิด 19 จะส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตร •ไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์ เมื่อพบว่าตั้งครรภ์ภายหลังฉีดวัคซีน - ข้อห้าม: แพ้วัคซีนโควิด 19 ครั้งก่อนรุนแรง หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน - ข้อควรระวัง : โรคเรื้อรังที่รุนแรงและยังควบคุมไม่ได้ กำเริบ หรืออาการยังไม่คงที่ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือด หัวใจ ประสาท มะเร็ง หรือโรคที่ต้องใช้ยากดภูมิขนาดสูง ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนรับวัคซีน กรณีมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันควรพิจารณาเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อนจนกว่าจะหาย   4. การฉีดวัคซีน Moderna สำหรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเนื่อง สามารถฉีดได้กี่เข็ม เว้นระยะเท่าไร คำตอบ จำนวนเข็ม และระยะเวลาขึ้นกับชนิดของแต่ละวัคซีนที่ได้รับมาก่อนหน้าวัคซีน Moderna ควรฉีดเข็มเดียวห่างจากเข็มที่ 2 หากเป็น ชิโนแวค ให้ห่าง 3 เดือน หากเป็นแอสตร้าให้เว้น 6 เดือน (ดูได้จากคำแนะนำในการได้รับการฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna ใน page)   5. ฉีด Pfizer เข็ม 1 มาแล้ว เข็ม 2 และ 3 กระตุ้นด้วย Moderna ได้ไหม คำตอบ ให้ฉีด Moderna เป็นเข็มที่ 2 ก็เพียงพอ ไม่ต้องกระตุ้นเป็นเข็มที่ 3  เพราะไม่มีข้อมูล แนะนำให้ฉีดเป็นวัคซีนชนิดเดียวกันทั้ง 2 เข็ม จากนั้นอาจฉีดอีก 1 เข็ม เป็นเข็มกระตุ้น โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 8 เดือนจากเข็มที่ 2 ของวัคซีนชนิด mRNA (อยู่ระหว่างการพิจารณาประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย US FDA และ Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP) https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/vaccines/different-vaccines.html https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/vaccines/booster-shot.html   6.หากฉีดวัคซีนสูตรไขว้มาแล้วต้องการฉีดกระตุ้น mRna ฉีดได้หรือไม่ คำตอบ ได้ โดยให้เว้นระยะ 3-6 เดือน   7. เข็มกระตุ้นต้องเว้นระยะห่าง 3-6 เดือน ถ้าฉีดไวกว่านั้นจะเกิดผลข้างเคียงยังไง คำตอบ ไม่มีรายงานบอก   8. วัคซีน AstraZeneca กับ Moderna อย่างล่ะเข็มสามารถป้องกันเชื้อDeltaได้ไหม คำตอบ ไม่มีรายงานบอก   9. ถ้าฉีด Sinovac เข็ม 1 AstraZeneca เข็ม 2 จะฉีด Moderna ทั้ง 2 เข็มได้ไหม คำตอบ ไม่มีรายงาน แต่แพทย์แจ้งว่าไม่มีความจำเป็น ควรห่างเกิน 6 เดือน หรือตรวจภูมิคุ้มกันก่อนฉีด จากข้อมูล ณ ปัจจุบัน ข้อมูลการฉีดวัคซีนแบบไขว้สูตรนี้ยังน้อยมากในแง่ของภูมิตอบสนอง ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการรับวัคซีน Moderna เพิ่ม อาจพิจารณารับการฉีดกระตุ้นเพียง 1 เข็ม เป็นเข็มที่ 3 หลังรับวัคซีน AstraZeneca เข็มที่ 2 ไปแล้วอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป    10.รักษาโควิด-19หายแล้ว จะฉีดวัคซีนทางเลือก Moderna เข็ม 1, 2 ได้หรือไม่ คำตอบ ผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน หรือฉีดยังไม่ครบ 2 เข็ม หากป่วยเป็นโรคโควิด 19 ให้ฉีดวัคซีนชนิดใดก็ได้เพิ่มอีก 1 เข็ม ภายใน 1-3 เดือนหลังจากเริ่มป่วย คนที่เคยได้ครบ 2 เข็มแล้ว ไม่ต้องฉีดเพิ่มอีก  สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 และต้องรักษาโดยการใช้ Monoclonal Antibodies หรือ Convalescent Plasma ให้รออย่างน้อย 90 วันหลังการรักษาจึงรับวัคซีนได้   11. ถ้าฉีด Sinopharm ครบ 2 เข็ม จะฉีด Moderna อีก 2 เข็มได้ไหม ต้องฉีดเว้นระยะห่างจาก Sinopharm เท่าไหร่ คำตอบ ให้เว้นระยะ 3-6 เดือน จึงรับ Moderna เพียง 1 เข็ม  ในประเทศที่ได้ sinovac หรือ sinopharm เป็นหลักมาก่อน เช่น บาเรน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แนะนำให้ฉีดเข็ม 3 เป็นวัคซีน mRNA หลังจากรับวัคซีนเชื้อตายเข็ม 2 แล้วประมาณ 6 เดือน (https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-booster-factbox-idUSKBN2FK12K) การฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วย Moderna 1 เข็ม โดยอาจพิจารณาฉีดกระตุ้นเพิ่มเติมหลังฉีดวัคซีนเชื้อตายเข็มที่ 2 ไปแล้ว 3-6 เดือนเป็นต้นไป หรืออาจพิจารณารับการฉีดด้วย Moderna 2 เข็ม ถ้ารับวัคซีนเชื้อตายไปแล้ว 2 เข็ม นานเกิน 6 เดือน หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ   12. ทางโรงพยาบาลจะเก็บวัคซีน Moderna ให้นานที่สุดแค่ไหน คำตอบ หลังจากวัคซีนถึงประเทศไทยสามารถเก็บที่องค์การเภสัชได้นาน 6 เดือนที่ ลบ 70 องศา    13. ถ้าวัคซีนมาแล้วอัตราการฉีดของ รพ. ฉีดได้วันละกี่คน คำตอบ รพ.วิภาวดี ประมาณการไว้ว่าสามารถฉีดวัคซีนได้ 3,000 คน/วัน   14.จองของไตรมาส4 ไปแล้ว ต้องจองอันใหม่นี้อีกหรือไม่ คำตอบ ไม่ต้องจองใหม่   15.จองและจ่ายเงินไปแล้ว ต้องจองอันใหม่เป็นเข็มกระตุ้นไหม วัคซีนไตรมาส 4 ยกยอดมาฉีดในไตรมาส 1 ได้ไหม วัคซีนเก็บไว้ได้นานกี่เดือน คำตอบ ได้ ต้องดูว่าวัคซีนเข้ามาเดือนอะไร วัคซีนเก็บได้นาน 6 เดือน   16.วัคซีนไตรมาส 1 จะเข้ามาจริงหรือไม่ เพราะไตรมาส4 ยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัดเลย คำตอบ รพ.วิภาวดียังเป็นกำหนดการเดิมจากองค์การเภสัชกรรมส่งภายในไตรมาส 4 ไม่เกิน ธ.ค.64นี้ แต่หากมีความล่าช้ากว่านั้นขึ้นอยู่กับองค์การเภสัชกรรมกับบริษัทผู้แทนจำหน่ายเป็นปัจจัยที่รพ.ควบคุมไม่ได้   17. กรณีโอนสิทธิ์จะต้องใช้หลังฐานอะไรหรือเปล่า การเปลี่ยนแปลงสิทธิ์สามารถทำได้อย่างไร หากระบบปิดหรือต้องการเปลี่ยนกระชั้นชิด สามารถมาที่โรงพยาบาลได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง คำตอบ การโอนสิทธิ์ สามารถทำได้โดยมีหนังสือโอนสิทธิ์ลงลายมือชื่อมาทั้ง 2 ฝ่าย (ฉบับจริง) แนบสำเนาบัตรประชาชน ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมเซ็นรับรองสำเนา และเอกสารใบจองซื้อแพ็คเกจวัคซีน Moderna โดยติดต่อส่งเอกสาร มาทำที่ รพ. ยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่ Moderna Vaccine Center สำนักงานชั้น 4 อาคาร 2   18. หากไม่กรอกชื่อในระบบจะมีปัญหาหรือไม่ คำตอบ จำเป็นต้องกรอกข้อมูลผู้ฉีดเข้ามาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด เพื่อการนัดหมายวันที่ฉีดเมื่อวัคซีนมาถึงโรงพยาบาล   19.การคืนเงินสามารถเช็คใดอย่างไร เรียงตามการคืนเงินแบบใด (บางท่านได้เงินคืนแล้วแต่ไม่แน่ใจว่าของโรงพยาบาลหรือไม่ เพราะในระบบการคืนเงินส่วนต่างก็ขึ้นกำลังดำเนินการ ไม่ได้ขึ้นว่าการคืนเงินเสร็จสมบูรณ์) คำตอบ - เช็คได้: ตามที่ลูกค้าแจ้งความประสงค์ว่าจะให้ส่งทาง sms และทาง E-Mail             -การคืนเงินเรียงลำดับตามลูกค้ากรอกข้อมูลส่งเข้ามาให้และทางธนาคารจะส่งคืนเงินเป็นล็อต ๆ             -หากทางธนาคารโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว ทางโรงพยาบาลจะแจ้งทางลิงค์ว่า “รายการสำเร็จ”   20. หากจอง ณ ช่วงเวลานั้นจะได้ตามที่จองหรือไม่ และในเรื่องวันนัดฉีดทางโรงพยาบาลจะแจ้งผ่านทางช่องทางใด เช่น ในระบบ /sms / อีเมล คำตอบ จองไตรมาส 4 ปี 2564 จะได้รับวัคซีนภายในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2564 หรือผู้ประสงค์เลื่อนฉีดได้ไม่เกิน ก.พ. 2565 และจองในไตรมาส 1 ปี 2565 จะได้รับวัคซีนภายในเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 รพ.จะแจ้งวันนัดหมายของท่านผ่านSMS

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม