ท่านนักกอล์ฟซ้อมหนักแค่ไหน

ท่านนักกอล์ฟซ้อมหนักแค่ไหน           ท่านนักกอล์ฟซ้อมหนักแค่ไหน โปรอ้วน (โปรนันทวัฒน์ ศิริพร) โทรมาหาผมที่โรงพยาบาล อยากให้ช่วยเขียนเรื่อง ลงใน Galaxy Golf ถามผม ถ้าผมว่างเย็นนี้ให้ไปซ้อมกอล์ฟที่สนามรถไฟ จะช่วยดูวงสวิงให้ และคุยกันเรื่องงาน เสร็จงานผมก็รีบไปเจอโปรอ้วน ซื้อลูกกอล์ฟมา 6 ถาด ยืดเส้นยืดสายเสร็จแล้ว เริ่มซ้อมต่อเนื่องจนเหงื่อไหลท่วมตัว โปรอ้วนก็ดีมากมาคอยแนะนำตลอดบอกว่า วงใช้ได้แล้ว หลังจากหมดแรง โปรอ้วนก็ให้ผมช่วยเขียนเรื่องให้ด้วยเพื่อเป็นความรู้สำหรับนักกอล์ฟ  แหมโปรอ้วนอุตสาห์สอนให้ฟรีแถมยังชมอีก ก็ต้องรับด้วยความเต็มใจซิครับ เนื้อหาต่อไปนี้ ผมจะพาท่านนักกอล์ฟเจาะลึกเข้าไปถึงกีฬากอล์ฟ ซึ่งเป็นเกมพิศวงสงสัย ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง  เป็นการเล่นที่ดูเหมือนง่ายมาก แค่เอาไม้พัตต์เตอร์เคาะลูกไปที่หลุม ระยะเพียง 3 – 4 ฟุต แต่ก็ยังพลาดได้  นักกอล์ฟบางคนตีไกลมากเกิน 300 หลา ทำได้อย่างไร  บางคนทำโฮลอินวัน .… ฟลุคมั้ง (ไม่อยากบอก ผมทำมา 2 ครั้งแล้วครับ)   บางคนซ้อมมาก ออกรอบสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ก็ยังตีลูกตกน้ำเป็นประจำยิ่งซ้อมยิ่งแย่ ระดับโปรซ้อมอย่างไร ในหนังสือ ธงชัยใจดี บนเส้นทางสู่ดวงดาว  อายุ 13 ปี เอาไม้กอล์ฟหักที่เขาทิ้งแล้ว มาต่อกับไม้ไผ่ เล่นหลังเลิกเรียนกับเพื่อน จนถึงตี 1 ตี 2 โดยเอาไฟฉายส่องลูกตี  เมื่อเริ่มมีถุงกอล์ฟ ซ้อมทุกวัน วันเสาร์ – อาทิตย์ ซ้อมตั้งแต่เช้าจนมืด  เป็นทหารฝึกหนักวิ่งออกกำลังกายทุกวัน ทำให้มีระเบียบวินัยในการฝึก  เป็นนักกอล์ฟประเภทพรแสวง           เราจึงภูมิใจที่มีคนไทยคนแรกที่ลงเล่นเดอะมาสเตอร์ที่ออกัสตา เมื่อ 6 เมษายน 2549 และเป็นคนไทยคนแรกที่ลงเล่นรายการเมเจอร์ ครบทั้ง 4 รายการ ขอยกตัวอย่างคนไทยที่เราอยากให้เป็นคนไทยอีกคนหนึ่ง คือไทเกอร์ วู้ดส์  ในหนังสือ Tiger Woods : How I Play Golf ในการแข่งขันกอล์ฟคนอื่นอาจ เอาชนะเขาได้ แต่ไม่มีใครจะเอาชนะเขาได้เรื่องการซ้อมหนัก  ในขณะที่เป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกผู้บรรยายภาษาอังกฤษ ถามว่าเขาเก่งขนาดนี้ แล้วยังต้องซ้อมหนักอีกหรือ เขาตอบว่าเมื่อวานเขายังเป็นคนสุดท้ายที่สนามซ้อม กลับมาที่คำถามเดิม ท่านนักกอล์ฟซ้อมหนักแค่ไหน คำตอบคือ  1. ขึ้นอยู่กับท่านเริ่มต้นที่จุดไหน 2. ท่านจะไปให้ถึงจุดไหน           ถ้าท่านต้องการไปให้ถึงระดับสูงสุดที่ท่านต้องการ ท่านต้องไม่ยอมให้นักกอล์ฟ ในระดับนั้น ซ้อมหนักกว่าท่าน ผมขอฝากคำคม “ คิดให้ไกล ไปให้ถึง ” ครับ   โดย นพ.วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำรพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กระดูก................ที่นักกอล์ฟควรรู้จัก

กระดูก................ที่นักกอล์ฟควรรู้จัก โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี กระดูก................ที่นักกอล์ฟควรรู้จัก           สวัสดีครับ ผู้เขียนได้เคยอธิบายถึง “กระดูกมีชีวิต” ซึ่งศึกษาในระดับเซลล์ ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ช่วยในการศึกษา ตอนนี้เราจะมาเข้าใจกระดูกที่เห็นด้วยตาเปล่า และมีความสำคัญในกีฬากอล์ฟ กระดูกในร่างกายคนเรามี 206 ชิ้น แบ่งเป็นกระดูกแกนกลาง (Axial skeleton) จำนวน 80 ชิ้น กระดูกระยางค์ (Appendicular Skleton) คือกระดูกที่ประกอบเป็นแขน และขา จำนวน 126 ชิ้น            กระดูกแกนกลางที่ท่านนักกอล์ฟควรจะรู้จัก ก็คือ กระดูกสันหลัง (Spine) มีจำนวน 26 ชิ้น (กระดูกกะโหลกศรีษะ, กระดูกใบหน้า ไม่มีความสำคัญในวงสวิงของกอล์ฟ) กระดูกสันหลังส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างคล้ายๆ กัน คือ 1. ส่วน body เป็นแผ่นกลมหนาอยู่ด้านหน้า ผิวบนและผิวล่างของ body จะเป็นที่เกาะของหมอนรองกระดูกสันหลัง กระดูกส่วนนี้ทำหน้าที่รับน้ำหนัก 2. Verterbral arch เป็นแท่งกระดูกโค้งที่อยู่ติดทางด้านหลังของ body เป็นที่บรรจุไขสันหลัง 3. Process ปุ่มที่ยื่นออกมาจาก Vertebral arch จำนวน 7 อัน เป็นข้อต่อประกอบกับกระดูกสันหลังที่อยู่ติดกัน และเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อ ช่วยในการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังส่วนคอ มี 7 ชิ้น            กระดูกคออันที่ 1 และอันที่ 2 จะมีลักษณะแตกต่างจากกระดูกสันหลังอันอื่นๆ คือกระดูกคออันที่ 1 เรียกว่า Attas มีรูปร่างเหมือนวงแหวน ไม่มีส่วนของ body กระดูกคออันที่ 2 เรียกว่า Axis มีปุ่มยื่นออกจากส่วนบนของ body เรียกว่า Dens คล้ายเดือยยื่นขึ้นไปในวงแหวนของกระดูกคออันที่ 1           การหมุนศรีษะ 60% จะอยู่ที่บริเวณกระดูกคออันที่ 1 และ 2 ถ้าท่านก้มคอ ท่านจะหมุนศรีษะได้ประมาณ 45 – 50 องศา โดยหมุนศรีษะบนกระดูกคออันที่ 1 และ 2 แต่ถ้าท่านยืดคอ เงยคางขึ้นท่านจะหมุนศรีษะได้ 80 – 90 องศา ให้คางไปแตะที่ไหล่แต่ละด้านได้ โดยการหมุนศรีษะอีก 40% จะหมุนบนกระดูกคออันที่ 3 ถึงอันที่ 7 รวมกัน ด้วยเหตุผลทางโครงสร้างของกระดูกคอ ในการจรดไม้กอล์ฟจึงไม่ควรก้มมองดูลูก แต่ควรจะยืดคอ เงยคางขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้คางลอดผ่านได้อย่างเดียว แต่เพราะช่วยให้หมุนคอในส่วนของกระดูกคออันที่ 3 – 7 ลงมาจะช่วยทำให้แรงบิดของลำตัวทำได้เต็มที่  กระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic Verabra) 12 ชิ้น            มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่ากระดูกสันหลังส่วนคอ แต่เนื่องจากมีกระดูกซี่โครงยึดติดกับกระดูกหน้าอก 12 คู่ ทำให้กระดูกสันหลังส่วนอกมีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar Vertebra) 5 ชิ้น            ขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุด มีการเคลื่อนไหวมากบริเวณ 2 อันล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่าก้มและแอ่นหลัง  กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (Sacrum) 5 ชิ้น            ต่อกันรวมกันเป็นชิ้นเดียว ไม่มีการเคลื่อนไหว   กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ (Coccyx) 4 ชิ้น           รวมกันเป็นชิ้นเดียว เวลาล้มก้นกระแทกกับพื้นแข็งๆ อาจจะมีกระดูกก้นกบหักหรืองอได้  การโค้งของกระดูกสันหลัง            กระดูกสันหลังปกติ ถ้ามองทางด้านหลังจะเห็นเป็นเส้นตรง แต่ถ้ามองทางด้านข้างจะเห็นเป็นส่วนโค้งอยู่ 4 แห่ง บริเวณคอ และเอวจะโค้งมาทางด้านหน้า ส่วนบริเวณอก และกระเบนเหน็บจะโค้งไปทางด้านหลัง ในเด็กแรกเกิดอยู่ในครรภ์มารดาตัวงอ กระดูกสันหลังจะเป็นโค้งเดียว หลังจากเด็กเริ่มเงยคอ คลานได้ กระดูกจะโค้งไปทางด้านหน้า เมื่อหัดยืนได้ กระดูกสันหลังส่วนเอวจะโค้งไปทางด้านหน้า ส่วนกระดูกสันหลังส่วนอก และกระเบนเหน็บจะโค้งไปทางด้านหลังแบบเดิม             การโค้งของกระดูกสันหลัง เพิ่มความแข็งแรง ช่วยให้เกิดความสมดุลในการทรงตัว และลดแรงกระแทกขณะเดิน หรือวิ่ง การจรดไม้กอล์ฟควรงอที่ข้อสะโพก ไม่ก้มบริเวณที่หลังจะทำให้โค้ง กระดูกสันหลังส่วนเอวผิดรูป และหมุนได้น้อยลง นอกจากนั้นทำให้แรงกดบนหมอนรองกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น อาจทำให้มีอาการปวดหลังได้ง่าย หรือรุนแรงจนถึงหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นมากดทับเส้นประสาทได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

กล้ามเนื้อทำงานอย่างไร ในวงสวิงของกอล์ฟ

กล้ามเนื้อทำงานอย่างไร ในวงสวิงของกอล์ฟ           กล้ามเนื้อทำงานอย่างไร ในวงสวิงของกอล์ฟ ฉบับที่ผ่านมาผมได้เน้นถึงการซ้อมกอล์ฟ จะต้องให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของท่านนักกอล์ฟด้วย ถ้าเกิดการบาดเจ็บเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าท่านนักกอล์ฟจะมีวงสวิงที่ดีแค่ไหน หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ ๆ ราคาแพงมาก ๆ ก็ไม่สามารถจะทำให้ท่านเล่นกอล์ฟได้ดี เพราะการควบคุมวงสวิงอยู่ที่มือที่ท่านจับไม้กอล์ฟซึ่งเป็นส่วนต่อ ออกมาจากข้อมือ ข้อศอก ไหล่ และลำตัว   โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี กล้ามเนื้อทำงานอย่างไร ในวงสวิงของกอล์ฟ           ที่ผ่านมาผมได้เน้นถึงการซ้อมกอล์ฟ จะต้องให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของท่านนักกอล์ฟด้วย ถ้ามีการเกิดบาดเจ็บเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าท่านนักกอล์ฟจะมีวงสวิงที่ดีแค่ไหน หรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ ๆ ราคาแพงมาก ๆ ก็ไม่สามารถจะทำให้ท่านเล่นกอล์ฟได้ดี เพราะการควบคุมวงสวิงอยู่ที่มือที่ท่านจับไม้กอล์ฟ ซึ่งเป็นส่วนต่อออกมาจากข้อมือ ข้อศอก ไหล่ และลำตัว           การทำงานของร่างกายควบคุมผ่านสมอง ทั้งระบบประสาทส่วนกลาง ที่ท่านสามารถควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามใจสั่ง และระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อโดยที่ท่านไม่ต้องไปสั่งและท่านก็ควบคุมไม่ได้ด้วย กล้ามเนื้อเหล่านี้ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจ(cardiac muscle) กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) ที่อยู่ในทางเดินอาหาร หลอดเลือด หลอดลม ท่านจะบังคับให้หัวใจเต้นช้าลงหรือหยุดเต้นก็ไม่ได้ ถ้าท่านอายุถึง 70 ปี หัวใจท่านก็เต้นประมาณ 3 พันล้านครั้ง โดยไม่ได้หยุดพักเลย ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจหยุดพักเมื่อไร ก็หมายถึงท่านไม่มีโอกาสเล่นกอล์ฟอีกเลย  รูปที่ 1 กล้ามเนื้อลายของร่างกายที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ           กล้ามเนื้อที่ท่านควบคุมได้ คือ กล้ามเนื้อลาย เป็นกล้ามเนื้อแขน ขา คอ หลัง ที่ท่านบังคับได้ ถ้าไม่ฝึกให้ดี กล้ามเนื้อก็จะทำงานไม่ประสานกัน ในวงสวิงของกอล์ฟ กล้ามเนื้อหลายมัดการทำงานอย่างผสมผสานและเป็นลำดับต่อเนื่อง ไม่ได้ออกแรงหดตัวพร้อมกันทุกมัด ท่านนึกสภาพที่กล้ามเนื้อแข็งเกร็งพร้อมกันทุกมัด คือ สภาพร่างกายของคนที่ตายแล้ว 3 – 4 ชั่วโมง จนถึง 24 ชั่วโมง เส้นใยกล้ามเนื้อเล็กเกาะติดกันแน่นหลายมัด เนื่องจากไม่มีพลังงานให้กับเซลล์กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะคลายออกไม่ได้จนโปรตีนเริ่มถูกย่อยสลายเอง เส้นใยกล้ามเนื้อจะหลุดออกจากกันได้           ถ้าท่านตื่นเต้น ตั้งใจมากเกินไปกล้ามเนื้อท่านจะเกร็งทุกมัด ทำให้ไม่สามารถควบคุมวงสวิงได้ เช่น ในการดาวน์สวิงก่อนอิมแพค ข้อศอกซ้ายท่านต้องเหยียดออก โดยใช้กล้ามเนื้อไตรเซ็ป (Triceps brachii ) ถ้าท่านเกร็งกล้ามเนื้อด้านหน้าข้อศอก กล้ามเนื้อไบเซ็ป (Biceps brachii) ข้อศอกซ้ายท่านก็จะงอทำให้ตีท้อปลูกหรือไม่โดนลูก รูปที่ 2 กล้ามเนื้องอข้อศอก (Bicep brachii) กล้ามเนื้อเหยียดข้อศอก (Triceps brachii)           วงสวิงของกอล์ฟเป็นการส่งแรงอย่างต่อเนื่องจากแขนไปที่ข้อมือไปที่หัวไม้กอล์ฟ แรงของกล้ามเนื้อต้องเริ่มออกแรงในการหมุนแขนซ้ายก่อนที่จะใช้แรงที่บังคับข้อมือ การดาวน์สวิงลงมาต้องไม่ตีลงมาจากข้างบน โดยรอให้หมุนแขนไหล่ซ้ายลงมาก่อนจนข้อศอกขวาอยู่ในระดับสะโพกจึงใช้แรงกล้ามเนื้อเหยียดข้อศอกบังคับข้อมือ เพื่อส่งแรงไปที่หัวไม้เข้าสู่จุดกระทบ (รูปที่3,4)           นักกอล์ฟสมัครเล่นส่วนใหญ่ มักจะเริ่มตีโดยใช้มือตีลงมาจากข้างบนทำให้ไม่มีแรงส่งไปที่หัวไม้และหน้าไม้จะเปิดทำให้ลูกสไลด์ รูปที่ 3 ไทเกอร์ วูดส์ ขณะทำดาวน์สวิงและส่งแรงไปที่หัวไม้ โดยเริ่มที่ใช้กล้ามเนื้อหมุนแกนลำตัวและแขนซ้าย ลงมาก่อนจึงเร่งใช้กล้ามเนื้อเหยียดข้อศอกของแขน ข้อมือขวา พร้อมถ่ายน้ำหนักตัวขณะอิมแพค รูปที่ 4 แสดงแรงของกล้ามเนื้อที่หมุนแขนซ้ายลงมาจะเริ่มต้นก่อนแล้วลดลง แรงของกล้ามเนื้อที่เร่งความเร็วหัวไม้ ผ่านข้อมือจะเริ่มทีหลังกล้ามเนื้อชุดแรก และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนผ่านจุดกระทบ           การส่งแรงจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ ท่านจะต้องใช้กล้ามเนื้อเหมือนเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) ถ้าท่านเกร็งมากเกินหรือใช้กล้ามเนื้อจากความเคยชินที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน คือ การใช้มือตีลงมาจากข้างบน โดยไม่สัมพันธ์กับการทำงานของขา ลำตัวและไหล่ นอกจากจะไม่ได้เป็นการส่งแรงอย่างต่อเนื่องแล้วยังทำให้ระนาบของวงสวิงเสียไปอีกด้วย (swing plane) ข้อสรุปสำหรับท่านนักกอล์ฟ 1. ท่านควรจะจับไม้กอล์ฟให้ถูกวิธี เพราะมือของท่านเท่านั้นที่เป็นส่วนต่อไปที่ไม้กอล์ฟ ถ้าท่าน ไม่แน่ใจควรให้ครูผู้ฝึกสอนช่วยตรวจสอบ และท่านควรฝึกซ้อมด้วยตัวเองบ่อย ๆ จนมั่นใจว่าเมื่อจรดไม้กอล์ฟหน้าไม้กอล์ฟตั้งฉากกับทิศทางสู่เป้าหมาย หลังจากแบ็คสวิงแล้วเมื่อทำดาวน์สวิงกลับลงมาช้า ๆ ขณะอิมแพคหน้าไม้ยัง ตั้งฉากกับทิศทางสู่เป้าหมายเหมือนเดิม 2. ท่านฝึกวงสวิงโดยจะเริ่มเร่งความเร็วหัวไม้สู่จุดกระทบลูก เมื่อตำแหน่งของข้อศอกขวากลับมา สู่ระดับสะโพกขวา และมือพร้อมที่จะตีลูก สำหรับท่านนักกอล์ฟที่ตีลูกไม่ได้ระยะ ทิศทางไม่แน่นอน หรือนักกอล์ฟมือใหม่ควรมีครูผู้ฝึกสอนแนะนำดีกว่าฝึกด้วยตนเอง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การบาดเจ็บของนิ้วมือ

การบาดเจ็บของนิ้วมือ            การบาดเจ็บของนิ้วมือ นักกอล์ฟอาชีพวัย 27 ปี มาพบผู้เขียนด้วยเรื่องปวดข้อนิ้วชี้ซ้ายมาก ตีกอล์ฟไม่ได้มา 2 เดือนแล้ว สาเหตุจากซ้อมกอล์ฟมาก แล้วปวดข้อกลางนิ้ว ไปพบแพทย์ 2 ครั้งแล้ว กำเหยียดนิ้วได้ปกติ แต่พอจับไม้กอล์ฟซ้อมไดร์ฟก็ปวดอีก ไม่กล้าซ้อมกลัวจะลงแข่งขันไม่ได้ไปตลอด ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่นักกอล์ฟอาชีพฝีมือดี ศิษย์เก่า คลาส เอ แห่งชาติรุ่นแรกสอบทัวริ่งโปร์ วันแรก ตี 7 เบอร์ดี้ 1 โบกี้ รวม 6 อันเดอร์พา ที่สนามสว่างรีสอร์ท สอบผ่านทัวริ่งโปร์ โดยมีคะแนน 1 อันเดอร์พาร์ สมควรที่จะได้รับการรักษาให้หาย สามารถเข้าไปแข่งขันระดับนานาชาติได้ การบาดเจ็บของนิ้วมือที่เกี่ยวกับกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเล่นกอล์ฟ ไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้รับการรักษาให้เต็มที่แต่แรก หรือนักกอล์ฟบางท่าน อาจจะเห็นว่าไม่สำคัญ เนื่องจากสามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือ ทำงานได้ปกติ เล่นกอล์ฟก็พอได้บ้าง แต่จะปวดบวมได้ง่าย   โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี การบาดเจ็บของนิ้วมือ            การบาดเจ็บบริเวณนิ้วมือที่ มีกระดูกหัก ข้อเคลื่อนผิดปกติมาก ๆ ไม่ค่อยพบจากการเล่นกอล์ฟ และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่อง การวินิจฉัย และการรักษา เพราะอาการปวดบวม การเคลื่อนไหวผิดปกติ, การตรวจทางเอ็กซเรย์จะทำให้การวินิจฉัยได้ชัดเจน ปัญหาที่มักจะมองข้ามคือการบาดเจ็บที่มองไม่เห็นความผิดปกติจากภายนอก การตรวจทางเอ็กซเรย์ ไม่พบสิ่งผิดปกติทำให้การวินิจฉัยยาก แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ต้องนึกถึงสาเหตุการบาดเจ็บที่อาจจะมองข้ามได้ ถ้าไม่รักษาให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก จะมีผลทำให้การรักษายาก และเล่นกอล์ฟไม่ได้ดี การบาดเจ็บริเวณข้อกลางนิ้ว ( Proxipal interpholangal joint) ข้อนิ้วมือมี 3 ข้อ คือ  - ข้อโคนนิ้ว - ข้อกลางนิ้ว - และข้อปลายนิ้ว การเคลื่อนไหวของข้อกลางนิ้วจะเคลื่อนไหว              แบบบานพับ คืองอเหยียดได้อย่างเดียว ไม่สามารถเคลื่อนไหวด้านข้างหรือหมุนได้ เนื่องจากลักษณะของนิ้วข้อและเอ็นยึดกระดูกด้านข้าง ( collateral ligament )จะเสริมสร้างความแข็งแรงของเยื่อหุ้มข้อให้เคลื่อนไหวในการงอเหยียดได้เท่านั้น  ในการเล่นกอล์ฟ นิ้วชี้ซ้ายที่จับด้ามไม้กอล์ฟ ขณะที่ตีกอล์ฟ ถ้ามีแรงกดจากด้ามไม้กอล์ฟมากเกินไป จะทำให้เอ็นยึดด้านข้างนิ้วฉีกขาดได้ อาจจะมีอาการปวดบวม ลักษณะผิดปกติอย่างอื่นเห็นได้ไม่ชัด ตรวจเอกซเรย์ไม่พบสิ่งผิดปกติ พัก 3-4 วัน ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ปกติ ทำให้การวินิจฉัยค่อนข้างยาก และไม่ได้รับการรักษาให้ถูกต้อง ผลตามมาคือ ถ้ามีแรงกดทางด้านนิ้วชี้อีกก็จะทำให้เอ็นฉีกมากขึ้น ข้อนิ้วบวม ตีกอล์ฟไม่ได้ การวินิจฉัย 1. มีอาการปวดบวมบริเวณข้อกลางนิ้ว 2. กดเจ็บบริเวณที่เกาะของเอ็นยึดด้านข้าง (collateral ligament) 3. ตรวจความมั่นคงด้านข้างของข้อกลางนิ้ว ถ้ามีการฉีกขาดจะปวดมากขึ้น ถ้าเอ็นฉีกขาดมากข้อจะอ้าออกได้  4. ตรวจเอกซเรย์อาจจะไม่พบความผิดปกติ ถ้าสงสัยต้องตรวจในท่าจับนิ้ว ให้ข้อกลางนิ้วด้านที่สงสัยว่าอาจจะมีเอ็นขาดอ้าออก การรักษา 1. ระยะเฉียบพลัน ควรจะพัก ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวของนิ้วชี้ ถ้าบวมมาก ระยะ 4-6 ชั่วโมง แรกประคบด้วยความเย็น จนไม่มีอาการบวมเพิ่มขึ้น 2. ยึดนิ้วชี้ติดกับนิ้วกลาง ป้องกันการเคลื่อนไหวด้านข้างของข้อ ประมาณ 2 สัปดาห์ 3. ถ้ามีการฉีกขาดมาก ข้อหลวม ใส่เครื่องพยุงนิ้วไม่ให้มีการเคลื่อนไหว การป้องกันการเคลื่อนไหวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อนิ้วมือ อาจใช้เวลา 1-3 สัปดาห์ ถ้ากดบริเวณที่ฉีกขาด ไม่เจ็บมาก และความมั่นคงของข้อดี ก็เริ่มเคลื่อนไหวได้ หรือพยุงนิ้วชี้ติดกับนิ้วมือให้เคลื่อนไหวไปด้วยกัน ป้องกันข้อยึดติด                ในกรณีที่เป็นเรื้อรัง นิ้วเริ่มเอียง ข้อยังหลวม ไม่ได้รับการรักษาแต่แรกนานเกิน 4-6 สัปดาห์แล้ว เช่นกรณีของนักกอล์ฟอาชีพที่มาหาผู้เขียน การรักษาค่อนข้างจะยาก การรักษาอาจจะไม่ได้ผลดี เหมือนกับการรักษาตั้งแต่แรก - ให้ใส่ แผ่นดามนิ้ว (finger splint ) ดัดให้ข้อนิ้วอยู่ท่าปกติ เฉพาะเวลากลางคืน - ในการซ้อมกอล์ฟใช้ปลาสเตอร์ยึดรั้งป้องกันไม่ให้ข้ออ้ามากขึ้น โดยใช้ปลาสเตอร์ยึดด้านข้าง ที่เอ็นฉีกไว้ - หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่มีแรงกดนิ้วชี้ทางด้านข้าง - แนะนำบริหารการงอ-เหยียดนิ้ว ป้องกันข้อยึดและบริหารให้กล้ามเนื้องอนิ้วแข็งแรงเพิ่มขึ้น - ถ้ารักษาเต็มที่ 4-6 สัปดาห์แล้ว ยังมีอาการปวดบวม และข้อไม่แข็งแรง อาจจะต้องพิจารณาผ่าตัด ซ่อมเอ็นยึดด้านข้างข้อนิ้วมือ ข้อแนะนำสำหรับนักกอล์ฟ - การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณนิ้วมือ ถ้าพักรักษา 1-2 สัปดาห์ แล้วยังมีอาการปวดบวม มีจุดกดเจ็บ, งอเหยียดนิ้วไม่ปกติ หรือไม่สามารถเล่นกอล์ฟได้ตามปกติ จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาให้ถูกต้อง - การบาดเจ็บบางอย่าง อาจตรวจพบได้ยาก เช่นกระดูกหัก นักกอล์ฟ (Fracture hook of Hamate) กระดูกข้อมือบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือหัก ( Fracture scaphoid) ,เอ็นยึดข้อด้านข้างฉีก, เอ็นข้อปลายนิ้วขาดระยะแรก ๆ อาจไม่พบความผิดปกติ ถ้าท่านนักกอล์ฟยังมีอาการผิดปกติ และอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการบาดเจ็บ อาจจะต้องนึกถึงภาวะบาดเจ็บที่วินิจฉัยได้ยากเหล่านี้ด้วย    

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Golf Injuries

 Golf Injuries โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี การบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟ           กอล์ฟ เป็นกีฬาที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น อิทธิพลจากการถ่ายทอดสดการแข่งขันสำคัญ ๆ ในรายการโทรทัศน์เกือบทุกสัปดาห์ รวมทั้งเงินรางวัลที่เพิ่มขั้น Superstar ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ๆ ก็เป็นภาพลักษณ์สำหรับเยาวชนที่ต้องการเอาเป็นแบบอย่าง เช่น Tiger Woods , Mitchel Wie ทำให้มีการส่งเสริมการเล่นกอล์ฟ ตั้งแต่เด็ก อายุน้อย ๆ รวมทั้งผู้ที่เริ่มหันมาสนใจเล่นกอล์ฟเมื่ออายุมากขึ้น หรือหลังเกษียณอายุแล้ว อันตรายหรือการบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟ ดูเหมือนว่าค่อนข้างปลอดภัย เมื่อเทียบกับการเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ ที่ต้องมีการต่อสู้ปะทะกัน หรือการแข่งขันที่มีความเร็วสูง แต่การเล่นกอล์ฟมีอันตรายและการบาดเจ็บที่อาจจะมองข้าม ที่เกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยบ้านเรา และรายงานในวารสารต่างประเทศอีกมากมาย เช่น 1. การบาดเจ็บหรืออันตรายที่ไม่ได้มาจากวงสวิงของนักกอล์ฟเอง - อุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเกิดจากถูกลูกกอล์ฟ , ถูกไม้กอล์ฟตี, ไม้กอล์ฟ หักทิ่มแทงอวัยวะที่สำคัญ - ถูกฟ้าผ่าตาย - ถูกรถกอล์ฟชนตาย - ถูกผึ่งต่อย เสียชีวิตภายหลัง - อันตรายเกิดจากแสงแดด จากรายงานพบมะเร็งผิวหนัง จาก  นักกอล์ฟอาชีพหญิง 51 คน นักกอล์ฟหญิงสมัครเล่น 142 คน    นักกอล์ฟอาชีพชาย 4 คน นักกอล์ฟชายสมัครเล่น 11 คน 2. การบาดเจ็บจากการสวิงกอล์ฟ ของนักกอล์ฟมีสาเหตุหลายอย่าง - มีการฝึกซ้อมหรือการแข่งขันมากเกิน - วงสวิงไม่เหมาะสม - การเตรียมสภาพร่างกายไม่พร้อม ก่อนการเล่นกอล์ฟ - สุขภาพไม่ดีมาก่อน - นักกอล์ฟที่เสียชีวิต ขณะเล่นกอล์ฟเป็นลมนำส่งโรงพยาบาลเสียชีวิต หรือเสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลายราย - การได้รับการบาดเจ็บมาก่อน รักษายังไม่หายเป็นปกติ การบาดเจ็บของนักกอล์ฟอาชีพ           ซึ่งไม่มีปัญหาที่วงสวิงที่ไม่ถูกต้อง มักเกิดจากการฝึกซ้อมหรือแข่งขันมากกินไป 80 % การบาดเจ็บอยู่ที่บริเวณหลัง และข้อมือ ส่วนอื่น ๆ ที่พบรองลงมา คือ ข้อศอกขวา, ไหล่, ข้อเข่า การบาดเจ็บของนักกอล์ฟสมัครเล่น           ได้รับการบาดเจ็บในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เกือบทั้งหมด ขึ้นอยู่กับวงสวิงที่มีการใช้ส่วนไหนมากเกินไป พบได้บ่อยที่หลัง, ข้อศอก, ข้อมือ, หัวไหล่, ข้อเข่า, คอ ตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีการบาดเจ็บที่รุนแรง - มีรายงานกระดูกสันหลังยุบ ในนักกอล์ฟสตรีสูงอายุ  - นักกอล์ฟที่หัดเล่นใหม่ 18 ราย (เฉลี่ยเล่นกอล์ฟ 8 สัปดาห์) 15 รายพบ กระดูกซี่โครงหัก 3 รายกระดูกซี่โครงข้างขวาหัก ส่วนใหญ่กระดูกซี่โครงที่ 4, 5, 6 ตำแหน่งที่หักอยู่ตำแหน่งค่อนข้างไปทางด้านหลัง การป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับผู้อื่น  - เก็บรักษาไม้กอล์ฟในที่ปลอดภัย ไม่ให้เด็กเอามาเหวี่ยงเล่นเองได้ - เมื่อสอนเด็กเล่นกอล์ฟต้องให้ผู้ใหญ่แนะนำและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย - เวลายืนต้องเว้นระหว่างจากผู้ที่กำลังสวิงกอล์ฟ อย่างน้อย 4 ช่วงไม้กอล์ฟ และไม่ล้ำหน้าไปในทิศทางของลูกกอล์ฟ ปัญหาการบาดเจ็บของนักกอล์ฟ 1. การซ้อมหรือการแข่งขันมากเกิน 2. เคยได้รับการบาดเจ็บมาก่อน ทำให้มีการบาดเจ็บซ้ำ 3. ส่วนใหญ่พบที่หลัง, ข้อมือ, ข้อศอก, ไหล่, เข่า 4. การบาดเจ็บอาจไม่รุนแรง แต่ทำให้เล่นไม่ดี และอาจทำให้มีการบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น ข้อแนะนำ : - ก่อนการซ้อมและแข่งขันทุกครั้ง ต้องทำการอบอุ่นร่างกาย บริหารกล้ามเนื้อให้ ยืดเหยียดได้ดีก่อน - ควรออกกำลังกายกล้ามเนื้อให้แข็งแรง และทนทาน เช่น การวิ่ง, ยกน้ำหนัก - แก้ไขวงสวิงให้ถูกต้องเพื่อลดการบาดเจ็บ และเล่นกอล์ฟได้ดีขึ้น จำเป็นต้องปรึกษาครูสอนกอล์ฟ - เลือกใช้ไม้กอล์ฟ, รองเท้าให้เหมาะสม  - เมื่อมีการบาดเจ็บควรหยุดเล่น ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก - ก่อนจะกลับมาเล่นใหม่ ควรหายจากการบาดเจ็บและสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้แข็งแรงก่อน  การป้องกันอันตรายระหว่างการเล่นกอล์ฟ           อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากแสงแดด, การสูญเสียน้ำ, การบาดเจ็บจากการถูกลูกกอล์ฟ, อันตรายจากสัตว์ในสนามกอล์ฟ หรือจากฟ้าผ่า  ข้อแนะนำ : - ท่านนักกอล์ฟควรป้องกันอันตรายจากแสงแดด เช่น ทาครีมกันแดด ใส่หมวก เสื้อแขนยาว  - ดื่มน้ำให้มากพอก่อนและหลังการเล่น และควรดื่มน้ำระหว่างการเล่นไม่ต้องรอกระหายน้ำ  - ถ้ามีเหงื่อออกต่อเนื่องเกิน 1 ชั่วโมง ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ร่วมด้วย - ต้องรู้กฎมารยาทในการเล่นกอล์ฟ ก่อนที่จะสวิงไม้กอล์ฟ ต้องตรวจดูว่ามีผู้ใดยืน อยู่ใกล้ ๆ จนอาจเกิดอันตรายจากไม้ตีกอล์ฟ รอจนกว่าจะแน่ใจว่าผู้เล่นกลุ่มหน้าเดินพ้นระยะแล้ว - นักกอล์ฟไม่ควรจะเข้ามาในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย ต่อสัตว์ แมลงมีพิษ - เมื่อเกิดอันตรายจากฟ้าผ่าต้องหยุดเล่นกอล์ฟก่อน และรีบออกจากสนามทันที่ References M.R. Farrally and A.J. Cochran (1998). Science and Golf Ⅲ. Human Kinetics.Jobe, F.W., and Schwab, D.M. (1991). Golf for the mature athlete. Clin Sports Med,10 (2) ,269 – 282. McCarroll, J.R., and Gioe, T.J. (1982). Professional golfers and the price they pay.Physician SportsMed, 10 (7), 64 – 70. McCarroll, J.R., Retting, A., and Shelbourne, K. (1990). Injuries in the amateur golfer. Physician SportsMedm, 18(3), 122 – 126. 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ผิวหนังอวัยวะมหัศจรรย์

ผิวหนังอวัยวะมหัศจรรย์ โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี   ผิวหนังอวัยวะมหัศจรรย์           นักกอล์ฟอาชีพหลายท่านก็ประสบความสำเร็จในการแข่งขันทั้งระดับในประเทศ และต่างประเทศ นักกอล์ฟสมัครเล่นหลาย ๆ ท่านก็รับถ้วยอย่างต่อเนื่อง ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกๆ ท่านด้วยครับ ผู้ที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็ขอให้พัฒนาต่อครับ “เราจะไม่ล้มเหลว ถ้าเราไม่ล้มเลิก” ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจ และสนับสนุนท่านนักกอล์ฟทุกท่านที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่อง  2 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำเสนอการบาดเจ็บจากการเล่นกอล์ฟที่พบได้บ่อย ๆ มีท่านผู้อ่าน และท่านนักกอล์ฟให้ความสนใจมาก หลาย ๆ ท่านได้มาจากต่างจังหวัดมาพบผู้เขียน ได้รับคำแนะนำ รักษาหายกลับมาเล่นกอล์ฟได้ดีแล้ว มีอันตรายอย่างหนึ่งที่เกิดจากการเล่นกอล์ฟ ในประเทศที่มีแดดจัด อากาศร้อน พบได้บ่อย ๆ คือ ปัญหาเรื่อง ผิวหนังแต่ยังไม่มีนักกอล์ฟท่านใดมาปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง ผิวหนังเลย ส่วนใหญ่จะไปหาหมอผิวหนังซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องดีที่สุด ผู้เขียนขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผิวหนัง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านนักกอล์ฟ และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ผิวหนัง เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย พื้นที่ของผิวหนังประมาณ 2 ตารางเมตร หนักประมาณ 4.5 – 5 กิโลกรัม ความหนาโดยเฉลี่ย 1- 2 มิลลิเมตร ผิวหนังบางที่สุด คือที่หนังตา หนาประมาณ 0.5 มิลลิเมตร หนาที่สุดที่ส้นเท้าประมาณ 4 มิลลิเมตร ผิวหนังประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น 1. ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เป็นชั้นที่อยู่บนสุด 2. ชั้นหนังแท้ (Dermis) อยู่ใต้หนังกำพร้า ชั้นที่อยู่ใต้หนังแท้ (Hypodermis) ไม่ถือว่าเป็นส่วนของผิวหนัง เป็นชั้นไขมันซึ่งในชั้นนี้ ผู้หญิงจะมีความหนามากกว่าผู้ชายประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผู้หญิงมีผิวหนังที่นุ่มกว่าผู้ชาย และบางส่วนจะมีไขมันเกาะมากเพิ่มขึ้น เช่น บริเวณหน้าท้อง, สะโพก ต้นขา ชั้นของหนังกำพร้า 4 -5 ชั้น ในชั้นล่างสุดของผิวหนัง กำพร้าจะมีการแบ่งตัวอย่างบางต่อเนื่อง และดันเซลล์เก่าขึ้นไปด้านบนเรื่อยๆ เซลล์ผิวหนังจะสร้างเคอราตินซึ่งเป็นโปรตีนภายในเซลล์ช่วยให้เซลล์มีความเหนียวและกันน้ำได้ขณะเดียวกันเซลล์จะขาดเลือดมาเลี้ยงเป็นเซลล์ที่ตายและลอกหลุดออกไปทุกวัน ชั้นหนังกำพร้ามีเซลล์ 4 ชนิด 1. เซลล์ผิวหนัง (Keratinocyte) พบส่วนใหญ่ 90% 2. เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) พบได้ 8 % 3. เซลล์ช่วยป้องกันเชื้อโรค (Langerhans cells) 4. เซลล์ที่ส่งความรู้สึกไปยังเซลล์ประสาท (Merkel cells) หนังแท้ Dermis           ประกอบด้วย เส้นใยคอลลาเจน และเส้นใยอิลาสติค นอกจากนั้นยังมี หลอดเลือด กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ปุ่มประสาทพิเศษต่าง ๆ ที่รับความรู้สึกสัมผัส แรงกดดัน ความร้อน ความเย็นรับรู้ อาการเจ็บปวด หน้าที่ของผิวหนัง 1. ห่อหุ้มร่างกายให้คงรูปอยู่ได้ป้องกันเชื้อโรค , ป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต (UV.light) จากแสงแดด 2. ควบคุมการเสียน้ำ เนื่องจากเซลล์ของผิวหนังชั้นบน ๆ เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว และมีสาร ที่เคลือบบนผิวหนังป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่าน 3. ร่างกายควบคุมอุณหภูมิร่างกายที่ 37 องศาเซลเซียส โดยผ่านการทำงานของต่อมเหงื่อ 4. รับความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความรู้สึกร้อน หนาว สัมผัส ความเจ็บปวด 5. สังเคราะห์สารเมลานิน ทำให้ผิวสีคล้ำขึ้นหลังได้รับแสงแดด  6. สังเคราะห์เดอราตินในเซลล์ปกคลุมผิวหนังส่วนบน เป็นเซลล์ที่ลอกหลุดออกไปทุกวัน 7. สังเคราะห์วิตามิน D จากการได้รับ UV light ขนาดน้อย ๆ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ ตับ และไต และช่วยในการควบคุมระดับแคลเซี่ยม มีความจำเป็นสำหรับเด็ก ป้องกันเป็นโรคกระดูกอ่อน ในผู้ใหญ่ช่วยในการสร้าง และควบคุมให้กระดูกแข็งแรง 8. มีหน้าที่ในการสื่อความหมาย เวลามีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ จะทำให้หลอดเลือดหดตัว เช่น เวลากลัวตกใจ จะมีอาการหน้าซีด มือเย็น เวลาโกรธมีหลอดเลือดขยายตัวมีอาการหน้าแดง            การหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าที่มายึดบริเวณผิวหนัง จะบ่งบอกถึงอารมณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การยิ้ม, อาการหน้านิ่วคิ้วขมวด, อาการโกรธ, ดีใจ , เสียใจ เนื่องจากผิวหนังมีหน้าที่หลายอย่างดังข้างต้น เมื่อทำงานร่วมกับส่วนที่เปลี่ยนแปลงจากผิวหนัง เช่น ผม ขน เล็บ ต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ช่วยควบคุมให้ร่างกายคงสภาพปกติ จึงนับว่าผิวหนังเป็นระบบหนึ่งของร่างกาย เรียกระบบห่อหุ้มร่างกาย (Integumentary System) การดูแลสุขภาพของผิวหนัง เป็นส่วนสำคัญมากสำหรับการมีสุขภาพที่ดี และเป็นส่วนสำคัญด้านธุรกิจที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล ในเรื่องการรักษาความงาม การดูแลรักษาผิวพรรณให้สวยงาม หรือดูอ่อนกว่าวัย รวมทั้งการรักษา กระ สิว ไฝ ฝ้า จุดด่างดำต่าง ๆ อันตรายที่เกิดจากแสงแดด และการป้องกัน            การถูกแสงแดดมากเกินไป พบว่าเป็นมะเร็งของผิวหนังได้ มีรายงาน คนไข้มะเร็งผิวหนัง ปีละ 1 ล้านคนในประเทศอเมริกา 78% เป็น Basal cell Carcinoma มะเร็งจากเซลล์ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้า มักไม่แพร่กระจาย 20% เป็น Squamous cell carcinoma มะเร็งจากเซลล์แบนบางของหนังกำพร้า อาจแพร่กระจายได้ 2% เป็น Malignant Melanomaมะเร็งจาก cell Melanocyte เป็นเซลล์ที่สร้างเม็ดสี (Melanin pigment ) อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากแพร่กระจายได้รวดเร็ว การรักษาที่ได้ผลดี คือการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก และผ่าตัดเอาออกให้หมด ลักษณะสำคัญของ Malignant Melanoma คือ A - Asymmetry รูปร่างไม่สมมาตร , ไม่กลม    B - Border ขอบไม่ชัดเจน เว้าๆ แหว่ง    C - Color มีสีแตกๆ ต่าง ๆ กันหลายสี ในก้อนเดียวกัน    D - Diameter เส้นผ่าศูนย์กลาง ขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร ลักษณะของไฝปกติ (Normal Nevus) และ Malignant Melanoma ไฝธรรมดามีขนาดกลม สีเดียวกัน ขอบชัด ก้อนเล็กกว่า            นอกจากนั้น ยังมีรายงานในวารสารต่างประเทศ พบมะเร็งของผิวหนังทั้งในนักกอล์ฟสมัคร เล่น และนักกอล์ฟอาชีพ ข้อแนะนำสำหรับนักกอล์ฟ  1. หลีกเลี่ยงการตากแดดในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตมาก ๆ คือ เวลา 10.00 - 15.00 น. หากจำเป็นควรใส่เสื้อแขนยาว กางร่ม ใส่หมวกปีกกว้าง 2. ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นประจำ SPF 15-28 ในการเล่นกอล์ฟกลางแดดช่วงสั้น ๆ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ถ้าเล่นกอล์ฟมากกว่า 2 ชั่วโมง ควรใช้ SPFขนาดสูงๆ SPF (Sun Protection Factor) เป็นค่าที่บอกถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UV เป็นจำนวนเท่าของปกติที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด โดยวัดเป็นค่าพลังงานรังสี UV ที่ทำให้ผิวเริ่มแดง (MED – Minimum Erythema Dose)    SPF = MED ที่ทายากันแดด    MED ที่ไม่ได้ทายากันแดด 3 ถ้ามีอาการผิดปกติของผิวหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก้อนที่มีลักษณะคล้ายไฝ โตเร็ว ขนาดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์ 4. เรื่องการเสียน้ำ ควรดื่มน้ำก่อน ระหว่าง หรือหลังการเล่นกอล์ฟ เพื่อป้องกันการขาด น้ำ ถ้าท่านรอให้เกิดการกระหายน้ำ แสดงว่าร่างกายขาดน้ำแล้ว 5. การทำความสะอาดของผิวหนังบริเวณอับชื้น นิ้วเท้า ป้องกันเชื้อรา 6. มือเป็นบริเวณที่มีเชื้อโรคเกาะอยู่เสมอ จะเป็นอันตรายมากถ้าเชื้อโรคไปอยู่บริเวณอื่น เช่น แคะตา อาจทำให้ตาอักเสบ หรือจับของกิน ระหว่างเล่นกอล์ฟอาจทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินอาหารได้  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

นักกอล์ฟหายใจอย่างไร……ขณะตีกอล์ฟ

นักกอล์ฟหายใจอย่างไร……ขณะตีกอล์ฟ           นักกอล์ฟหายใจอย่างไร……ขณะตีกอล์ฟ ท่านลองถามนักกอล์ฟในก๊วนเดียวกัน ขณะกำลังพัตต์ว่าหายใจเข้าหรือออก ถ้านัก กอล์ฟท่านนั้นมัวคิดเรื่องการหายใจ อาจจะลืมพัตต์ และพัตต์ลูกกอล์ฟไม่ลงหลุม   โดย นายแพทย์วีระยุทธ เชาว์ปรีชา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี นักกอล์ฟหายใจอย่างไร……ขณะตีกอล์ฟ • ท่านลองถามนักกอล์ฟในก๊วนเดียวกัน ขณะกำลังพัตต์ว่าหายใจเข้าหรือออก ถ้านัก กอล์ฟท่านนั้นมัวคิดเรื่องการหายใจ อาจจะลืมพัตต์ และพัตต์ลูกกอล์ฟไม่ลงหลุม • ผู้เขียนลองถามนักกอล์ฟอาชีพฝีมือดีท่านหนึ่งว่า ขณะตีกอล์ฟหายใจอย่างไร นักกอล์ฟท่าน นั้นบอกว่าผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าหายใจอย่างไร……ครับ เป็นคำตอบที่ถูกต้องแล้ว ไม่เช่นนั้นแล้ว คงจะต้องประกอบอาชีพอื่น เพราะถ้าไม่มีสมาธิระหว่างการตีกอล์ฟแล้ว ยากที่จะควบคุมให้ลูกกอล์ฟไปตามเป้าหมายที่ต้องการได้ • นักกอล์ฟที่กำลังตีกอล์ฟได้ดี ๆ วงสวิงจะราบรื่น การหายใจจะเป็นปกติ ไม่ติดขัด โดย จะไม่ได้สังเกตหรือไม่รู้ตัวว่าหายใจอย่างไรแต่ถ้าเกิดภาวะกดดัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะสร้างความกดดันให้ตัวเอง แล้วควบคุมไม่ได้ จะทำให้การหายใจไม่เป็นจังหวะ หรือกลั้นหายใจ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง ไม่สามารถจะควบคุมวงสวิงได้ ตามที่ต้องการ ถ้าเราควบคุมการหายใจให้ราบรื่นได้ดี ก็จะทำให้เราสามารถควบคุมวงสวิงได้ เช่นเดียวกัน           เรามารู้จักการหายใจ ให้ละเอียดเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ การควบคุมอารมณ์ และการตีกอล์ฟให้ดีขึ้นด้วย เราหายใจเข้าออกวันละ 25,000 ครั้งต่อวันอยู่แล้ว ดูเหมือนว่าเรามีประสบการณ์อย่างสูงตลอดเวลา ไม่น่าจะมีอะไรต้องเรียนรู้อีกแล้ว แต่ความจริงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าเราเข้าใจฝึกหัดบ่อย ๆ ควบคุมลมหายใจได้ เราจะมีสมาธิดีสามารถทำอะไรได้ดีขึ้น มากกว่าที่เราปล่อยให้จิตใจเราถูก รบกวนต่อสิ่งภายนอก ที่เราไม่สามารถควบคุมได้           ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา ต้องการออกซิเจน เพื่อเอาไปใช้ในการดำรงชีวิต แต่ร่างกายเราไม่สามารถสะสมออกซิเจนไว้ได้ ในอากาศตามธรรมชาติที่ไม่มีมลภาวะเป็นพิษ มีออกซิเจนประมาณ 21 % ออกซิเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ เราต้องหายใจเข้าโดยนำเอาอากาศที่มีออกซิเจนเข้าไปในถุงลมในปอด เพื่อฟอกเลือดที่ผ่านถุงลมมากมายในปอด เลือดเมื่อผ่านถุงลมในปอดแล้ว จะแลกเปลี่ยนเอาออกซิเจนเข้าไป แล้วขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียเข้าไปในถุงลม เมื่อเราหายใจออก ก็จะขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทิ้งด้วย การหายใจปกติ มีการหายใจ 2 ชนิด ร่วมกัน 1. การหายใจโดยใช้หน้าอก (Thoracic breathing) การหายใจจะมีการเคลื่อนไหวของช่องอก ทั้งกระดูกซี่โครง และกระดูกหน้าอก แต่หน้าท้องจะแบนราบไม่เคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย 2. การหายใจโดยใช้หน้าท้อง (Abdominal breathing) การหายใจที่มีการเคลื่อนไหวของผนัง หน้าท้อง โดยขณะหายใจเข้า ผนังหน้าท้องจะป่องออกมาด้านหน้า เวลาหายใจออกผนังหน้าท้องจะแบน ชิดไปด้านหลัง การหายใจชนิดนี้ใช้กระบังลมเป็นส่วนใหญ่ กลไกการหายใจ ของร่างกาย กล้ามเนื้อในการหายใจเข้าตามปกติ  1. กระบังลม (Diaphragm) เป็นกล้ามเนื้อที่สำคัญที่สุด ในการหายใจ กระบังลมเกาะตามผิว ด้านในของกระดูกซี่โครงที่ 7-12 ,กระดูกลิ้นปี่ และกระดูกสันหลังระดับเอวอันที่ 1-3 โดยกล้ามเนื้อไปเกาะกันตรงกลาง เรียง Central tendon เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวจะทำให้ Central tendon ถูกดึงต่ำลงเพิ่มเส้นผ่าศูนย์กลางในแนวดิ่ง 2. กล้ามเนื้อซี่โครงชั้นนอก (External intercostal muscle) หดตัวยกกระดูกซี่โครงขึ้น ทำให้ทรวงอกขยาย ปอดที่อยู่ภายในทรวงอกจะถูกขยายออก ทำให้ความดันในถุงลมในปอดลดลงต่ำกว่าความดันในบรรยากาศ(ปกติ 760 mmHg.) ทำให้อากาศไหลเข้าไปในถุงลมในปอด จนมีความดันในถุงลมเพิ่มขึ้นเป็น 762 mmHg.  การหายใจออกตามปกติ           เป็นการคลายตัวของกล้ามเนื้อกระบังลม และถุงลมคลายตัวกลับสู่ภาวะปกติ และความดันในถุง ลมมากกว่าในบรรยากาศจะถูกดันกลับออกมาภายนอก ทำให้ความดันในถุงลมลดลงเหลือ 756 mmHg. น้อยกว่าในบรรยากาศเล็กน้อย  การเพิ่มการหายใจเข้าให้แรงขึ้น            ใช้กล้ามเนื้อยกกระดูกไหปลาร้า กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครงอันที่ 2-5 เพิ่มขึ้นทำให้ตั้งใจหายใจเข้าได้ เพิ่มมากขึ้น การหายใจออกมากขึ้น           เวลาตั้งใจหายใจออกเร็ว ๆ หรือการออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้อกระดูกซี่โครงชั้นใน (Internal intercostal muscle)ร่วมด้วย            ในภาวะร่างกายพัก จะหายใจแบบใช้กระบังลม เวลามีภาวะกดดัน เครียด ตื่นเต้น ตกใจกลัว จะหายใจโดยใช้หน้าอก กล้ามเนื้อหน้าท้อง หลังแข็งเกร็งใช้กระบังลมน้อยมาก หลังภาวะกดดันผ่านไป กล้ามเนื้อหน้าท้องคลายตัว จะเป็นการหายใจแบบผ่อนคลาย หายใจเข้าออกได้เต็มที่ รู้สึกเหมือนโล่งอก เป็นวิธีการหายใจแบบมีคุณภาพ ท่านนักกอล์ฟหลายคนจะรู้สึกว่า เวลามีภาวะกดดันรู้สึกหายใจไม่ปกติ เกร็ง บังคับวงสวิงไม่ได้ พัตต์กระตุก ซึ่งเป็นการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ลักษณะการหายใจ กล้ามเนื้อเกร็ง , กลั้นหายใจเป็นลักษณะปฏิกิริยาที่ติดตัวในทุกคน เรียก Trauma reflex ในสัตว์ต่าง ๆ ก็จะมีลักษณะเช่นนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเอาชีวิตรอด มีการหายใจน้อย ๆ กลั้นหายใจ เพื่อไม่ให้มีเสียง หรือเกิดการเคลื่อนไหว ไม่ให้เป็นที่สังเกตของศัตรู  การฝึก การเปลี่ยนแปลงการหายใจแบบเกร็งเป็นการหายใจแบบผ่อนคลาย 1. นั่งบนเก้าอี้ หรือบนขอบเตียง เท้ายันกับพื้นให้ลำตัว แขน คอผ่อนคลาย เริ่มเอนหลัง ลำตัว คอไปด้านหลังแบบผ่อนคลาย พร้อมหายใจเข้าช้า ๆ ให้รู้สึกเหมือนมีลมเข้ามาในท้อง นับ 1 ถึง 10 แล้วค่อยโน้มตัวมาข้างหน้า ก้มคอลงให้รู้สึกลมไหลออกมา แล้วนับ 1ถึง 10 ฝึกบ่อย ๆ จะรู้สึกหายใจแบบผ่อนคลาย เป็นการหายใจโดยใช้กระบังลม และให้ปอดขยาย และคลายออกได้เอง โดยไม่ต้องเกร็ง 2. เมื่อมีเวลาภาวะกดดัน เครียด หายใจเข้าช้า ๆ ให้รู้สึกท้องและซี่โครงส่วนล่างขยาย แล้ว ปล่อยออกช้า ๆ จนควบคุมความรู้สึกได้  3. ฝึกตีกอล์ฟ - นักกอล์ฟที่ตีกอล์ฟได้ดีไม่เกร็ง วงสวิงรื่นไหลเป็นธรรมชาติ จะตีกอล์ฟ ขณะหายใจออก หรือเมื่อหายใจออกสิ้นสุดแล้วตีทันที โดยที่ท่านอาจจะไม่รู้ตัว - นักกอล์ฟที่ตีกอล์ฟไม่ได้จังหวะ จะมีลักษณะหายใจเหมือนดูดลมหายใจเข้า แล้วกลั้น ไว้เป็นการหายใจแบบใช้หน้าอก เป็นลักษณะ Trauma pattern ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งติดขัด ท่านลองทดสอบด้วยตัวเอง 1. ตีกอล์ฟ 2-3 ลูก ขณะหายใจเข้า แล้วกลั้นไว้ 2. ตีกอล์ฟ 2-3 ลูก ขณะหายใจออก David Leadbetter แนะนำให้ปฏิบัติวิธีนี้โดยอ้าปากหายใจเข้าขณะจรดลูก หายใจออกช้าๆ ขณะเริ่มแบ็คสวิงแล้วหายใจออกเต็มที่ขณะทำดาว์นสวิง 3. ตีกอล์ฟ หลังจากหายใจออกหมดแล้วเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ เริ่มแบ็คสวิง ดาว์นสวิง จบวงสวิง แล้วผ่อนคลายให้หายใจเข้าเอง Gay Hendricks, Director of Academy for Concious Golf and Business, California พบว่าวิธีนี้ตีกอล์ฟได้แม่นยำกว่า ทดสอบหลาย ๆ ครั้ง ท่านจะรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่า ท่านตีกอล์ฟได้ดีในวิธีที่ 2 หรือ 3 คือตีกอล์ฟขณะหายใจออก หรือหายใจออกหมดแล้ว เช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่น เช่น นักยกน้ำหนัก หรือนักเทนนิส เวลายกน้ำหนัก หรือ ตีเทนนิส จะได้ยินเสียงพร้อมกับการหายใจออกด้วย  ข้อแนะนำสำหรับนักกอล์ฟ 1 ท่านลองหายใจแบบผ่อนคลาย โดยใช้กระบังลม เมื่อเวลาหายใจเข้าให้ท้องป่อง หายใจออกให้ท้องแฟบได้หรือไม่ ผู้เขียนลองให้นักศึกษาทำ ปรากฏว่านักศึกษาหลายคนทำไม่ได้ เพราะเวลาตั้งใจหรือเกร็ง กล้ามเนื้อกระบังลมจะไม่ทำงาน ทำให้ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าอกซึ่งต้องใช้แรงมากแต่ได้อากาศน้อย ท่านลองฝึกตามแบบฝึกที่ 1 ถ้ายังไม่เข้าใจลองนอนหงาย ชันเข่า งอนิ้วมือทั้งสองข้างเกี่ยวกันไว้ หายใจออกพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย จิกนิ้วเท้า ดึงมือ เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา หน้าท้อง คอ ตลอดจนกล้ามเนื้อบนใบหน้า ให้มากที่สุด นานที่สุดจนหมดลมหายใจออก แล้วปล่อยคลายกล้ามเนื้อทั้งหมดทันที ท่านจะรู้สึกว่ามีลมหายใจเข้าเต็มที่พร้อมทั้งท้องป่องออก ตามด้วยหายใจออกเต็มที่โดยที่ท้องแฟบลง นี่คือการหายใจโดยใช้กระบังลม ให้ท่านฝึกหายใจโดยใช้กระบังลมบ่อยๆจนเป็นปรกติ ท่านจะออกกำลังได้มากขึ้น เหนื่อยน้อยลง 2 เลือกฝึกตีกอล์ฟขณะหายใจออก หรือหลังหายใจออกทันทีทำบ่อยๆจนชำนาญ จนตีกอล์ฟได้โดยไม่รู้สึกถึงการหายใจ เมื่อมีความกดดันให้ท่านหายใจเข้าออกยาวๆ ช้าๆ จนควบคุมลมหายใจได้ แล้วตีกอล์ฟขณะหายใจออกหรือหลังหายใจออกทันทีตามที่ท่านได้ฝึกไว้แล้วท่านจะสามารถควบคุมวงสวิงได้ 3 ท่านควรออกกำลังแบบแอโรบิค สัปดาห์ละ2-3ครั้ง จะช่วยให้การทำงานของระบบหายใจ และระบบไหลเวียนดีขึ้นอย่างมาก ท่านจะเล่นกอล์ฟได้ไม่เหนื่อย 4 ท่านควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อระบบหายใจ เช่น การสูบบุหรี่ การอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทไม่ดีหรือมีมลพิษสูง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม