การทำงานอย่างมีความสุข

การทำงานอย่างมีความสุข นพ. วิชนาท สีบุญเรือง  แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ รพ.วิภาวดี          งานเป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตของเราทุกคน บางครั้งท่านคงรู้สึกเหนื่อยล้ากับการทำงานมากมาย ทั้งกายและทางใจ ในวันนี้ผมจะมาเสนอแนวคิดที่จะทำให้ทุกท่านมีความเหนื่อยล้าทางกายจากการทำงานน้อยลง โดยที่ผลงานไม่เปลี่ยนจากเดิม หลายท่านคงจะสงสัยว่าจะทำได้อย่างไร        ภาวะเหนื่อยหล้าจากการทำงานในบางครั้ง ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเท่านั้น หากแต่การทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็ยังทำให้เกิดการปวดเมื่อยล้ามากกว่าที่ควรจะเป็น การทำงานที่ถูกสุขลักษณะ หรือ ตรงตามหลัก กายศาสตร์ จะช่วยให้ปวดเมื่อยหล้า หรือเหนื่อยจากการทำงานน้อยลงได้ในระดับหนึ่ง         อย่างเช่น การทำงานกับคอมพิวเตอร์ หลายท่านคงมีอาการ ปวดศีรษะ ปวดข้อมือ และปวดไหล่ ซึ่งอาการเหล่านี้ จะทำให้ท่านรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานมากขึ้น หากท่านลองปรับสภาพการทำ   งานให้ถูกสุขลักษณะ ก็จะช่วยลดอาการเหล่านี้ให้น้อยลง          และสำหรับผู้ที่ขับรถนานๆ ตลอดเวลา เช่น Sale การนั่งขบรถต่อเนื่องเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก และเกร็งตัว(อยู่ในท่าเดิมตลอด) ก็ควรจอดพักรถทุกชั่วโมงครึ่ง ถึงสองชั่วโมง ในสถานที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมัน เพื่อทำการเปลี่ยนอิริยาบถ และยืดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อ เกร็งตัวมากเกินไป และยังมีงานอีกหลายประเภท ที่การปรับท่าทางหรือสภาพการทำงานให้ถูกสุขลักษณะก็ จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตในการทำงานของทุกคนดีขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ใช้ชีวิตให้ห่างไกล กรดไหลย้อน

ใช้ชีวิตให้ห่างไกล กรดไหลย้อน ใช้ชีวิตให้ห่างไกล “กรดไหลย้อน” พญ. ดวงพร โชคมงคลกิจ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี         ชีวิตประจำวันของคุณเต็มไปด้วยความเร่งรีบ อาจทำให้คุณกินอาหารไม่เป็นเวลาและเข้านอนโดยไม่รอให้ย่อย นิสัยเหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้         กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการพะอืดพะอม รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปาก จุก เสียด แน่น เรอ มักเป็นหลังจาก หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่         อาหารจะผ่านการย่อยทางปากก่อน และผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร ช่วงที่ปลายหลอดอาหารกล้ามเนื้อหูรูด ปิดทางไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปยังหลอดอาหารอีก โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ หย่อนตัว และเปิดทางให้กรดในกระเพาะไหลกลับไปยังหลอดอาหารจนมีอาหารขย้อนไปยังลำคอ ช้าๆ        ถ้าไม่ได้รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ เป็นแผลในหลอดอาหาร มีเลือดออก หลอดอาหารตีบ จนกลืนอาหารลำบาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ “เรามาฝึกนิสัยเพื่อให้คุณห่างไกลโรคกรดไหลย้อนกันดีกว่าค่ะ”  1. กินอย่างถูกสุขลักษณะ        ไม่ปล่อยให้ท้องว่าง และอย่าให้แต่ละมื้อผ่านไปอย่างเร่งรีบ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการลุกเดินหลังมื้ออาหาร นั่งนิ่งๆ หลีกเลี่ยงการนอนราบทันที เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารย่อยช้า        โดยเฉพาะมื้อเย็นและทิ้งเวลาให้ย่อยอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน เพราะหากอาหารไม่ย่อยแล้วนอน เป็นผลให้กระเพาะกับหลอดอาหารอยู่ในแนวราบเดียวกัน กรดในกระเพาะจะไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหารได้ 2 . ควบคุมน้ำหนัก         ไขมันใต้ผิวหนังรอบหน้าท้องและไขมันในช่องท้องมีส่วนเพิ่มแรงดันในช่องท้องให้มากขึ้น จนบีบกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย ยิ่งน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสเลี่ยงสูง ดังนั้นควบคุมน้ำหนักให้มาตรฐาน และบริหารรอบเอวเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดไขมันสะสม 3 . ใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน          หลีกเลี่ยง อาหารรสจัด เปรี้ยว เผ็ดเกินไป ของมัน ของทอด และอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต เปปเปอร์มินต์ ทำให้หูรูดหลอดอาหารทำงานผิดปกติหรือคลายตัว และเสี่ยงต่อภาวะกรดไหลย้อน เครื่องดื่ม ชา กาแฟ น้ำอัดลม ทำให้ท้องอืด ลมในท้อง เป็นต้น 4 . งดดื่มสุราและสูบบุหรี่        ทั้งสารนิโคตินในบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งกรดมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบของและกระเพาะอาหาร  5. หลีกเลี่ยงความเครียด        ความเครียดอาจไม่ได้มีผลโดยตรงต่อโรคกรดไหลย้อน แต่ถ้ามีอาการอยู่แล้ว ความเครียดจะทำให้อาการกำเริบได้ง่ายขึ้น 6 . สวมใส่เสื้อผ้าให้สบาย        การใส่เสื้อผ้าคับมีผลให้เกิดแรงดันในช่องท้องมากขึ้นและดันให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาทางหลอดอาหาร ดังนั้นพยายามสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมเล็กน้อย ป้องกันอาหารแน่นท้องหลังมื้ออาหาร 7 . ออกกำลังกายเป็นประจำ        การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ระบบทางเดินอาหารจึงทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารทันที เพราะกระเพาะอาหารอาจย่อยไม่เป็นปกติ ควรเว้นระยะให้อาหารย่อยอย่างน้อย 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง  ลองนำทั้ง 7 วิธีนี้มาปฏิบัติให้เป็นนิสัยแล้วคุณจะห่างไกลจากโรคกรดไหลย้อน              พญ. ดวงพร โชคมงคลกิจ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ระวัง..โรคไข้เลือดออก ระบาด

ระวัง..โรคไข้เลือดออก ระบาด อาการสำคัญ      - ไข้สูงลอย ประมาณ 39-40°C นาน 2-7 วัน มักมีหน้าแดง ปวดหัว ปวดตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระดูก      - มีหลักฐานเลือดออกง่าย: จุดเลือดออก จ้ำเลือด อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ เลือดออกทางเยื่อบุ ทางเดินอาหาร ตำแหน่งที่ฉีดยา หรืออื่นๆ      - ตรวจพบเกร็ดเลือด < 100,000 รัดแขนพบจุดเลือดออก (Tourniquet test ≥10จุด/ตารางนิ้ว) ตับโต      - มีการรั่วซึมของพลาสมา: ความเข้มข้นเลือดสูงขึ้น ≥ 20% ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวหรือช็อคมักจะเกิดช่วงไข้ลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากสีเขียว ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ ปัญหาที่พบบ่อย ตัวร้อนมาก หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้      - ให้ผู้ป่วยพักผ่อนในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทสะดวก      - เช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่นบ่อยๆ โดยใช้ผ้าชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดลูบเบาๆ บริเวณหน้า ลำตัวแขนและขา แล้วพักไว้บริเวณหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ แผ่นอก แผ่นหลังและขาหนีบ สลับกันไปมา ทำติดต่อกันอย่างน้อยนาน 15 นาที แล้วให้ผู้ป่วยสวมเสื้อผ้าบางๆ นอนพักผ่อน      - ให้รับประทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เวลามีไข้สูงหรือปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว โดยให้ห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานยาลดไข้ชนิดอื่น โดยเฉพาะยาแอสไพริน ยาซองลดไข้ทุกชนิดหรือยาพวกไอบรูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากผิดปกติ หรือตับวายได้      - ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามและไม่รับประทานยาอื่นที่ไม่จำเป็น       - ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย ถ้ามีคลื่นไส้อาเจียนไม่สามารถดื่มได้ ให้จิบครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ไม่ควรดื่มแต่น้ำเปล่าอย่างเดียว อาหาร ควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย รสไม่จัด เช่น นม ไอศรีม ข้าวต้ม เป็นต้น  ควรงดอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือสี น้ำตาล  หมายเหตุ ในระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออก การให้ยาลดไข้ จะช่วยให้ไข้ลงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดฤทธิ์ยาแล้วไข้ก็จะสูงขึ้นอีก การเช็ดตัวลดไข้ จะช่วยให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้น      - มาพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจติดตามการดำเนินโรค อาการอันตราย       เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ข้อใดข้อหนึ่งต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล      - ผู้ป่วยซึม หรืออ่อนเพลียมาก ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง      - คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา      - ปวดท้องมาก      - มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นสีดำ      - พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ      - กระสับกระส่าย หงุดหงิด เอะอะโวยวาย      - กระหายน้ำตลอดเวลา      - ร้องกวนตลอดเวลาในเด็กเล็ก      - ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเป็นเวลานาน      - ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้ำลง ตัวลายๆ (เข้าสู่ระยะช็อค)  การป้องกันโรคไข้เลือดออก      - ควรนอนในมุ้ง หรือในห้องติดมุ้งลวดที่ปลอดยุงลาย       - ไม่เล่นในมุมมืด หรือบริเวณที่ไม่มีลมพัดผ่าน       - ห้องเรียน หรือห้องทำงาน ควรมีแสงสว่างส่องทั่วถึง มีลมพัดผ่าน ไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น แจกันดอกไม้ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน พลูด่างควรปลูกในดิน       - กำจัดยุงในบริเวณมุมอับภายในบ้าน ตู้เสื้อผ้า บริเวณรอบๆบ้าน ทุกสัปดาห์       - กำจัดลูกน้ำ ภาชนะใส่น้ำภายในบ้านควรปิดฝาให้มิดชิดถ้าไม่สามารถปิดได้ให้ใส่ทรายอะเบท หรือใส่ปลาหางนกยูง จานรองขาตู้กับข้าว จานรองกระถางต้นไม้ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูหรือผงซักฟอก สัปดาห์ละครั้ง  วัสดุที่เหลือใช้รอบๆบ้าน เช่น กระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า ฯลฯ ให้คว่ำหรือทำลายเสีย  ข้อสำคัญ ถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำส่ง รพ.ทันที      - มีอาการเพลีย ซึม ไม่ดื่มน้ำ ไม่รับประทานอาหาร ไม่มีกิจกรรมตามปกติเมื่อไข้ลง (บางรายจะ กระหายน้ำมาก)       - อาเจียน / ปวดท้องมาก      - เลือดออกผิดปกติ      - มีอาการช็อค / IMPENDING SHOCK คือ      - มือเท้าเย็น      - กระสับกระส่าย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก      - ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย สีผิวคล้ำลง      - ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะ 4-6 ชม.      - ความประพฤติเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง เพ้อ เอะอะโวยวาย เป็นระยะอันตรายของโรค เข้าสู่ระยะช็อค แม้อยู่ในภาวะช็อค ผู้ป่วยจะมีสติดี พูดจารู้เรื่อง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที (กระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำ)  กรณีผู้ป่วยรับการรักษาแล้วแพทย์ให้กลับบ้านได้ ควรดูแลและปฏิบัติตนต่อไปนี้      - ผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกไม่ควรให้ถูกยุงกัดภายใน 5 วันแรกของโรค เพราะผู้ป่วยยังมีไวรัสอยู่ในเลือดทำให้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นได้ หากมีคนในบ้านมีไข้สูง ให้พามาตรวจ      - ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติควรรีบพามาพบแพทย์ทันที      - ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน หรือ ยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโปรเฟน เนื่องจากทำให้เกิดเลือดออกทางเดินอาหารมากขึ้น หรือมีผลต่อตับได้      - กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่โรงเรียน                                                 พญ.ปราณี สิตะโปสะ                                                           กุมารแพทย์ รพ. วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

สร้างสุขภาพจิตท่ามกลางข่าวภัยพิบัติ อุทกภัย

สร้างสุขภาพจิตท่ามกลางข่าวภัยพิบัติ อุทกภัย  นพ.วีรวุฒิ  เอกกมลกุล จิตแพทย์ รพ.วิภาวดี         การสร้างสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน และเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาภัยพิภัย อุทกภัย ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประสบภัยพิบัติมีโอกาสสูงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิตได้          อาการที่พบ  ได้แก่ นอนไม่หลับ วิตกกังวล เครียด อาจมีอาการกำเริบของโรคทางกายต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง ไมเกรน ภูมิแพ้ ฯลฯ สำหรับผู้ที่เครียดมากขึ้นกว่านี้อาจป่วยเป็นโรคซึมเศร้า     โรคกังวล โรคหวาดกลัวต่ออุทกภัย กรณีเครียดรุนแรง อาจคิดฆ่าตัวตาย แยกตัว และขาดกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตที่เหมาะสม ในกรณีนี้ จำเป็นต้องพบจิตแพทย์โดยด่วนเพื่อรักษาโรคให้ทุเลาเบาบางลงไป       วิธีสร้างสุขภาพจิตสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติอุทกภัย เริ่มตั้งแต่พยายามไม่แยกตัวอยู่และอยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ หรือญาติพี่น้อง ในกลุ่มทุกคนจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน การพูดคุยระบายนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์เราเพื่อจะได้ลดความอัดอั้นตันใจ ผู้ประสบภัยที่ยังเซื่องซึมจมปลักอยู่ในปัญหาเมื่อมีคนคอยรับฟัง เห็นใจ ปลอบใจ จะรู้สึกสบายใจขึ้น และพร้อมลุกขึ้นใหม่เสมือนเป็นตุ๊กตาล้มลุก และเริ่มมีกิจกรรมต่างๆ อีกครั้ง เมื่อรู้สึกว่าตนเองลุกขึ้นใหม่ได้แล้วควรช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป เพราะการได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบภัยร่วมกัน จะทำให้สบายใจ และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น การได้ช่วยเหลือดูแลกันเองและเปิดรับความช่วยเหลือจากสังคม ได้ผลที่รวดเร็วทันการกว่าการรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ กลุ่มที่ช่วยเหลือกันเองควรมีกิจกรรมที่เสริมสร้างสุขภาพจิตวิธีต่างๆ ได้แก่ การออกกำลังการอย่างเหมาะสม การฝึกผ่อนคลายความเครียด ไม่ลืมกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ฯลฯ       สำหรับผู้ที่โชคดี ไม่ได้ประสบภัยพิบัติ สามารถเสริมสร้างสุขภาพจิตได้โดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยไม่ว่าการบริจาคเงิน อาหาร สิ่งของที่จำเป็น หรือเสียสละ แรงกายและเวลา การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นกลไกทางจิตที่ดีของมนุษย์ที่ทำให้สบายใจ ภูมิใจและมีความสุข ส่งผลให้สุขภาพจิตดีขึ้น แม้ไม่ได้เป็นผู้เสี่ยงต่ออุทกภัยในภายภาคหน้าแต่การร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันให้รัฐบาลป้องกันอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกหรือมีความรุนแรงขึ้นต่อไป      ด้วยความปรารถนาดีจาก รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การตัดสินใจหย่าร้าง

การตัดสินใจหย่าร้าง   นพ.วีรวุฒิ  เอกกมลกุล จิตแพทย์รพ.วิภาวดี “ ตอนนี้เครียดมาก หย่าหรือไม่หย่าดีค่ะ ตัดสินใจไม่ถูก ” “สามีมีตบตีหนูบ่อย ๆ อยากหย่าแต่ก็สงสารลูก ตัดสินใจอย่างไรดีค่ะ” “คนรอบข้างคัดค้าน  ไม่ให้หย่าทำให้เคียดมากเลย หนูสับสนมาก ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดีค่ะ”           มีคำถามมากมายเมื่อคนเราต้องประสบกับการตัดสินใจหย่าร้าง  การหย่าร้างพบมากขึ้นปัจจุบัน      โดยอัตราการหย่าร้างได้สูงขึ้นมากในขณะที่อัตราการแต่งงานกลับลดต่ำลง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในประเทศต่างๆ หลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย การหย่าร้างจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจเนื่องจากเป็นวิกฤตกาลในชีวิตที่อาจ นำมาซึ่งโศกนาฏกรรม ความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวหรือบางทีก็อาจแก้วิกฤตเป็นเป็นโอกาสในดารพัฒนาชีวิตลาจิตวิญญาณตามหลักศาสนา ดังนั้นก่อนตัดสินใจหย่าควรพิจารณาตนเองก่อนว่าตนเป็นคนประเภทใดจาก 3 ประเภท ดังต่อไปนี้        กลุ่มดั้งเดิม คนกลุ่มนี้ถูกโปรแกรมหรือได้รับการอบรมเลี้ยงดูเฉกเช่นคนไทยในอดีตที่ภรรยายังต้องพึงพาสามีทางเศรษฐกิจ สังคมไทยในอดีตนั้นชายใดที่มีความสามารถในอาชีพการงานและการเงิน  หรือเป็นผู้มากด้วยบารมีก็อาจมีภรรยาได้หลายคน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสังคมไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกโดยเฉพาะเรื่องผัวเดียวเมียเดียว แต่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันก็ยังยอมรับสภาพสามีมีภรรยาน้อย  สามีสามารถเลี้ยงดูทุกคนอย่างดีและจัดการให้ผู้หญิงแต่ละคนอยู่ในอาณาจักรของตนโดยไม่ระรานกันผู้หญิงกลุ่มนี้มักจะยอมรับชะตากรรมที่สามีจะหยิบยื่นให้กับตน      กลุ่มสมัยใหม่   คนกลุ่มนี้ถูกโปรแกรมหรือรับค่านิยมสมัยใหม่ที่เป็นสากล ทั้งชายและหญิงมีส่วนร่วมในการตัดสินชะตาชีวิตของตน ในกรณีที่สามียังเป็นคนกลุ่มดั้งเดิมเลือกที่จะมีภรรยาเพิ่มขึ้นมา ผู้หญิงกลุ่มสมัยใหม่ก็พร้อมที่จะหย่าร้างตามแบบวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังวิกฤตกาลที่สร้างความเจ็บปวดเกินกว่าที่จะทนต่อไปได้ ผู้หญิงกลุ่มนี้มักมีการงานและรายได้ทีดี     กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่สับสน ไม่แน่ใจว่าตนเป็นแบบกลุ่มใด มีลักษณะปะปนกันของ 2 กลุ่มแรก คนกลุ่มนี้จะสับสนจนทำให้เครียดและอาจก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่อื่นๆ ตามมาเมื่อได้รู้ถึงตัวตนว่าเป็นคนกลุ่มใด ก็จะช่วยให้ตัดสินใจถูกต้องตรงกับความต้องการของตนเองได้มากขึ้น การหย่าร้างไม่ควรตัดสินใจด้วยอารมณ์ ประชดหรือเอาชนะกันแต่ควรตัดสินใจตามหลักเหตุผลที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีหรือผลเสียน้อยที่สุด โดยที่ทั้งสามีและภรรยาได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วว่าการหย่าจะช่วยให้เขามีความสุขในชีวิตมากกว่าที่จะทนอยู่ด้วยกันต่อไป บางรายอาจแยกกันอยู่ก่อนหย่าร้างเพื่อให้แน่ใจว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว            ไม่ว่าคุณจะตัดสินหย่าหรือไม่หย่า หลักศาสนา จิตวิทยา และนิติศาสตร์เป็นเรื่องที่ควรพิจารณา เพื่อทำให้สามารถผ่านพ้นสภาพปัญหาได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะก่อให้เกิดผลที่เป็นประโยชน์มากกว่าผลเสียต่อทุกฝ่าย ตัวอย่างเช่น บางรายทะเลาะกันและทำร้ายตบตีกันต่อหน้าลูกเป็นประจำ เมื่อตกลงตัดสินใจหย่าร้างโดยไม่ยึดมั่นในความคิดเดิม ๆ     ที่ฝังใจว่าผู้หญิงคนอื่นต้องออกไปจากชีวิตของสามีและทุกคนต้องได้รับความเจ็บปวดโดยทั่วกัน การคิดตามหลักการปล่อยวางโดยไม่ยึดมั่น ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีจากการหย่าทำให้ลูกๆ ต่างโล่งใจเนื่องจากแม่จะได้ปลอดภัยจากการทุบตี    สำหรับตัวอย่างของผู้หญิงหลายๆ รายที่ตัดสินใจไม่หย่า ตั้งใจทำดีกับสามีและครอบครัวเป็นอย่างดีโดยไม่ได้เก็บกดความโกรธแค้นไว้แผดเผาใจตนและเข้าใจสามีที่พ่ายแพ้ต่ออำนาจของกิเลส หลักศาสนาช่วยปรับโลกทัศน์ให้มองโลกในแง่ดีทำให้มีความสุขกับการให้หรือทำความดี และปฏิบัติหน้าที่สำคัญในครอบครัวต่อไปคนที่อยู่ในกลุ่มสับสนมักพบกับความยากลำบากในการหย่าร้างมากกว่ากลุ่มอื่นๆ หลายรายอยากหย่าแต่กลับต้องเผชิญกับความเห็นที่ขัดขว้างอย่างมากมายจากญาติมิตรหรือคนใกล้ชิดบางรายเครียดจนป่วยโดยเฉพาะโรคซึมเศร้าผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องรักษากับจิตแพทย์เพื่อรับยาที่สามารถปรับระดับสารเคมีในสมองให้ทำงานปกติ ไม่เช่นนั้นผู้ป่วยอาจฆ่าตัวตายได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรรีบตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตโดยเฉพาะเรื่องหย่าควรรักษาจนอาการโรคซึมเศร้าทุเลา อีกทั้งควรเข้าใจในความปรารถนาที่ดีของคนรอบตัวที่อยากเห็นสามีภรรยาอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างมีความสุขและควรอดทนต่อกัน ซึ่งเป็นไปตามค่านิยมของเขาเหล่านั้นเอง  ทั้งนี้เขาอาจไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดของคู่สามีภรรยา เรื่องการหย่าจำเป็นต้องพิจารณาข้อดีและข้อเสียอย่างรอบด้านแล้วทั้งคู่จึงตกลงใจร่วมกัน เรื่องการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ดีก่อนหย่าโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยกว่าหรือผู้ที่ไม่มีรายได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางแผนและจัดการหายรายได้เพื่อเตรียมพร้อมก่อนหย่าเพื่อบรรเทาปัญหาการเงิน หลังการหย่าร้าง  นอกจากนั้นทั้งคู่ต้องมีการเตรียมตัวเรื่องลูก เด็กควรรับรู้ว่าหย่าเป็นการตกลงระหว่างพ่อกับแม่เท่านั้นเพื่อไม่ให้เด็กเข้าใจผิดว่าตนเป็นสาเหตุหลังหย่าร้างเขายังคงมีพ่อและแม่ที่รักเขาดังเดิมพ่อแม่            ควรพูดคุยกับลูกเพื่อลดปฏิกิริยาต่อการสูญเสียของเด็ก  ตอบข้อซักถามของเด็กอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับอายุและสติปัญญาของเด็กไม่ควรโทษพ่อหรือแม่ของเด็กและควรให้ความรัก ความอบอุ่น อีกทั้งให้มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กน้อยที่สุดที่ทำได้           ด้วยความปรารถนาดี จากรพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน

ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน เรื่องน่ารู้  เกี่ยวกับโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน  คือ  ภาวะที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสสูงในเลือด  ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องในการหลั่ง Insulin จากตับอ่อน หรือ การออกฤทธิ์ของInsulin ผิดปกติ หรือทั้ง 2 อย่างร่วมกัน เป็นโรคที่พบบ่อย 10.2% ของประชากรอายุ >35 ปี   อาการของโรคเบาหวาน  ดื่มน้ำบ่อย  ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะบ่อยกลางคืน ตามัว เพลีย  น้ำหนักตัวลดลงโดยอธิบายไม่ได้ด้วยเหตุอื่น ข้อบ่งชี้ในการตรวจหาโรคเบาหวานในบุคคลที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคเบาหวานมาก่อนและไม่มีอาการผิดปกติ   อายุ > 45 ปี  ถ้าหากผลตรวจปกติควรตรวจซ้ำทุก 3 ปี ผู้ที่ควรได้รับการตรวจก่อนอายุ 45 ปี  หรือ ต้องมีการตรวจซ้ำเป็นระยะถี่ขึ้น  ได้แก่ผู้ที่มีปัจจัย ดังต่อไปนี้  ดัชนีมวลกาย > 25 ( คำนวณจาก  {น้ำหนัก(kg) / ส่วนสูง2(เมตร)} ) ประวัติโรคเบาหวานในญาติ  เช่น มี พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นเบาหวาน ประวัติคลอดบุตรน้ำหนัก มากกว่า 4 กิโลกรัม หรือประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง มากกว่า 140/90 mmHg ไขมันในเลือดผิดปกติ HDL < 35 mg/dl, Triglyceride > 250 mg/dl เคยพบน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง > 100 mg/dl ออกกำลังกายน้อย มีโรคของหลอดเลือด เป็นโรคถุงน้ำรังไข่ (Polycystic ovarian syndrome) การวินิจฉัย งดอาหารหรือเครื่องดื่มที่มี Calories เป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมง  แล้วเจาะระดับน้ำตาลในเลือด ได้  > 126 mg/dl มีอาการของโรคเบาหวาน  ร่วมกับผลน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ของวันโดยไม่คำนึงถึงเวลาที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย ได้ > 200 mg/dl  HbA1c คือ ค่าเฉลี่ยของน้ำตาลในเลือด  ในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา  ซึ่งเป้าหมายในการรักษาคือ ควบคุมให้ระดับ HbA1c < 6.5 หรือ 7 (แล้วแต่ประเภทของผู้ป่วย)  ค่านี้มีประโยชน์เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ควบคุมอาหารอย่างดีเพียง 1-2 วันก่อนวันก่อนพบแพทย์  ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลที่ตรวจพบดี  แต่ความเป็นจริงคือ 2-3 เดือนที่ผ่านมามิได้ควบคุมตนเอง  ซึ่งค่า HbA1c จะสูงฟ้องให้เห็นทำให้แพทย์สามารถเห็นค่าน้ำตาลที่แท้จริงได้  และหากค่า HbA1c ยิ่งสูงจะเพิ่มอัตราเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน     ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง (หรืออันตรายภัยเงียบจากเบาหวาน) หลอดเลือดหัวใจ : ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดสมอง : ทำให้เกิดภาวะอัมพาต  อัมพฤกษ์ หลอดเลือดส่วนปลายที่ขา : ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาไม่เพียงพอ  มีอาการปวดน่องเวลาเดิน  และอาจทำให้เกิดแผลที่เท้าเนื่องจากการขาดเลือดไปเลี้ยง จอประสาทตา : ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  และหากพบความผิดปกติ  สามารถรักษาได้โดยการ laser เพื่อป้องกันระดับสายตาเสื่อมลงและตาบอด ไต : ขั้นแรกจะตรวจพบ protein รั่วออกมาในปัสสาวะ และหากไม่ระวังดูแลให้ดีอาจทำให้เกิดภาวะไตวายในอนาคตได้ เส้นประสาท : อาการที่พบบ่อยคือ  มีอาการชา หรือ ปวดแสบปวดร้อน  หรือ ปวดรุนแรง หรือ รู้สึกชาแบบเหน็บชา หรือเหมือนถูกแทง  โดยมักมีอาการที่ปลายเท้า และ ปลายมือก่อน          หากเราไม่อยากให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานดังกล่าว เราจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีตั้งแต่แรกวินิจฉัย  รวมทั้งตรวจหาและรักษาปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วม อันได้แก่ ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง   การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมอาหาร  โดยลด ข้าว แป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่นที่มีน้ำตาลโดยเฉพาะ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และนมเปรี้ยว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 30-60 นาทีต่อครั้ง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ งดสูบบุหรี่ รับประทานยาหรือฉีดยาตามแพทย์แนะนำ รักษาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบร่วม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง หากมีอาการผิดปกติ  เช่น อาเจียนมาก  รับประทานอาหารไม่ได้  ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากระดับน้ำตาลจะแกว่งสูงหรือต่ำได้มาก   พญ.วรณัน  เจริญหิรัญยิ่งยศยศ   อารยุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การดูแลสุขภาพและปัญหาสุขภาพจากการทำงาน

การดูแลสุขภาพและปัญหาสุขภาพจากการทำงาน   นพ. ภาคิน โลวะสถาพร อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี            สวัสดีครับ วารสารฉบับเดือนนี้เป็นฉบับพิเศษที่มาพร้อมกับการฉลองครบรอบวันเกิดการก่อตั้งโรงพยาบาลมาครบ 25 ปี ผมในฐานะที่เป็นแพทย์ประจำของรพ.วิภาวดี  ได้มีโอกาสเขียนบทความในวารสารฉบับนี้ ซึ่งได้เข้าถึงผู้อ่านโดยตรงและแม้แต่บุคคลากรทางการแพทย์เอง  บทความนี้จึงมุ่งเน้นถึงปัญหาสุขภาพในทางเวชปฏิบัติที่พบได้บ่อยจากกการทำงาน  และมักจะถูกมองข้ามไป   ในขณะที่เขียนนี้ผมก็ได้นั่งตรวจคนไข้ไปด้วย และบังเอิญที่มีผู้ป่วยเป็นสุภาพสตรีวัยทำงานท่านหนึ่งมารับการตรวจพอดี ผมจึงขออนุญาตยกมาเป็นกรณีศึกษาเลยนะครับ            คนไข้มาด้วยอาการปวดศีรษะ 2 วัน มักจะมีอาการปวดศีรษะบริเวณขมับ  ร้าวมาต้นคอและมีอาการคลื่นไส้ เป็นบางครั้ง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเป็นในช่วงบ่ายและเย็น ในบางครั้งหลังจากตื่นนอน  ก็จะมีอาการมึนศีรษะรู้สึกเหมือนกับไม่ได้นอนหลับ  เป็นอย่างไรบ้างครับ มีใครเคยมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ครับ จากการซักประวัติต่อไปของคนไข้ ทราบว่าทำงานอ๊อฟฟิตในตำแหน่งวิเคราะห์การเงิน ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งวันและอยู่กับตัวเลขทางบัญชี ต้องมีการประชุมกับผู้บริหารอาวุโสทุกสัปดาห์  ทุกวันต้องนำงานกลับมาทำต่อที่บ้าน นอนดึกตื่นแต่เช้าเพื่อส่งลูกไปโรงเรียน ถึงแม้คนไข้จะบอกว่าเป็นคนอารมณ์ดี ไม่มีความเครียดเรื่องงาน แต่หลายคืน ต้องตื่นกลางดึกโดยไม่ทราบสาเหตุ หลังจากทำการตรวจร่างกาย พบว่าคนไข้ไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทเลยแม้แต่น้อย แต่ที่ตรวจพบนั่นก็คือ คนไข้มีรูปร่างท้วม ดัชนีมวลกายมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด มีภาวะความดันโลหิตสูง และมีอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ เมื่อกดถูกกล้ามเนื้อจะมีอาการเจ็บ คราวนี้พอจะทราบแล้วใช่มั้ยครับว่า คนไข้รายนี้น่าจะมีอาการปวดศีรษะจากสาเหตุการนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมๆเป็นระยะเวลานาน มีการใช้สายตาโดยต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน  จึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณขมับ หนังศีรษะและต้นคอรวมถึงบ่าและไหล่ มีการหดเกร็งสะสมเป็นระยะเวลานานจึงมีอาการปวดเรื้อรังขึ้น นอกจากนั้นการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารจานด่วน จึงทำให้น้ำหนักของคนไข้เพิ่มขึ้นอย่างไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ความดันโลหิตเริ่มอยู่ในเกณฑ์สูง ความเครียดจากการทำงานส่งผลให้เกิดอาการนอนหลับไม่สนิท              เห็นหรือไม่ครับว่า  อาการปวดศีรษะของคนไข้รายนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเดียวที่พบ ยังมีปัญหาอื่นๆที่เกิดขึ้นโดยคนไข้ไม่รู้ตัว ดังนั้นการรักษาคนไข้ในรายนี้ นอกจากจะรักษาโดยการใช้ยารับประทานยา การส่งผู้ป่วยไปทำกายภาพบำบัด หรือแม้กระทั่งการฝังเข็มบริเวณจุดที่กล้ามเนื้อยึดเกร็งแล้ว จึงต้องกลับมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปของสาเหตุ การปรับตัวการทำงานเช่นการพักสายตา หลังจากการใช้งานคอมพิวเตอร์หลังจากใช้งานไปสักระยะ ท่าการบริหารกล้ามเนื้อต้นคอ หัวไหล่ และเอว การชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น และยังทำให้การควบคุมน้ำหนัก ระดับไขมันในร่างกายดีขึ้นด้วย  ยังมีข้อดีของการออกกำลังกายอีกมากที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้นะครับ  สำหรับการเลือกรับประทานอาหารก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะชีวิตคนเมืองที่มีแต่ความเร่งรีบ อย่างที่เคยได้ยินมาว่า You are what you eat.  คือคุณรับประทานอาหารอย่างไร มันก็จะแสดงออกให้เห็นในร่างกายของคุณนั่นแหล่ะครับ              การรับประทานอาหารที่ไขมันสูง ก็ก่อให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งก็จะเป็นตัวเสริมให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน การรับประทานอาหารหวานมากเกินไปก็ก่อให้เกิดภาวะเบาหวาน โรคอ้วนได้เหมือนกัน มาถึงตรงนี้สงสัยคนไข้จะปวดศีรษะมากขึ้นหลังจากที่ผมได้แนะนำไปซักพักใหญ่ คนไข้ก็ถามมาว่า   “คุณหมอคะ  ตอนนี้ปวดศีรษะมากเลย ฉีดยาแก้ปวดก่อนได้มั้ยคะ”   เท่านั้นแหล่ะครับ ผมจึงฉุกคิดได้ว่าผมพูดมากเกินไปแล้ว จึงต้องหยุดการสนทนาแล้วจึงพาคนไข้รายนี้ไปรอฉีดยา  อย่างไรก็ตามผมก็ได้นัดคนไข้มาเพื่อติดตามอาการปวดศีรษะ   ตรวจวัดความดัน และนัดตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดในครั้งต่อไป ผมจึงอยากเตือนทุกท่านว่าให้หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น  เพราะสุขภาพดีนั้น  สามารถสร้างขึ้นได้จากตัวของคุณเองครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม