โรคที่มาพร้อม ปลายฝน ต้นหนาว

โรคที่มาพร้อม ปลายฝน ต้นหนาว           ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างเปลี่ยนแปลง  อาจทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน  และทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้ง่าย โรคที่มาพร้อมกับช่วงเวลานี้ ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่  ปอดบวม   หัด   หัด-เยอรมัน  สุกใส  และอุจจาระร่วง   สาเหตุและอาการ             ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่  เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ง่าย  เชื้อเข้าสู้ร่างกายทางจมูก ปากและตา  เชื้ออยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ไอ จาม นอกจากนี้ เชื้อยังอาจติดอยู่กับภาชนะ ของใช้  หรือพื้นผิวที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โรคนี้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางในสถานที่ที่มีคนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก    อาการแสดงออก             คือ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ  จาม  เจ็บหรือแสบคอ อาจมีอาการหนาวสั่นด้วย และสำหรับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการรุนแรงกว่า คือ  มีไข้สูง   ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย  ถ้าพักผ่อนเพียงพอ และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี  ผู้ป่วยจะหายจากโรคได้ในเวลา 5-7 วัน  บางรายอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคเรื้อรัง  เช่น หอบหืด ปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคตับ โรคไต เบาหวาน ฯลฯ  รวมทั้งเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ   การป้องกัน และรักษา หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือคลุกคลีกับผู้ป่วย  รวมทั้งไม่ใช้สิ่งของรวมกับผู้ป่วย เช่น จาน ช้อนส้อม  แก้วน้ำ  ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ  ถ้ามีผู้ป่วยในบ้าน ควรให้ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัย  เวลาไอหรือจาม  ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ขณะที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายอยู่สม่ำเสมอ    กินอาหารที่มีประโยชน์    ออกกำลังกายสม่ำเสมอ   พักผ่อนให้เพียงพอ    รักษาร่างกายให้อบอุ่น     และไม่ใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้น เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด ควรนอนพักมากๆ และดื่มน้ำบ่อยๆ ถ้าตัวร้อนมาก กินยาลดไข้ และผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัว หรือถ้าอาการไม่ดีขึ้น เช่น มีอาการไอมากขึ้น แน่นหน้าอก  มีไข้นานเกิน 2 วัน   ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ควรไปพบแพทย์ทันที เช่นกัน    นพ.มนตรี  วงศ์นิราศภัย   อายุรแพทย์รพ.วิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

สวยแต่เสี่ยง หากพึ่งพา อาหารเสริมลดน้ำหนัก

สวยแต่เสี่ยง หากพึ่งพา อาหารเสริมลดน้ำหนัก     เคยได้ยินข่าวผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนักกันมามากแล้วนะครับ หลายคนสังเกตเห็นจากบุคคลรอบข้าง แม้กระทั่งได้รับผลข้างเคียงจากประสบการณ์ตรงเลยทีเดียว  สารที่ผสมลงไปในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทเช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ขาดสมาธิในการทำงาน ประสาทหลอน และแม้กระทั่งก่อให้เกิดอาการชักได้ และการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น อาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ปากแห้ง คอแห้ง ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิตได้ ยาที่มักจะผสมในผลิตภัณฑ์เหล่านี้เช่น สารเฟนเทอร์มีน (phentermine) ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยลดความอยากอาหาร ถูกจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 ต้องมีการควบคุมการซื้อขายไว้สำหรับโรงพยาบาลหรือคลินิกเท่านั้น สารอื่นๆที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น Penfluramine,Dexfenfluramine,Methamphetamine, และ Phenylpropranolamine ส่วน sibutramine นั้นถูกถอนจากทะเบียนยาไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น ยังสามารถตรวจพบสารเหล่านี้ได้ในผลิตภัณฑ์ลดนำหนักอยู่เสมอหรือแม้กระทั่งยาสำหรับรักษาโรค ก็ยังสามารถตรวจพบได้ในผลิตภัณฑ์เหล่าน้้น เช่น ยาธัยรอยด์ฮอร์โมน และยาขับปัสสาวะ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการพึ่งยาลดน้ำหนักมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับสารที่มีโทษต่อร่างกายได้มากขนาดนี้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักจึงต้องหันกลับมาคิดให้ดีว่าจะพึ่งยาต่อไปหรือไม่ สิ่งที่เราพูดได้ง่ายๆก็คือการลดปริมาณอาหาร หรืองดอาหารมื้อเย็นลงนั้น ไม่ถูกต้องซักทีเดียว สิ่งที่น่าจะนำไปปฎิบัติให้ได้ผลก็คือการปรับสัดส่วนของอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อให้เหมาะสมมากกว่าการลดปริมาณอาหารลงในทีเดียว เนื่องจากการรับประทานอาหารเป็นนิสัย ความเคยชินที่ติดตัวมานาน การค่อยๆปรับลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ความหวานลดลง แล้วเติมทดแทนด้วยอาหารที่พลังงานต่ำ เช่นผัก หรือวุ้นเส้นทดแทน จะทำให้กระเพาะ หรือความรู้สึกของผู้ลดน้ำหนักไม่หิวจนเกินไป การปรับลดน้ำหวาน น้ำอัดลม ของหวานระหว่างมื้อลง ก็จะทำให้การควบคุมหรือลดน้ำหนัก เห็นผลดี การเพิ่มการเผาผลาญพลังงานก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้การควบคุมน้ำหนักมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย การลดน้ำหนักที่เหมาะสม โดยเฉลี่ยแล้ว ค่อยๆลดลง ครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งจะเห็นว่าอาจจะน้อย ไม่ทันใจสำหรับหลายคน แต่ถ้าลดลงสม่ำเสมอ เราสามารถลดน้ำหนักลงได้ ขั้นต่ำ 6 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การกินอย่างมีสติมากขึ้น การออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพดีขึ้นชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งยา โดย นพ.ภาคิน โลวะสถาพร  อายุรแพทย์ทั่วไป ประจำคลินิกบริการอายุรกรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

ถอดจากการสัมภาษณ์ ในรายการ Happy&Healthy ช่วง Health Talk FM.102 ทุกวันเสาร์ 09.00 -10.00 น. โรคกรดไหลย้อน

 โรคกรดไหลย้อน        กรดไหลย้อน เป็นภาวะกรดในกระเพาะอาหารย้อนขึ้นมาที่บริเวณหน้าอก ซึ่งหน้าอกก็จะมีอวัยวะ คือ หลอดอาหาร ซึ่งตัวหลอดอาหารเองไม่ทนกับกรด จึงเกิดอาการต่างๆ อาการที่ชัดเจน เช่น แสบร้อนหน้าอก หรือกรดจะมีรสขม รสเปรี้ยว จริงๆ กรดสามารถออกไปนอกหลอดอาหารได้ เช่น ไปโดนกล่องเสียงที่อยู่ในคอ หรือพวกหลอดลม บางทีจะเกิดอาการเสียงแหบ หรือไอเรื้อรังได้ จริงๆ ในคนปกติ สามารถมีกรดย้อนขึ้นมาได้ เช่น ถ้าทานเยอะเกินไป หรือทานแล้วนอน ก็เกิดได้ แต่ที่เราเรียกเป็นโรค คือ คนที่อาการนี้เกิดบ่อยมาก จนเกิดการรบกวนชีวิตประจำวัน ถือว่าเป็นโรคประจำตัวได้ ถ้าเกิดอาการบ่อยๆ อย่างที่บอกว่าเป็นมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตลำบาก พบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้ที่ดื่มสุรา ผู้ที่สูบบุหรี่ สตรีที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน อาทิ ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า สำหรับในเด็กนั้นสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต ซึ่งอาการที่พบบ่อย เช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้ อาการหลักของโรคกรดไหลย้อนคือ อาการแสบร้อนหน้าอก รู้สึกขมคอ เรอเปรี้ยว เป็นบ่อยๆ แบบนี้เราวินิจฉัยได้เลย ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมอะไร แต่ส่วนใหญ่ถ้าอาการไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งมีอาการกลืนติด กลืนลำบาก หรือรู้สึกจุกๆ มีก้อนที่คอ หรือมีอาการทานอาหารไม่ค่อยลง หรือน้ำหนักลด แบบนี้เราจะกลัวว่าเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น ถ้าในผู้สูงอายุ อาจต้องระวังโรคมะเร็งหลอดอาหาร แบบนี้อาจจะต้องตรวจเพิ่มเติม ด้วยการส่องกล้องเข้าไปดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ฉะนั้น ถ้าเป็นบ่อยจริงๆ คงต้องรักษา 2 แนวทาง คือ ด้วยยา กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ยาที่ใช้เป็นหลัก ก็คือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อทำให้กรดในกระเพาะจำนวนน้อยลง บรรเทาอาการอักเสบในหลอดอาหารได้ ส่วนหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับยา คือ เรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งสำคัญและง่ายที่สุด คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต คือ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสจัด ระวังน้ำหนักร่างกายไม่ให้เกินมาตรฐาน โดยหมั่นออกกำลังกาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ควรเดินหรือขยับร่างกายอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารย่อย  โรคกรดไหลย้อน แม้จะไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลร้ายทางร่างกายและคุณภาพชีวิต รวมถึงการทำงาน งานอดิเรกและการใช้ชีวิตประจำวัน ใครที่มีอาการดังกล่าว ควรรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและเรื้อรังต่อไปนพ.ธราดล ธาราศักดิ์อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า

ไวรัสโรต้าคืออะไร ? (Rota  virus)              โรต้าเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ติดต่อได้ง่าย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กและผู้ใหญ่ ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้มีอาการท้องเสียรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากการขาดน้ำและเกลือแร่ สุขอนามัยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ ติดเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร ?         การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เกิดจากการรับประทานสิ่งที่มีไวรัสปนเปื้อนเข้าทางปาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหารและสิ่งของ โดยไวรัสชนิดนี้อาจติดอยู่ตามสิ่งของ หรือมือที่เปื้อนเชื้อไวรัสเข้าปาก ก็สามารถติดเชื้อได้ จากนั้นเชื้อไวรัสเดินทางไปตามระบบทางเดินอาหาร คือ กระเพาะอาหาร และลำไส้ ทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อขึ้นเมื่อติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วจะแสดงอาการอย่างไร ?           หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน  จะเริ่มอาเจียน มีไข้ (ไข้อาจสูงถึง 39 องศาเซลเซียส)และบางรายอาจเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ คือ มีน้ำมูกไหล ไอ คอแดง ร่วมด้วย ต่อมาจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำอาจมากถึง 10 - 20 ครั้งต่อวัน ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 3 – 5 วัน ส่วนน้อยจะมีอาการท้องเสียยืดเยื้อเรื้อรังนาน 9 วันถึง 3 สัปดาห์ได้ หากอาการท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานานหรือมีอาการรุนแรงจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ที่สำคัญ ซึ่งจะขาดได้ในปริมาณที่มากกว่าการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆอีกหลายชนิด เป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรงควรรีบพามาพบแพทย์และจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยด่วนทราบได้อย่างไรว่าอาการท้องเสียเกิดจากไวรัสโรต้า ?         แพทย์วินิจฉัยโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้า ได้จากประวัติ อาการและฤดูกาลที่เป็น ร่วมกับการตรวจพบเชื้อไวรัสโรต้าในอุจจาระ (Rotavirus Ag in Stool = positive)ถ้าติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้วควรได้รับการรักษาอย่างไร ?          เนื่องจากไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้โดยตรง การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ คือ ถ้าอาการไม่รุนแรงก็สามารถรับประทานยาที่บ้านได้ โดยดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากการถ่ายอุจจาระและอาเจียน รับประทานยาแก้อาเจียนถ้ามีอาเจียนบ่อย แต่หากมีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ซึมลง ตัวเย็น ไข้สูง ชัก หายใจหอบเหนื่อย ปัสสาวะออกน้อยหรืออาเจียนมากรับประทานไม่ได้ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโดยด่วนเราจะสามารถปกป้องจากเชื้อไวรัสโรต้าได้อย่างไร ?           - วิธีป้องกันโรคอุจจาระร่วงเบื้องต้น คือ การรักษาสุขอนามัย การดูแลความสะอาดของอาหารน้ำดื่ม และล้างมืออย่างถูกต้อง  - ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระให้ถูกต้องด้วย หากพบผู้ป่วยต้องรีบป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังคนอื่นแนะนำให้รีบไปพบแพทย์และหยุดรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติสัญญาณเตือน ที่ไม่ควรปล่อยไว้ ควรพบแพทย์·       มีอาการอาเจียนมาก / ถ่ายมากผิดปกติ·       ซึม ไม่มีแรง มือเท้าเย็น·       ปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชม.·       ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ในเด็กจะมีกระหม่อมบุ๋มไวรัสโรต้า เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อภาวะแวดล้อมได้ดี ติดต่อได้ง่าย การรักษายังไม่มีวิธีที่รักษาจำเพาะ เป็นการรักษาทั่วไปตามอาการเท่านั้น การป้องกันด้วยการให้วัคซีนชนิดรับประทานยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดนพ.ภูษิต วชิรกิติกุล อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารประจำโรงพยาบาลวิภาวดี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

โรคไข้หวัด

โรคไข้หวัด นพ.ชิดเวทย์  วรเพียรกุล  อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี  โรคไข้หวัด  เป็นการติดเชื้อของจมูกและคอ  ส่วนใหญ่75-80% เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งรวมเรียกว่า Coryza Viruses ประกอบด้วย Rhino Viruses เป็นสำคัญ  เชื้อชนิดอื่น ๆ มี Adenoviruses, Respiratory Syncytial Virus เมื่อเชื้อเช้าสู่จมูกและคอจะทำให้เยื่อจมูกบวมและแดง  มีการหลั่งของเมือกออกมาแม้ว่าจะเป็นโรคที่หายเองใน 1 สัปดาห์  แต่เป็นโรคที่นำผู้ป่วยไปพบแพทย์มากที่สุด  โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัด 6-12 ครั้ง ต่อไป  ผู้ใหญ่จะเป็น 2-4 ครั้ง  ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าผู้ชายเนื่องจากใกล้ชิดกับเด็ก  คนสูงอายุอาจจะเป็นปีละครั้ง อาการ ผู้ใหญ่ มีอาการจาม  และน้ำมูกไหลจะนำมาก่อน  อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย  แต่มักไม่ค่อยมีไข้  เชื้อจะออกจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย 2-3 ชั่วโมงและหมดใน 2 สัปดาห์  บางรายอาจมีอาการปวดหู  เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง  บางรายเยื่อบุตาอักเสบ  เจ็บคอ  กลืนลำบาก  โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน  แต่อาจมีน้ำมูกไหลนานถึง 2 สัปดาห์  ในเด็กอาจจะรุนแรง  และมักมีการแพร่ไปเป็นหลอดลมอักเสบ  ปวดบวม  เป็นต้น การติดต่อ โรคนี้มักจะระบาดฤดูหนาวเนื่องจากความชื้นต่ำและอากาศเย็น  เราสามารถติดต่อจากน้ำลาย  และเสมหะผู้ป่วยนอกจากนั้นมือที่เปื้อนเชื้อโรค  ก็สามารถทำให้เกิดโรคได้โดยผ่านทางจมูกและตา  ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ก่อนเกิดอาการและ 1-2 วันหลังเกิดอาการ  ผู้ที่มีโอกาสเป็นไข้หวัดได้ง่ายคือ  เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี  เด็กที่ขาดอาหาร  เด็กที่เลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็ก วิธีการติดต่อ 1. มือของเด็ก  หรือผู้ใหญ่ที่สัมผัสเชื้อจากเสมหะของผู้ป่วย  หรือสิ่งแวดล้อม  แล้วขยี้ตา  หรือเอาเข้าปากหรือจมูก 2. หายใจเอาเชื้อที่ผู้ป่วยที่ไอออกมา 3. หายใจเอาเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศ การรักษา - ไม่มียารักษาเฉพาะ  ถ้ามีไข้ให้ยาลดไข้  Paracetamol - ห้ามให้ Aspirin - ให้ยาช่วยรักษาตามอาการ  เช่น ยาลดคัดจมูก  ลดน้ำมูก  ยาแก้ไออ่อน ๆ - ให้พัก  และดื่มน้ำมาก ๆ โดยทั่วไปจะเป็นมาก 2-4 วัน  หลังจากนั้นจะดีขึ้น  ในเด็กโรคที่แทรกซ้อนที่สำคัญคือหูชั้นกลางอักเสบ  ต้องได้รับยาปฏิชีวนะรักษา   การป้องกัน - หลีกเลี่ยงที่ชุมชน  เช่น โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร  ในช่วงที่ไข้หวัดกำลังระบาด - ไอหรือจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้า  หรือทิชชูปิดปาก - ให้ล้างมือบ่อย ๆ - ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตาเพราอาจนำเชื้อเข้าสู่ร่างกาย - อย่าอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นหวัดเป็นเวลานาน   เป็นการยากที่จะป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด  ดังนี้การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม