โรคไต

หน้าที่ของโรคไต  1.กำจัดของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของเสียที่เกิดจากโปรตีน 2.รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ 3.รักษาสมดุล กรด-ด่าง   4.สร้างฮอร์โมน ได้แก่ อิริโธรปัวอิติน,วิตามิน D โรคไตเรื้อรัง คือ              ภาวะที่มีการทำงานของไตลดลงและ/หรือไตมีความเสียหาย ทำให้มีความผิดปกติของโครงสร้างไต มานานมากกว่า  3  เดือน              โรคไตเรื้อรัง มี  5  ระยะ ตั้งแต่ ระยะที่ 1 มีความผิดปกติของโครงสร้างแต่การทำงานของไตยังไม่ลดลง  จนถึงระยะที่ 5 คือ ไตวายเรื้อรัง จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต   ดัชนีบ่งชี้โรคไตเรื้อรัง             1.ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ            2.ภาวะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ    การประเมินระดับการทำงานของไต            ทำได้โดยการตรวจเลือดหาระดับ ครีอาติน และนำมาคำนวณหาระดับ GFR ( Glomerular Filtration Rate )  ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไตเรื้อรัง            1. ปัจจัยทำให้เสี่ยง เช่น อายุมาก มีประวัติโรคไตในครอบครัว                   2. ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค/เป็นสาเหตุทำลายไต เช่น เบาหวาน,ความดันโลหิตสูง,โรคจากภูมิคุ้มกันตัวเอง,การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ,การอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ,การได้รับสารพิษต่อไต                3. ปัจจัยทำให้โรคลุกลามทำให้ไตมี่มีความผิดปกติเสี่อมหน้าที่มากขึ้น เช่น ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี  การสูบบุหรี่ การตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง            1. มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเพื่อที่จะรักษาโรคไตที่อาจสามารถหายขาดได้หรือป้องกันไม่ให้โรคไตนั้นเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว           2. ผู้ที่ควรตรวจคัดกรอง ได้แก่ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น                   3.  วิธีการตรวจได้แก่ ตรวจวัดความดันโลหิต,ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจเลือดหาค่าครีอะตินินและปัสสาวะ  และการทำอัลตร้าซาวนด์ของไตหากมีข้อบ่งชี้ แนวทางการดูแลรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต           1.การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ได้แก่ การลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่น้ำหนักเกิน การหยุดสูบบุหรี่ งดอหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น              2.การควบคุมความดันโลหิตสูง ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม            3.การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม            4.การลดการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะด้วยยา             5.การจำกัดอาหารโปรตีน              6.การลดระดับไขมันในเลือด             7.หลีกเลี่ยงสารหรือยาที่อาจมีผลเสียต่อไต โดยเฉพาะยากลุ่มแก้ปวด ข้อปวดกระดูก ( NSAIDS) ข้อมูลโดย : นพ.ธัชชัย  วุฒิจำนง  อายุรแพทย์โรคไต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว

                การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว CLEAN INTERMITTENT CATHETERIZATION คนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ อาทิ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไหลออกโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น บ่อยครั้งที่การรักษาโดยใช้ยาหรือทำการผ่าตัด ไม่สามารถช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นเลยและต้องลงท้ายด้วยการคาสายยางทิ้งไว้ตลอดเวลา ในบางรายอาจต้องทำกระเพาะปัสสาวะเทียม โดยเปิดออกทางหน้าท้อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเก็บปัสสาวะและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก   การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว (CLEAN INTERMITTENT CATHETERIZATION)                  คนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ อาทิ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไหลออกโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น บ่อยครั้งที่การรักษาโดยใช้ยาหรือทำการผ่าตัด ไม่สามารถช่วยให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นเลยและต้องลงท้ายด้วยการคาสายยางทิ้งไว้ตลอดเวลา ในบางรายอาจต้องทำกระเพาะปัสสาวะเทียม โดยเปิดออกทางหน้าท้อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเก็บปัสสาวะและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก    ทำไมจึงเกิดการติดเชื้อ โรคที่ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติและต้องพึ่งการสวนปัสสาวะ 1. โรคสมอง อาทิเช่น อุบัติเหตุต่อเนื้อสมอง เนื้องอกในสมอง เนื้อสมองฝ่อ สมองอักเสบ ฯลฯ 2. โรคของไขสันหลัง อาทิเช่น อุบัติเหตุต่อไขสันหลัง เนื้องอกไขสันหลังอักเสบ พยาธิเข้าไขสันหลัง ซิฟิลิส ฯลฯ 3. โรคของเส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ เช่น เบาหวาน ฯลฯ 4. ปลายประสาทที่มาควบคุมกระเพาะปัสสาวะบางส่วนถูกทำลายจากการผ่ตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน 5. โรคของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะยืดมากเกินไปจนไม่มีแรงขับปัสสาวะ   การหลีกเลี่ยงการคาสายยางทิ้งไว้นาน             การคาสายยางทิ้งไว้ในท่อปัสสาวะหรือคาสายยางไว้ในกระเพาะโดยผ่านทางหน้าท้องเป็นระยะเวลานานๆ เปรียบเทียบดาบสองคมในแง่ของประโยชน์นั้นคงจะแก้ปัญหาเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะได้   ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาที่จะตามมาอาทิ เช่น คนไข้จะต้องมาเปลี่ยนสายยางทุกๆ 1 เดือน หรือมาก่อนถ้าสายยางตัน ในบางรายอาจจะมีอาการเจ็บมีนิ่วหรือมีเลือดออก และมีอาการอักเสบติดเชื้อเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในผู้ชาย อาจมีหนองออกจากท่อปัสสาวะ อัณฑะบวมหรือมีรูทะลุจากท่อปัสสาวะออกมาได้และยังก่อให้เกิดความรำคาญหรือความยุ่งยากในการที่จะต้องหิ้วสายและถุงเก็บปัสสาวะจะไปไหนมาไหนอีกด้วย           ดังนั้นผลเสียมีมากทีเดียว ในปัจจุบันนี้เรามักจะหลีกเลี่ยงการคาสายยางทิ้งไว้ในกระเพาะปัสสาวะนานๆ นอกจากไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว(Clean Intermittent Catheterization) เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาคนไข้เหนือกว่าการคาดสายยางทิ้งไว้นาน ๆ การสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว แบ่งเป็น 2 แบบคือ 1. การสวนปัสสาวะด้วยตนเอง 2. ให้ผู้อื่นสวนปัสสาวะให้กรณีไม่สามารถทำเองได้   ประโยชน์ของการสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว   1. ช่วยลดปัญหาการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและการเสื่อมสภาพของ ไตได้ดีกว่า 2. ในบางกรณีอาจจะทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะกลับเข้าสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น 3. หลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นแบบการคาสายยางทิ้งไว้ได้ 4. ทำให้คุณภาพของชีวิตดีขึ้น คนไข้สามารถเข้าสู่สังคมและไม่สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น  5. ทำให้คนไข้เป็นตัวของตัวเองและเป็นภาระต่อผู้อื่นน้อยที่สุด   อุปสรรคของการสวนปัสสาวะแบบสะอาดเป็นครั้งคราว 1. สำหรับผู้ที่สวนปัสสาวะด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้หญิงอาจจะมีความลำบากในตอนเริ่มต้นทำใหม่ๆ    2. สำหรับผู้ที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ต้องให้ผู้อื่นสวนให้ ถ้าเป็นเด็กพ่อแม่หรือญาติจะเป็นผู้ทำให้จนกระทั่งเด็กโตทำการสวนเองได้ แต่กรณีที่เป็นผู้ใหญ่จะสวนให้ได้ยาก ควรจะต้องปรึกษาแพทย์   3. คนไข้ที่มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ทำให้สวนได้ลำบาก   อุปกรณ์การสวนปัสสาวะ 1. สายยางสำหรับสวนปัสสาวะ   2. น้ำยาฆ่าเชื้อโรคแซฟลอน (savlon – สีเหลือง) หรือสบู่ (วิธีผสม น้ำยาฆ่าเชื้อโรค 5 ซีซี : น้ำต้มสุก 500 มิลลิลิตร(ซีซี)) 3. น้ำต้มสุก 1 ขวด 4. สำลีสะอาด 5. เยลลี่สำหรับหล่อลื่นสายสวนปัสสาวะก่อนที่จะสวนปัสสาวะ 6. ภาชนะ 2 ใบ (ใบเล็กใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ใบใหญ่ใส่น้ำปัสสาวะที่สวนออกมาจากตัวผู้ป่วย) 7. กระจกเงา(ก่อนจะสวนปัสสาวะให้ผู้ป่วยใช้กระจกเงาส่องดูท่อปัสสาวะเพื่อให้เห็นชัดเจนขึ้นแต่ถ้าป่วยสวนปัสสาวะชำนาญแล้วไม่จำเป็นต้องใช้กระจกเงา)   การเตรียมตัวและของใช้ในการสวนปัสสาวะครั้งต่อไป 1. ล้างอุปกรณ์การสวนปัสสาวะทั้งหมดด้วยน้ำสบู่แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้ง 2. นำสายสวนที่ล้างสะอาดแล้วมาแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติก โดยเทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในหลอดพลาสติกให้เต็มหลอด นำสายสวนปัสสาวะใส่ลงในหลอดพลาสติกให้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคไหลเข้าไปอยู่ภายในสายสวนปัสสาวะด้วย แล้วจึงเอาฝาจุกเปิดปลายสายสวนปัสสาวะและปิดหลอดท่อพลาสติกไว้       ทุกครั้งที่นำสายสวนแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ต้องเอาฝาจุกปิดปลายสายสวนปัสสาวะไว้ทุกครั้งเพื่อความสะดวกในการนำสายสวนออกมาจากหลอดพลาสติกในการใช้ครั้งต่อไป   วิธีการสวนปัสสาวะ 1. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ 2 ครั้ง (ควรตัดเล็บให้สั้นและไม่สวมเครื่องประดับ) 2. เตรียมอุปกรณ์การสวนให้พร้อมที่จะสวนปัสสาวะและสายสวนปัสสาวะที่นำออกมาจากการแช่น้ำ     แซฟลอนแล้วให้ล้างด้วยน้ำต้มสุกก่อนที่จะนำมาสวนปัสสาวะ 3. ท่าสวนปัสสาวะ สวนด้วยตนเองหรือผู้อื่นสวนให้               ผู้หญิง : นั่งยองๆ แยกขาหรือนอนแยกขาออก 2 ข้าง หรือยืนโดยให้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนเก้าอี้  เอากระจกส่องดูท่อปัสสาวะหรือใช้นิ้วมือคลำก็ได้          ผู้ชาย : ยืน, นอนหรือนั่ง 4. ทำความสะอาดบริเวณปากท่อปัสสาวะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค กรณีที่ต้องไปทำนอกบ้าน สามารถใช้สบู่ล้างอวัยวะสืบพันธุ์ และท่อปัสสาวะได้ 5. จับสายสวนโดยห่างจากปลายด้านสายสวนปัสสาวะ ประมาณ 1 นิ้ว ทาเยลลี่หล่อลื่นปลายสายสวนเข้าท่อปัสสาวะเพื่อลดความระคายเคืองแล้วจึงใส่สายสวนเข้าท่อปัสสาวะในผู้หญิงใส่สายสวนเข้าไปลึกประมาณ 3 นิ้ว ส่วนผู้ชายใส่ลึกจนสุดสายสวนปล่อยให้น้ำปัสสาวะไหลลงภาชนะรองรับหรือโถส้วม 6. เมื่อน้ำปัสสาวะจากสายหยุดไหล ใช้มือข้างหนึ่งจับสายสวนได้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกดเหนือหัวเหน่า ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ของกระเพาะปัสสาวะจะมีน้ำปัสสาวะไหลออกมาอีก เมื่อน้ำปัสสาวะจากสายสวนหยุดไหลให้ดึงสายสวนออกทีละนิดพร้อมกับกดเหนือหัวเหน่าทำซ้ำจนแน่ใจว่าน้ำปัสสาวะไหลออกหมดแล้วจึงดึงสายสวนออกจากท่อปัสสาวะ 7. ล้างบริเวณอวัยวะสืบพันธ์และท่อปัสสาวะด้วยน้ำสะอาดหรือใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณดังกล่าวให้แห้งเมื่อสวนปัสสาวะเสร็จแล้วทุกครั้ง.   ข้อควรจำ 1. จำนวนการสวนในแต่ละวันควรเป็นแพทย์ เป็นผู้กำหนด 2. ควรสวนให้ตรงกับเวลาที่กำหนดเสมอโดยไม่ต้องคำนึงถึงความสะอาดหรือสิ่งแวดล้อม การสวนปัสสาวะเมื่อเลยเวลา ปล่อยให้ปัสสาวะคั่งค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนานๆ อาจยิ่งทำให้มีการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น 3. การสวนปัสสาวะแบบนี้ทำด้วยความสะอาดเท่านั้น ไม่ใช่ทำแบบปราศจากเชื้อ เหมือนในโรงพยาบาล ดังนั้น ไม่ต้องนำมาเป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจเป็นอันขาด 4. อย่าเลิกการสวนเอง ต้องปรึกษาแพทย์และหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการสวนให้รีบมาพบแพทย์ทันที 5. การสร้างทัศนคติที่ดีต่อการสวนปัสสาวะแบบสะอาดจะเป็นเหตุให้เกิดแรงจูงใจในการทำที่ถูกต้องและสม่ำเสมออันจะทำให้คนไข้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ   ข้อมูลโดย : นพ.ไชยสิทธิ์  มัจฉริยกุล ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีปฏิบัติตนเบื้องต้นเมื่อสัมผัสกับแก๊สน้ำตา

 วิธีปฏิบัติตนเบื้องต้นเมื่อสัมผัสกับแก๊สน้ำตา 1.ออกจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด และไปอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก 2.ล้างตาด้วยน้ำเกลือ Normal Saline หรือน้ำธรรมดา นาน10-15 นาที 3.ถ้ามีคอนแทคเลนส์ให้ถอดทันที 4.ล้างหน้า ล้างตาและผม รวมทั้งเปลี่ยนเสื้อผ้า เนื่องจากแก๊สน้ำตาเป็นสารเคมี เสื้อผ้าที่ถอดเปลี่ยนแล้วให้ใส่ถุงพลาสติกแยกไว้  5.ในผู้ป่วยที่ได้รับการสัมผัสอย่างรุนแรงและนาน ให้รับส่ง รพ.เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น กระจกตาอักเสบหรือปัญหาในระบบทางเดินหายใจ                                พญ.เมธินี  จงเจริญ                  จักษุแพทย์ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งปากมดลูก

             มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย และพบมากในช่วงอายุ 35-50 ปี มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ป้องกันได้ แพทย์สามารถตรวจหา “ระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก” ได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ซึ่งวิธีการที่ใช้ตรวจหาระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก เรียกว่า การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) โดยการเก็บเอาเซลเยื่อบุบริเวณปากมดลูกไปตรวจหาเซลมะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก 1. การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (ต่ำกว่า 20 ปี) และมีคู่นอนหลายคน 2. มีการอักเสบของปากมดลูกเนื่องจากการติดเชื้อ Human Papiloma Virus เริม หูดหงอนไก่ 3. สตรีที่สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 4. สตรีที่มีภูมิต้านทานต่ำ 5. ขาดสารอาหาร เช่น โฟเลท วิตามินเอ วิตามินซี อาการ ระยะเริ่มต้นจะไม่ปรากฏอาการใด ๆ แต่สามารถตรวจพบมะเร็งปากมดลูกได้จากการตรวจ แปปสเมียร์ (Pap Smear) ระยะลุกลาม จะมีอาการตกขาว มีกลิ่น มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือตกขาวลักษณะคล้ายน้ำคาวปลา ถ้าเป็นมากอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีอาการผิดปกติของระบบขับถ่ายอุจจาระได้ นอกจากนี้มะเร็งอาจกระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ปอด ตับ และกระดูก เป็นต้น การรักษา ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะแรก ๆ การผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี แต่ถ้าเป็นระยะที่มะเร็งลุกลามมากแล้ว จะใช้รังสีรักษา โดยการฉายแสงร่วมกับการใส่แร่ หรือการผสมผสานระหว่างการผ่าตัดรังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัด การป้องกัน - หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หลายคู่นอน - หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่แน่ใจควรใช้ถุงยางอนามัย - เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรรีบไปพบแพทย์ - สตรีที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจ Pap Smear เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง            นพ.มนัส  สุรทานต์นนท์  สูติ-นรีแพทย์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม