8 ขั้นการเตรียมการเลิกบุหรี่

8 ขั้นการเตรียมการเลิกบุหรี่            ในวันที่ 31 พฤษภาคม กำหนดให้เป็นวันงดบุหรี่โลก   ในวันนี้เอง ที่ผู้สูบบุหรี่จำนวนหนึ่ง ถือเป็นวันดีเดย์ สำหรับการเลิกบุหรี่อย่างถาวร ใครที่กำลังคิดเช่นนั้น  มีข้อแนะนำในการเตรียมตัวสำหรับวันนั้นครับ แต่ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริง เกี่ยวกับบุหรี่ และการเลิกบุหรี่กันก่อนครับ  ทำไมการเลิกบุหรี่ถึงเป็นเรื่องยาก   เหตุที่ทำให้การเลิกบุหรี่เป็นเรื่องยากนั้น มีสาเหตุที่สำคัญ 2 อย่างคือ - การติดเพราะร่างกายต้องการ หรือ Psysical Addiction - การติดเพราะสูบจนเป็นนิสัย หรือ Psychological Addiction หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นHabit จริง ๆ แล้ว การติดบุหรี่ของคนเรา มักจะประกอบไปด้วยทั้ง 2 องค์ประกอบข้างต้น  ดังนั้นการเลิกบุหรี่ จึงจำเป็นต้องกำจัดสาเหตุทั้งสองอย่างออกไปให้ได้พร้อม ๆ กัน ข้อเท็จจริงของการติดที่เรียกว่า Psysical Addiction            ภายในเวลาเพียงแค่ 7 ถึง 10 วินาที ที่เราสูบบุหรี่ สาร Nicotine   ก็จะเริ่มส่งผลกระทบต่อสมองของเราโดยทันที ทำให้เราเกิดความรู้สึกพึงพอใจ กระฉับกระเฉง ขึ้นมาทันที  แต่อย่างก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที Nicotine ก็จะสลายออกไปจากร่างกายเราหมด และเมื่อนั้น ความรู้สึกเหนื่อย กระสับกระสาย และ เครียดก็จะเข้ามาแทนที่ จนต้องสูบมวนใหม่ และความต้องการนั้นก็จะเพิ่มปริมาณ และความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาการติดไปในที่สุด   ข้อเท็จจริงของการติดที่เรียกว่า Psychological Addiction หรือ Habit           ข้อนี้ ลองถามตัวเองดูว่า บุหรี่ มีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของคุณมากแค่ไหน          สาเหตุของการติดในลักษณะนี้ อธิบายง่าย ๆ ตามหลักการของ Ivan Pavlov ในทฤษฎีที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า “หมาได้ยินเสียงกระดิ่งแล้วน้ำลายไหล เพราะคิดว่าจะได้อาหาร” กล่าวคือ ได้มีการทดลอง นำกระดิ่งมาสั่น           ทุกครั้งก่อนที่จะให้อาหารสุนัข สุนัขก็จะรับรู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง จะได้อาหารและเมื่อกระดิ่งดังขึ้น สุนัขก็จะน้ำลายไหล แม้ว่าการสั่นกระดิ่งในครั้งนั้น จะไม่มีอาหารให้ก็ตาม เพราะสุนัขเรียนรู้ว่า “เอาหละ เมื่อเสียงกระดิ่งดังขึ้น ฉันจะได้อาหารแล้ว”           ทีนี้มาลองเปรียบเทียบกับคนติดบุหรี่ เราจะเห็นได้ว่า คนติดบุหรี่นั้น          มักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่มาควบคู่ไปกับการสูบบุหรี่ เช่น เมื่อขับรถจะสูบบุหรี่ทุกครั้งเมื่อตื่นนอนขึ้นมาจะต้องหยิบบุหรี่สูบ ทีนี้ทุกครั้งที่ขึ้นนั่งบนรถ สมองก็จะสั่งว่า “เอาหละฉันขึ้นนั่งบนรถแล้ว ไหนล่ะบุหรี่” แบบนี้เป็นต้น   การเลิกบุหรี่             การเลิกบุหรี่ ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หรือด้วยกระบวนการทางการแพทย์ สามารถช่วยอาการติดแบบ Psysical Addiction ได้ แต่สำหรับ Habit แล้ว ต้องอาศัยกำลังใจความเข้มแข็ง และความตั้งใจจริง ถ้าหากคุณเป็นผู้หนึ่ง ที่คิดจะเลิกบุหรี่ในวันพรุ่งนี้ วันงดบุหรี่โลก หรือวันไหนก็แล้วแต่ ที่ถือเป็นวันดีสำหรับคุณ          ลองมาปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้ เพราะมันจะช่วยให้คุณ ไม่หวนกลับมาหาบุหรี่อีกเลย           1. ทิ้งบุหรี่ที่คุณมีอยู่ให้หมด หาให้ทั่วว่าคุณอาจจะซุกซ่อนบุหรี่ของคุณเอาไว้ที่ไหน ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง เสื้อแจ็คเก็ต ลินชักโต๊ะทำงาน โยนทิ้งไม่ให้เหลือแม้กระทั่งมวนเดียว ไม่ว่ามันจะมีราคาแพงแค่ไหนก็อย่าเสียดายเป็นอันขาด          2. ที่เขี่ยบุหรี่ก็ทิ้งไปเสียด้วย กรณีที่เสียดายเพราะมันเป็นเครื่องตกแต่งราคาแพง อาจจะยกให้คนอื่นไปเสีย หรือนำไปเก็บไว้ในที่ ๆ คุณแน่ใจว่า จะไม่มองเห็นหรือหยิบออกมาได้โดยง่าย          3. เปลี่ยนทรงผม จะได้ดูว่า เรากำลังจะเป็นคนใหม่            4. ทำความสะอาดบ้านและเครื่องเรือนทั้งหมด รวมทั้งเสื้อผ้าก็นำมาซักให้สะอาด ให้กลิ่นบุหรี่หมดไป จริงอยู่คนสูบบุหรี่จะไม่ได้กลิ่นเหล่านี้หรอก เพราะความเคยชิน แต่เมื่อเลิกแล้ว คุณจะได้กลิ่นของมัน          5. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพราะมันจะช่วยชำระล้าง Nocotine ออกจากร่างกาย และยังช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ด้วย         6. ลดปริมาณสาร Caffeine ที่รับประทานในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟก็ตาม โดยก่อนการเลิกบุหรี่ ควรจะพยายามลดปริมาณสารนี้ให้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทานในแต่ละวัน เพราะ Nicotine ทำให้ caffeine ซึมเข้าร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ถ้าหากคุณรับประทาน Caffeine ในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่สูบบุหรี่ อาจจะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Caffeine Toxicity โดยมีอาการ กระวนกระวายและเครียดได้ แลtนั่นอาจจะทำให้คุณหันกลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง         7. ออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้เราเอาใจออกห่างจากบุหรี่ได้ด้วย        8. หาเพื่อนที่มีความต้องการจะเลิกบุหรี่ด้วยกันสักคน แล้วเลิกพร้อมกันเพื่อที่จะได้เป็นที่ปรึกษา คอยเตือนและคอยให้กำลังใจกัน หรืออาจจะเป็นการหาแรงบันดาลใจอื่น เช่น เลิกเพื่อลูก เลิกเพื่อบิดามารดา หรือคนรักก็ได้                                             หวังว่าทุกท่าน ที่ตั้งใจแน่วแน่ คงเลิกบุหรี่ได้นะครับ                                                            โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

7 คำถามที่หน้าสนใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

7 คำถามที่หน้าสนใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า สัตว์อะไรบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้า?           ที่พบมากที่สุดคือสุนัข รองลงมาคือแมว ม้า ลิงและปศุสัตว์(วัว,ควาย) สัตว์แทะจำพวกหนู กระรอก กระแต มีรายงานว่าพบเชื้อไวรัสในน้ำลายได้ แต่พบน้อย 1)  สัตว์อะไรบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้า?           ที่พบมากที่สุดคือสุนัข  รองลงมาคือแมว ม้า ลิงและปศุสัตว์(วัว,ควาย)  สัตว์แทะจำพวกหนู กระรอก  กระแต มีรายงานว่าพบเชื้อไวรัสในน้ำลายได้ แต่พบน้อย  2)  ถ้าถูกสัตว์กัดจะมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเพียงใด?         -ถ้าสัตว์ที่กัดไม่ได้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า จะไม่มีโอกาสเป็นโรค           -ถ้าไม่ทราบว่าสัตว์เป็นโรคหรือไม่  ต้องคิดว่าสัตว์เป็นโรคไว้ก่อน           -ผู้ที่ถูกสุนัขหรือสัตว์ที่เป็นโรคกัด  ไม่ป่วยเป็นโรคทุกราย โอกาสเป็นโรคโดยเฉลี่ยประมาณ  35% ขึ้นกับบริเวณที่ถูกกัด          -ถ้าถูกกัดที่ขา โอกาสเป็นโรคประมาณ 21 %           -ถ้าถูกกัดที่ใบหน้า  โอกาสเป็นโรคประมาณ  88 %           -ถ้าแผลตื้น แผลถลอก โอกาสเป็นโรคจะน้อยกว่า   แผลลึกหลายๆแผล   3) เชื้อติดต่อมาสู่คนได้อย่างไร?          เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำลาย  ทางติดต่อสู่คนที่พบบ่อยคือถูกกัด  โดยทั่วไปเชื้อจะเข้าทางผิวหนังปกติไม่ได้ แต่อาจเข้าทางผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่เดิม หรือรอยข่วน   นอกจากนี้ยังเข้าได้ทางเยื่อเมือก(mucosa) ได้แก่  เยื่อบุตา  เยื่อบุจมูก  ภายในปาก  ทวารหนัก และ อวัยวะสืบพันธุ์   แม้ว่าเยื่อเมือกจะไม่มีบาดแผล สำหรับทางติดต่อที่มีใน   รายงานแต่พบน้อย ได้แก่ ทางการหายใจ, ทางการปลูกถ่ายกระจกตา  4) ถูกสุนัขบ้ากัด นานเท่าใดจึงมีอาการ?           ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนกระทั่งปรากฏอาการของโรคพิษสุนัขบ้า หรือที่เรียกว่าระยะฟักตัว จะแตกต่างกันได้มาก พบได้ตั้งแต่ 4 วันจนถึง 4 ปี   ผู้ป่วยประมาณ 70% จะเป็นโรคภายใน  3 เดือน  หลังถูกกัด, ประมาณ  96% จะเป็นโรคภายใน 1 ปีหลังถูกกัด แต่ส่วนมากมักมีอาการในช่วงระหว่าง สัปดาห์ที่ 3 จนถึงเดือนที่  4   5) สุนัขที่เป็นโรคอาการเป็นอย่างไร?          สุนัขที่ป่วยจะเริ่มปล่อยเชื้อออกมาทางน้ำลายตั้งแต่ 3 วันก่อนมีอาการ ไปจนถึง 2 วันหลังมีอาการ  หลังจากนั้นจะปล่อยเชื้อออกมาทางน้ำลายตลอดเวลาจนกระทั่งตาย   ระยะฟักตัว  พบบ่อยในระยะ 3-8 สัปดาห์ แต่พบได้ตั้งแต่ 10 วันจนถึง 6 เดือน    อาการของโรค แบ่งได้ 2 แบบ คือ แบบดุร้าย เป็นแบบที่พบบ่อย  แบบซึม จะแสดงอาการไม่ชัดเจน   อาการของโรค แบ่งได้ 3 ระยะ  1. ระยะอาการนำ  สุนัขจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น จากเคยเชื่อง ชอบเล่นกลายเป็นซึม กินข้าวกินน้ำ น้อยลง  ระยะนี้กินเวลา 2-3 วันก่อนเข้าระยะที่สอง  2. ระยะตื่นเต้น  เป็นอาการทางระบบประสาท สุนัขจะกระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง กัดทุกอย่างที่ขวางหน้า ตัวแข็ง น้ำลายไหล  ลิ้นห้อย ต่อมามีกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ระยะพบได้ 1-7 วันก่อนเข้าระยะท้าย  3. ระยะอัมพาต จะเกิดอาการอัมพาตทั่วตัว  ถ้ามีอาการอัมพาตสุนัขจะตายใน 24 ชม. รวมระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ  จนถึงตายจะไม่เกิน 10 วัน ส่วนใหญ่ตายใน 4-6 วัน            ในแบบซึมอาจมีระยะอัมพาตนานได้ถึง 2-4 วัน  และ  ในสุนัขที่เป็นโรคที่พิษบ้าจะไม่แสดง อาการกลัวน้ำให้เห็น   6) อาการพิษสุนัขบ้าในคนเป็นอย่างไร?            แบ่งได้ 2 แบบคล้ายสัตว์ คือ แบบกระสับกระส่าย,ดุร้าย(เกิดจากเชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนอยู่ในสมองมาก)แบบนี้พบได้บ่อย  และ แบบอัมพาต (เกิดจากเชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนมากในไขสันหลัง) อาการในคนแบ่งได้ 3 ระยะ  1. ระยะอาการนำ  จะเริ่มมีไข้ อ่อนเพลียคล้ายไข้หวัด อาจมีปวดท้องคลื่นไส้อาเจียน อาการที่แปลกไป  คือ อารมณ์เปลี่ยนแปลง   กังวล   กระสับกระส่าย      นอนไม่หลับ  อาการนำที่ชัดเจนที่พบบ่อยในคนไทย คือ อาการคันรอบๆบริเวณที่ถูกกัด หรือคันแขนขาข้างที่ถูกกัด  อาจมีอาการชา เจ็บเสียวรอบๆบริเวณที่ถูกกัด  2. ระยะอาการทางระบบประสาท แบ่งย่อยได้เป็น  -อาการกลัวน้ำ     จะมีอาการตึง แน่นในลำคอ      กลืนอาหารแข็งได้ แต่กลืนอาหารเหลวลำบาก เวลากินน้ำจะสำลัก  และเจ็บปวดเนื่องจากกล้ามเนื้อใน    ลำคอกระตุกเกร็ง               ภาพที่อธิบายไว้ถึงอาการกลัวน้ำ  คือ ผู้ป่วยหิวน้ำ พยายามเอื้อมมือหยิบถ้วยน้ำมาจิบช้าๆ แต่พอถ้วยยาแตะริมฝีปาก   ผู้ป่วยเริ่มมือสั่น   หายใจสะอึก เห็นกล้ามเนื้อลำคอกระตุกเกร็ง แหงนหน้าขึ้น  พ่นน้ำพ่นน้ำลายกระจายทั่ว   ถ้วยหล่นจากมือพร้อมทั้งเปล่งเสียงร้อง แสดงความเจ็บปวดไม่เป็นภาษาคน    บางคนที่กล้ามเนื้อควบคุมสายเสียงเป็นอัมพาต จะได้ยินคล้ายเสียงหมาเห่าหอน    ผู้ป่วยจะตายใน 2-3 วันหลังจากมีอาการกลัวน้ำ     - อาการกลัวลม  ผู้ป่วยจะสะดุ้งผวาเมื่อถูกลมพัด     -  อาการประสาทไว  ผู้ป่วยจะกลัว สะดุ้งเกร็งต่อสัมผัสต่างๆ    ไม่ชอบแสงสว่าง  ไม่อยากให้ใครมาถูกต้องตัว     - อาการคลุ้มคลั่งประสาทหลอน  ผู้ป่วยอาจอาละวาด ดุร้ายน่ากลัว    -  อาการอื่นๆ เช่นมาด้วยอัมพาต  3. ระยะสุดท้าย  ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว  เข้าสู่ระยะโคม่า       ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา จะมีชีวิตไม่เกิน 7 วัน หลังจากเริ่มอาการนำและอยู่ไม่เกิน 3 วัน หลังมีอาการทางระบบประสาท    7) ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อถูกสุนัขข่วน,กัด ? 1. รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลายๆครั้ง  พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผล ถ้าไม่มีสบู่ใช้ผงซักฟอกแทนก็ได้  2. ทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเช่น 70% alcohol  3. ถ้าแผลฉกรรจ์มีเลือดออก  ควรปล่อยให้เลือดออกระยะหนึ่งเพื่อล้างน้ำลายซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสออก  4. ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์  (กรณีที่มีเจ้าของ หรือทราบตัวเจ้าของ)    ควรกักขังและเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน  5. กรณีที่สัตว์ตาย ควรนำส่งเพื่อตรวจหาเชื้อด้วย  6. ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และ วัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที ไม่ว่าจะสามารถเฝ้าดูอาการได้หรือไม่  โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของหรือกัดแล้วหนี ควรมา รพ.ทันที  ไม่ควรและไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้สุนัขมีอาการก่อน เพราะระยะฟักตัวทั้งในคนและสัตว์ไม่แน่นอน  (เป็นช่วงที่กว้าง)  คนอาจมีอาการก่อนสัตว์ได้    7. ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของสัตว์,สัตว์มีเจ้าของไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่เคยไปกัดกับใคร อาจช่วยลดโอกาสการเป็นโรคของสัตว์ดังกล่าวลง    แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่เป็นโรค เพราะฉะนั้นควรปฏิบัติ ตามข้อ1-6 เหมือนเดิม  8. กรณีที่เป็นแผลฉีกขาด อาจทำแผลไปก่อน  โดย ยังไม่ต้องเย็บแผลเนื่องจากแผลสกปรก โอกาสติดเชื้อจะสูงมาก โดยเฉพาะถ้าเย็บแผล                                                โดย  นพ.ธเนศ  พัวพรพงษ์   ศัลยแพทย์รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และได้รับการตรวจภายในแล้ว

ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ และได้รับการตรวจภายในแล้ว           ในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ      และได้รับการตรวจภายในแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติ เราเรียกภาวะนี้ว่า Dysfunctional uterine bleeding  (DUB) ซึ่งเกิดจากระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการมีประจำเดือนแปรปรวนไป มักจะทำให้ไม่มีไข่ตก ภาวะนี้ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่อาจจะรู้สึกรำคาญ  ที่ประจำเดือนมาบ่อย หรือไม่เหมือนคนอื่น   การรักษา           จะใช้ยาคุมในกรณีที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร  ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี ถ้าได้รับการรักษามานานแล้ว  ประจำเดือนยังไม่กลับมาปกติ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม  เช่น ตรวจฮอร์โมนในเลือด อัลตราซาวด์ เป็นต้น           ถ้าในกรณีที่ต้องการมีบุตร การรักษาจะใช้ยากระตุ้นให้ไข่ตก เพื่อให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่ตั้งครรภ์ประจำเดือนก็จะมาปกติ                                    โดย นพ.ชุมพล  ชินนิยมพานิชย์  สูติ-นรีแพทย์ รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer)

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer)             มะเร็งลำไส้ โดยทั่วไปจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon)และลำไส้ตรง( rectum)มากกว่าลำไส้เล็กครับ    สาเหตุมีหลาย factor เช่น   1.กรรมพันธ์,ยีน มีประวัติคนเป็นในครอบครัว  2.โรคของลำไส้บางชนิด เช่น ติ่งเนื้อในลำไส้ (FAP=familial adenomatous polyposis coli)  พวกนี้โอกาศเป็นมะเร็ง 100% ฉะนั้นมักต้องตัดลำไส้ทันทีที่ทราบว่าเป็น  ลำไส้อักเสบเรื้อรัง(ulcerative colitis)  3.ในเรื่องของอาหารการกินก็มีส่วน คือพบว่าการกินอาหารไขมันสูง,กากน้อย จะทำให้มีโอกาศ  เป็นมะเร็งสูงขึ้น(High fat,low fiber)ทำให้โรคนี้มักเป็นกันมากในแถบ europe และ USA  ซึ่งทานแต่เนื้อไม่ค่อยทานผัก(พวก fast food)  4.เป็นเอง ไม่ทราบสาเหตุ อาการ    ขึ้นกับตำแหน่งที่เป็น คือ ลำไส้ใหญ่ฝั่งขวา  อาจมาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือดประจำ อ่อนเพลีย  ซีด  น้ำหนักลดจากการเสียเลือดเรื้อรัง  ลำไส้ใหญ่ฝั่งซ้าย   อาจมาด้วย ปวดท้อง ท้องอืดประจำ อาจมีถ่ายเป็นมูกเลือดได้ แต่พวกนี้มักมาด้วย  ลำไส้อุดตันบ่อยครับ คือท้องอืดไม่ถ่าย ไม่ผายลม ต้องรีบ ผ่าตัดเลยครับ อาจมีอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร  น้ำหนักลด ซีด ได้เหมือนกัน  ลำไส้ตรง   อาจมีอาการท้องเสีย สลับท้องผูกประจำ, ถ่ายเป็นมูกเลือด, ซีดลง, ถ่ายไม่สุด, ถ่ายลำเล็กลง, ถ่ายเป็นเม็ดกระสุนออกมา จนถึงอุดตัน จนถ่ายไม่ออก  ท้องอืด    สรุปอาการที่เด่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นตรงไหน คือ อ่อนเพลีย ซีด ปวดท้อง แน่นท้อง รวมทั้งถ่ายเป็นมูกเลือดครับ   การตรวจวินิจฉัย   นอกจากตรวจร่างกายแล้ว ก็อาจใช้การสวนแป้งและส่องกล้อง เพื่อตรวจให้ละเอียด   จากสาเหตุดังกล่าวการป้องกันเท่าที่ทำได้ คือ ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยง คงต้องพบแพทย์สม่ำเสมอ อาจต้องตรวจอุจจาระ ส่องกล้องดูลำไส้ ประจำ เช่นปีละครั้ง เมื่ออายุมากกว่า 35 ปี ถ้าไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็กินผักมากๆ อาหารมันๆน้อย ถ่ายอาจตรวจอุจจาระ (stool occult blood) ปีละครั้ง   เริ่มตอนอายุ 40 ปี แค่นี้ก็พอครับ    โดย  นพ.ธเนศ  พัวพรพงษ์   ศัลยแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) ลักษณะบ่งชี้ไปในทางไม่ดี

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) ลักษณะบ่งชี้ไปในทางไม่ดี มะเร็งเต้านม(Breast Cancer)             โดยทั่วไปมักมาโรงพยาบาลด้วยก้อนในเต้านม ก้อนในเต้านมที่มีลักษณะบ่งชี้  ไปในทางไม่ดีจะมีลักษณะดังนี้ โตเร็ว  แข็งขอบไม่ชัด  ติดแน่นกับเนื้อเยื่อรอบข้าง  ที่ใกล้เต้านมบริเวณดังกล่าวบุ๋มลงไป หรือผิวหนังมีลักษณะคล้ายผิวส้ม  มีหัวนมบุ๋มลงไป มีเลือดออกทางหัวนม  มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โตร่วมด้วย   นอกจากนี้อาจมาโรงพยาบาลด้วย มีน้ำคล้ายเลือดไหลออกทางหัวนม   แต่พบน้อยกว่า การตรวจที่ดีที่สุดคือ ตรวจด้วยตัวเอง โดยอาจทำขณะอาบน้ำหรือก่อนนอน โดยยกแขนข้างเดียวกับเต้านมที่ต้องการตรวจขึ้น เอามือไว้หลังท้ายทอย ใช้มือฝั่งตรงข้าม โดยใช้ฝ่ามือค่อยๆคลึงเบาๆไปให้รอบเต้านม ไม่ใช่บีบ เต้านม สังเกตหน้ากระจกว่า เต้านม 2 ข้างยังเท่ากันดีหรือเปล่า  เมื่ออายุประมาณ 35 ปี ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย รวมทั้งทำ mammogram เป็นการ x-ray เพื่อ check เต้านม ทำปีละครั้ง ไปเรื่อยๆทุกปี แค่นี้ก็พอแล้วครับ  ถ้ามีอะไรที่สงสัยว่าผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ทันทีครับ   โดย นพ.ธเนศ  พัวพรพงษ์   ศัลยแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ทำไมคนตั้งครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร

ทำไมคนตั้งครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร   ทำไมคนตั้งครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร pregnancy , hemorrhoid , bleed          เลือดออก ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระ เลือดสด ติ่งเนื้อ ทวารหนัก ริดสีดวงเกิดเพราะการที่ตั้งครรภ์มีเด็กในท้อง ซึ่งในบางท่าทางเด็กจะไปกดหลอดเลือดในช่องท้อง ขัดขวาง ทำให้การไหลกลับไม่สะดวก ของเลือดในทิศทางปกติ          นั่นคือ เลือดจะย้อนไปอีกระบบนึง ซึ่ง ทางติดต่อของระบบนั้น หนึ่งในนั้นคือ ริดสีดวง คือ เส้นเลือดบริเวณที่ปากทวารนี่แหละครับ ทำให้ มันโต โป่งมากกว่า ปกติ ซึ่งจะเป็นมากขึ้น เมื่อท้องแก่ขึ้น  นอกจาก ริดสีดวงแล้ว ผลจากการที่หลอดเลือดดำใหญ่ โดนกด ไหลไม่สะดวกคือ เส้นเลือดขอดที่ขาครับ          หลังคลอดแล้วมักหาย แต่อาจเหลือร่องรอย เช่น ติ่งเนื้อได้ครับ ซึ่งไม่ต้องทำอะไร  ถ้าไม่มีอาการอื่นครับ   โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์  

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

อาการของมะเร็งในกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร?

อาการของมะเร็งในกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร? อาการของมะเร็งในกระเพาะอาหารเป็นอย่างไร? stomach , cancer, ca , abdomen , carcinoma , surgery          อาการ ก็ จะคล้าย โรค กระเพาะครับ คือ ปวด ท้อง จุกลิ้นปี่ ก่อนอาหาร บางทีก็หลังอาหาร แต่อาการจะเป็นนาน ไม่หายครับ กินยา ดีขึ้นแต่เดี๋ยวก็ เป็นอีกครับ  ถ้าเป็นมาก จะมีเลือดออกในกระเพาะ ถ่ายอุจจาระดำ หรือ อาเจียนเป็นเลือด  หรือ อาจมาด้วย คลำก้อนได้ จากหน้าท้องครับ  ระยะหลัง ๆรักษา ไม่หายขาดครับ            ดังนั้น ถ้าเป็นโรคกระเพาะแล้ว รักษา ไม่หาย ต้องไป พบแพทย์ ส่องกล้องดูเลยครับ    โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์  ศัลยแพทย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม